| ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติอาหาร ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติอาหาร
ก
สารบัญ
หน้า
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 1
หมวด 1 คณะกรรมการอาหาร 3
หมวด 2 การขออนุญาตและการออกใบอนุญาต 4
หมวด 3 หน้าที่ของผู้รับอนุญาตเกี่ยวกับอาหาร 5
หมวด 4 การควบคุมอาหาร 6
หมวด 5 การขึ้นทะเบียนการโฆษณาเกี่ยวกับอาหาร 7
หมวด 6 พนักงานเจ้าหน้าที่ 9
หมวด 7 การพักใช้ใบอนุญาตและการเพิกถอนในอนุญาต 9
หมวด 8 บทกำหนดโทษ
บทเฉพาะกาล
อัตราค่าธรรมเนียม
10
12
13
กฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
กฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2522) เรื่อง การขอรับใบอนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย 14
กฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2522) เรื่อง การขอรับใบอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่าย 22
กฎกระทรวง ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2522) เรื่อง การขออนุญาตผลิตอาหารหรือนำเข้าซึ่งอาหารเฉพาะคราว 29
กฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2522) เรื่อง การขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหารควบคุมของผู้รับอนุญาต
ตั้งโรงงานหรือผู้รับอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่าย
38
กฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดค่าธรรมเนียม 44
กฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2522) เรื่อง บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ 45
กฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2525) เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2522) 46
กฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2525) เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2522) 47
กฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2526) เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2522)
และฉบับที่ 7 (พ.ศ.2525)
48
กฎกระทรวง ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2526) เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2522)
และฉบับที่ 8 (พ.ศ 2525)
50
กฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2547) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 51
กฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2548) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 52
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำมันถั่วลิสงเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพ
หรือมาตรฐาน วิธีการผลิต และฉลาก สำหรับน้ำมันถั่วลิสง
54
ฉบับที่ 44 (พ.ศ.2523) เรื่อง แป้งข้าวกล้อง 63
ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันปาล์ม 64
ฉบับที่ 57 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันมะพร้าว 68
ฉบับที่ 61 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท 70
ฉบับที่ 78 (พ.ศ.2527) เรื่อง น้ำแข็ง 72
ฉบับที่ 83 (พ.ศ.2527) เรื่อง ช็อกโกแลต 75
ฉบับที่ 92 (พ.ศ.2528) เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุ การใช้ภาชนะบรรจุ
และการห้ามใช้วัตถุใดเป็นภาชนะบรรจุอาหาร
82
ข
สารบัญ (ต่อ)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 หน้า
ฉบับที่ 98 (พ.ศ.2529) เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน 86
ฉบับที่ 100 (พ.ศ.2529) เรื่อง การแสดงฉลากของวุ้นสำเร็จรูปและขนมเยลลี่ 87
ฉบับที่ 102 (พ.ศ.2529) เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีกัมมันตรังสี 89
ฉบับที่ 113 (พ.ศ.2531) เรื่อง โซเดียมซัยคลาเมตและอาหารที่มีโซเดียมซัยคลาเมต 90
ฉบับที่ 116 (พ.ศ.2531) เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีกัมมันตรังสี (ฉบับที่ 2) 91
ฉบับที่ 117 (พ.ศ.2532) เรื่อง ขวดนม 92
ฉบับที่ 121 (พ.ศ.2532) เรื่อง อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก 95
ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2534) เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2) 100
ฉบับที่ 137 (พ.ศ.2534) เรื่อง น้ำแข็ง (ฉบับที่ 2) 101
ฉบับที่ 144 (พ.ศ.2535) เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท 102
ฉบับที่ 150 (พ.ศ.2536) เรื่อง ข้าวเติมวิตามิน 105
ฉบับที่ 151 (พ.ศ.2536) เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้ในอาหาร 107
ฉบับที่ 153 (พ.ศ.2537) เรื่อง เกลือบริโภค 108
ฉบับที่ 156 (พ.ศ.2537) เรื่อง นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารก
และเด็กเล็ก
109
ฉบับที่ 157 (พ.ศ.2537) เรื่อง อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก 116
ฉบับที่ 158 (พ.ศ.2537) เรื่อง อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก 123
(ฉบับที่ 167) พ.ศ.2538 เรื่อง การขยายระยะเวลาการใช้ฉลากนมดัดแปลงสำหรับทารกและนม
ดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
127
(ฉบับที่ 168) พ.ศ.2538 เรื่อง การขยายระยะเวลาการใช้ฉลากอาหารทารกและ อาหารสูตร
ต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
128
(ฉบับที่ 169) พ.ศ.2538 เรื่อง การขยายระยะเวลาการใช้ฉลากอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก 129
(ฉบับที่ 171) พ.ศ.2539 เรื่อง อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก (ฉบับที่ 2) 130
(ฉบับที่ 174) พ.ศ.2539 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามนำเข้าหรือจำน่าย 132
(ฉบับที่ 179) พ.ศ.2540 เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2) 133
(ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541 เรื่อง ฉลากโภชนาการ 134
(ฉบับที่ 184) พ.ศ.2542 เรื่อง น้ำมันปาล์ม (ฉบับที่ 2) 177
(ฉบับที่ 191) พ.ศ.2543 เรื่อง ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 189) พ.ศ.2542 178
(ฉบับที่ 193) พ.ศ.2543 เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือใช้ในการผลิต และเก็บรักษาอาหาร 179
(ฉบับที่ 194) พ.ศ.2543 เรื่อง ฉลาก 186
(ฉบับที่ 195) พ.ศ.2543 เรื่อง เครื่องดื่มเกลือแร่ 191
(ฉบับที่ 196) พ.ศ.2543 เรื่อง ชา 194
(ฉบับที่ 197) พ.ศ.2543 เรื่อง กาแฟ 197
(ฉบับที่ 198) พ.ศ.2543 เรื่อง น้ำนมถั่วเหลืองในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท 201
(ฉบับที่ 199) พ.ศ.2543 เรื่อง น้ำแร่ธรรมชาติ 204
(ฉบับที่ 200) พ.ศ.2543 เรื่อง ซอสในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท 207
ค
สารบัญ (ต่อ)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 หน้า
(ฉบับที่ 201) พ.ศ.2543 เรื่อง ซอสบางชนิด 208
(ฉบับที่ 202) พ.ศ.2543 เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง 210
(ฉบับที่ 203) พ.ศ.2543 เรื่อง น้ำปลา 213
(ฉบับที่ 204) พ.ศ.2543 เรื่อง น้ำส้มสายชู 216
(ฉบับที่ 205) พ.ศ.2543 เรื่อง น้ำมันและไขมัน 218
(ฉบับที่ 206) พ.ศ.2543 เรื่อง น้ำมันเนย 224
(ฉบับที่ 207) พ.ศ.2543 เรื่อง เนยเทียม 226
(ฉบับที่ 208) พ.ศ.2543 เรื่อง ครีม 228
(ฉบับที่ 209) พ.ศ.2543 เรื่อง เนยแข็ง 232
(ฉบับที่ 210) พ.ศ.2543 เรื่อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป 234
(ฉบับที่ 211) พ.ศ.2543 เรื่อง น้ำผึ้ง 237
(ฉบับที่ 213) พ.ศ.2543 เรื่อง แยม เยลลี่ และมาร์มาเลด ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท 239
(ฉบับที่ 214) พ.ศ.2543 เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท 248
(ฉบับที่ 215) พ.ศ.2544 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย 252
(ฉบับที่ 217) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 215) พศ.2544 253
(ฉบับที่ 219) พ.ศ.2544 เรื่อง ฉลากโภชนาการ (ฉบับที่ 2) 254
(ฉบับที่ 220) พ.ศ.2544 เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 3) 256
(ฉบับที่ 221) พ.ศ.2544 เรื่อง กำหนดประเภทอาหารที่ต้องแสดงเลขสารบบอาหารที่ฉลาก 264
(ฉบับที่ 222) พ.ศ.2544 เรื่อง ไอศกรีม 266
(ฉบับที่ 223) พ.ศ.2544 เรื่อง วัตถุแต่งกลิ่นรส 269
(ฉบับที่ 224) พ.ศ.2544 เรื่อง ขนมปัง 272
(ฉบับที่ 225) พ.ศ.2544 เรื่อง น้ำเกลือปรุงอาหาร 274
(ฉบับที่ 226) พ.ศ.2544 เรื่อง เนยใสหรือกี (Ghee) 276
(ฉบับที่ 227) พ.ศ.2544 เรื่อง เนย 278
(ฉบับที่ 228) พ.ศ.2544 เรื่อง หมากฝรั่งและลูกอม 281
(ฉบับที่ 229) พ.ศ.2544 เรื่อง ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 162) พ.ศ.2538 283
(ฉบับที่ 230) พ.ศ.2544 เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2) 284
(ฉบับที่ 232) พ.ศ.2544 เรื่อง ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2522) 285
(ฉบับที่ 233) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522 )
เรื่อง กำหนดน้ำมันถั่วลิสงเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนด
คุณภาพหรือมาตรฐานวิธีการผลิต และฉลาก สำหรับน้ำมันถั่วลิสง
286
(ฉบับที่ 234) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524)
เรื่อง น้ำมันปาล์ม
288
(ฉบับที่ 235) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 57 (พ.ศ.2524) 289
ง
สารบัญ (ต่อ)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 หน้า
เรื่อง น้ำมันมะพร้าว
(ฉบับที่ 236) พ.ศ.2544 เรื่อง ไข่เยี่ยวม้า 290
(ฉบับที่ 237) พ.ศ.2544 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารพร้อมปรุงและอาหารสำเร็จรูปที่พร้อม
บริโภคทันที
291
(ฉบับที่ 238) พ.ศ.2544 เรื่อง อาหารที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ 293
(ฉบับที่ 239) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ.2543 296
(ฉบับที่ 243) พ.ศ.2544 เรื่อง ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ 297
(ฉบับที่ 244) พ.ศ.2544 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารที่มีวัตถุที่ใช้เพื่อรักษาคุณภาพหรือ
มาตรฐานของอาหารรวมอยู่ในภาชนะบรรจุ
299
(ฉบับที่ 245) พ.ศ.2544 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ 300
(ฉบับที่ 246) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 217) พ.ศ.2544 301
(ฉบับที่ 247) พ.ศ.2544 เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้ในอาหาร (ฉบับที่ 2) 302
(ฉบับที่ 248) พ.ศ.2544 เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง (ฉบับที่ 2) 303
(ฉบับที่ 251) พ.ศ.2545 เรื่อง การแสดงฉลากอาหารที่ได้จากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรมหรือ
พันธุวิศวกรรม
304
(ฉบับที่ 252) พ.ศ.2545 เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) 306
(ฉบับที่ 253) พ.ศ.2545 เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 3) 307
(ฉบับที่ 254) พ.ศ.2545 เรื่อง น้ำแข็ง (ฉบับที่ 3) 308
(ฉบับที่ 255) พ.ศ.2545 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารที่มีใบแป๊ะก๊วยและสารสกัดจากใบแป๊ะก๊วย 310
(ฉบับที่ 256) พ.ศ.2545 เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 4) 311
(ฉบับที่ 257) พ.ศ.2545 เรื่อง ไอศกรีม (ฉบับที่ 2) 312
(ฉบับที่ 259) พ.ศ.2545 เรื่อง การใช้เมทิลแอลกอฮอล์เป็นสารช่วยในการผลิต (Processing aid)
อาหารบางชนิด
313
(ฉบับที่ 262) พ.ศ.2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์และอาหารที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์ 315
(ฉบับที่ 263) พ.ศ.2545 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย 317
(ฉบับที่ 264) พ.ศ.2545 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย 318
(ฉบับที่ 265) พ.ศ.2545 เรื่อง นมโค 319
(ฉบับที่ 266) พ.ศ.2545 เรื่อง นมปรุงแต่ง 332
(ฉบับที่ 267) พ.ศ.2545 เรื่อง ผลิตภัณฑ์ของนม 336
(ฉบับที่ 268) พ.ศ.2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีบางชนิด 339
(ฉบับที่ 269) พ.ศ.2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ 340
(ฉบับที่ 272) พ.ศ.2546 เรื่อง สุรา 341
(ฉบับที่ 273) พ.ศ.2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน (ฉบับที่ 2) 342
(ฉบับที่ 275) พ.ศ.2546 เรื่อง สุรา (ฉบับที่ 2) 343
จ
สารบัญ (ต่อ)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 หน้า
(ฉบับที่ 276) พ.ศ.2546 เรื่อง กาแฟ (ฉบับที่ 2) 344
(ฉบับที่ 277) พ.ศ.2546 เรื่อง ชา (ฉบับที่ 2) 345
(ฉบับที่ 280) พ.ศ.2547 เรื่อง ชาสมุนไพร 346
(ฉบับที่ 281) พ.ศ.2547 เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร 349
(ฉบับที่ 282) พ.ศ.2547 เรื่อง นมโค (ฉบับที่ 2) 353
(ฉบับที่ 283) พ.ศ.2547 เรื่อง กำหนดปริมาณสารโพลาร์ในน้ำมันที่ใช้ทอดหรือประกอบอาหาร
เพื่อจำหน่าย
354
(ฉบับที่ 284) พ.ศ.2547 เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุทิ่ปิดสนิท (ฉบับที่ 5) 355
(ฉบับที่ 285) พ.ศ.2547 เรื่อง น้ำแข็ง (ฉบับที่ 4) 356
(ฉบับที่ 286) พ.ศ.2547 เรื่อง นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารก
และเด็กเล็ก (ฉบับที่ 2)
357
(ฉบับที่ 287) พ.ศ.2548 เรื่อง อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก (ฉบับที่ 3) 358
(ฉบับที่ 288) พ.ศ.2548 เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง 359
(ฉบับที่ 289) พ.ศ.2548 เรื่อง นมเปรี้ยว 369
(ฉบับที่ 290) พ.ศ.2548 เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 3) 374
(ฉบับที่ 292) พ.ศ.2548 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย 375
(ฉบับที่ 293) พ.ศ.2548 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 376
(ฉบับที่ 294) พ.ศ.2548 เรื่อง รอยัลเยลลีและผลิตภัณฑ์รอยัลเยลลี 380
(ฉบับที่ 295) พ.ศ.2548 เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติก 382
(ฉบับที่ 296) พ.ศ.2549 เรื่อง อาหารที่มีความเสี่ยงจากโรควัวบ้า 387
(ฉบับที่ 297) พ.ศ.2549 เรื่อง อาหารฉายรังสี 390
(ฉบับที่ 298) พ.ศ.2549 เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษา
ผลิตภัณฑ์นมพร้อมบริโภคชนิดเหลวที่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วย
ความร้อนโดยวิธีพาสเจอร์ไรส์
396
(ฉบับที่ 299) พ.ศ.2549 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีบางชนิด (ฉบับที่ 2) 407
(ฉบับที่ 300) พ.ศ.2549 เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522
408
(ฉบับที่ 301) พ.ศ.2549 เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 4) 416
(ฉบับที่ 303) พ.ศ.2550 เรื่อง อาหารที่มียาสัตว์ตกค้าง 418
(ฉบับที่ 305) พ.ศ.2550 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารสำเร็จรูปที่พร้อมบริโภคทันทีบางชนิด 434
(ฉบับที่ 307) พ.ศ.2550 เรื่อง นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารก
และเด็กเล็ก (ฉบับที่ 3)
436
(ฉบับที่ 308) พ.ศ.2550 เรื่อง อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก (ฉบับที่ 4) 437
(ฉบับที่ 309) พ.ศ.2550 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (ฉบับที่ 2) 438
ฉ
สารบัญ (ต่อ)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 หน้า
- เรื่อง แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522
439
(ฉบับที่ 310) พ.ศ.2551 เรื่อง การห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารที่มีการบรรจุสิ่งอื่นหรือวัตถุ
อื่นที่มิใช่อาหารในภาชนะบรรจุอาหารและหีบห่อ
441
(ฉบับที่ 311) พ.ศ.2551 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย 442
(ฉบับที่ 313) พ.ศ.2552 เรื่อง มาตรฐานอาหารด้านจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค 443
(ฉบับที่ 314) พ.ศ.2552 เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการอาหาร 453
(ฉบับที่ 315) พ.ศ.2552 เรื่อง สุรา 454
(ฉบับที่ 316) พ.ศ.2553 เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 6) 455
ภาคผนวก
ภาคผนวก ประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับอาหาร 456
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2522
เป็นปีที่ 34 ในรัชกาลปัจจุบัน
---------------------------------------------------
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการควบคุมคุณภาพอาหาร
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของ
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522”
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิก
(1) พระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหาร พ.ศ.2507
(2) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 49 ลงวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2515
บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราช
บัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
“อาหาร” หมายความว่า ของกินหรือเครื่องค้ำจุนชีวิต ได้แก่
(1) วัตถุทุกชนิดที่คนกิน ดื่ม อม หรือนำเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ หรือใน
รูปลักษณะใด ๆ แต่ไม่รวมถึงยา วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท หรือยาเสพติดให้โทษ ตามกฎหมายว่าด้วย
การนั้น แล้วแต่กรณี
(2) วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้หรือใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอาหารรวมถึง
วัตถุเจือปนอาหาร สี และเครื่องปรุงแต่งกลิ่นรส
“อาหารควบคุมเฉพาะ” หมายความว่า อาหารที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ให้เป็นอาหารที่อยู่ในความควบคุมคุณภาพหรือมาตรฐาน
“ตำรับอาหาร” หมายความว่า รายการของวัตถุที่ใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร
ซึ่งระบุน้ำหนักหรือปริมาณของแต่ละรายการ
“ภาชนะบรรจุ” หมายความว่า วัตถุที่ใช้บรรจุอาหารไม่ว่าด้วยการใส่หรือห่อหรือ
ด้วยวิธีใด ๆ
2
“ฉลาก” หมายความรวมถึงรูป รอยประดิษฐ์ เครื่องหมาย หรือข้อความใด ๆ
ที่แสดงไว้ที่อาหาร ภาชนะบรรจุอาหาร หรือหีบห่อของภาชนะที่บรรจุอาหาร
“ผลิต” หมายความว่า ทำ ผสม ปรุงแต่ง และหมายความรวมถึงแบ่งบรรจุด้วย
“จำหน่าย” หมายความรวมถึง ขาย จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์
ในทางการค้า หรือการมีไว้เพื่อจำหน่ายด้วย
“นำเข้า” หมายความว่า นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร
“ส่งออก” หมายความว่า นำหรือส่งออกนอกราชอาณาจักร
“โรงงาน” หมายความว่า โรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานที่ตั้งขึ้นเพื่อผลิตอาหาร
“ผู้รับอนุญาต” หมายความว่า ผู้ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ในกรณีที่
นิติบุคคลเป็นผู้รับใบอนุญาตให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งนิติบุคคลแต่งตั้งให้เป็นผู้ดำเนินกิจการด้วย
“ผู้อนุญาต” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา หรือผู้ซึ่ง
เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามอบหมาย
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการอาหาร
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราช
บัญญัตินี้
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มี
อำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ ออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้
ยกเว้นค่าธรรมเนียมและกำหนดกิจการอื่นกับออกประกาศ ทั้งนี้ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงและประกาศนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา 6 เพื่อประโยชน์แก่การควบคุมอาหาร ให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา
(1) กำหนดอาหารควบคุมเฉพาะ
(2) กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของอาหารควบคุมเฉพาะตามชื่อ ประเภท
ชนิด หรือลักษณะของอาหารนั้น ๆ ที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือที่จำหน่าย ตลอดจนหลักเกณฑ์
เงื่อนไข และวิธีการผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่าย
(3) กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของอาหารที่มิใช่เป็นอาหารตาม (1) และ
จะกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่าย ด้วยหรือไม่ก็ได้
(4) กำหนดอัตราส่วนของวัตถุที่ใช้เป็นส่วนผสมอาหารตามชื่อ ประเภท ชนิด หรือ
ลักษณะของอาหารที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือที่จำหน่ายรวมทั้งการใช้สีและเครื่องปรุง
แต่งกลิ่นรส
(5) กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการใช้วัตถุเจือปนในอาหาร การใช้วัตถุกันเสีย
และวิธีป้องกันการเสีย การเจือสี หรือวัตถุอื่นในอาหารที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือที่จำหน่าย
(6) กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุและการใช้ภาชนะบรรจุ
ตลอดจนการห้ามใช้วัตถุใดเป็นภาชนะบรรจุอาหารด้วย
3
(7) กำหนดวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
เพื่อป้องกันมิให้อาหารที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือที่จำหน่าย เป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ตาม
พระราชบัญญัตินี้
(8) กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย
(9) กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการตรวจ การเก็บตัวอย่าง การยึด
การอายัด และการตรวจวิเคราะห์ทางวิชาการ ซึ่งอาหาร รวมทั้งเอกสารอ้างอิง
(10) กำหนดประเภทและชนิดอาหารที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือ
ที่จำหน่าย ซึ่งจะต้องมีฉลาก ข้อความในฉลาก เงื่อนไข และวิธีการแสดงฉลาก ตลอดจนหลักเกณฑ์และ
วิธีการโฆษณาในฉลาก
หมวด 1
คณะกรรมการอาหาร
มาตรา 7 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการอาหาร” ประกอบด้วย
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานกรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา อธิบดีกรมอนามัย
หรือผู้แทน อธิบดีกรมการแพทย์หรือผู้แทน อธิบดีกรมควบคุมโรคติดต่อหรือผู้แทน อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์
การแพทย์หรือผู้แทน อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการหรือผู้แทน อธิบดีกรมการค้าภายในหรือผู้แทน อธิบดี
กรมศุลกากรหรือผู้แทน ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้แทนสำนักงาน
คณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง กับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่เกิน
เก้าคน ในจำนวนนี้จะต้องตั้งจากผู้แทนของผู้ประกอบการธุรกิจเกี่ยวกับการผลิต นำเข้าหรือจำหน่าย
อาหารไม่เกินสี่คน เป็นกรรมการ
ให้รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เป็นกรรมการและเลขานุการ
และให้ผู้อำนวยการกอง กองควบคุมอาหาร เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา 8 ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ให้คำแนะนำ ความเห็น แก่รัฐมนตรีหรือผู้อนุญาต
แล้วแต่กรณี ในเรื่องดังต่อไปนี้
(1) การออกประกาศตามมาตรา 6
(2) การวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา 19
(3) การเพิกถอนทะเบียนตำรับอาหารตามมาตรา 39
(4) การปฏิบัติการตามมาตรา 44
(5) การพักใช้ใบอนุญาตหรือการเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา 46
มาตรา 9 กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี แต่อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้
มาตรา 10 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 9 กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง
พ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) เป็นบุคคลล้มละลาย
(4) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
4
(5) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับ
ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
ในกรณีกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ รัฐมนตรีอาจแต่งตั้งผู้อื่นเป็น
กรรมการแทนได้ และให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของ
กรรมการซึ่งตนแทน
ในกรณีที่รัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการเพิ่มขึ้นในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้ว
ยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของ
กรรมการซึ่งตนแทน
มาตรา 11 การประชุมคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ
กรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการที่มาประชุม
เลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียง
หนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา 12 ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติการตามที่
คณะกรรมการมอบหมาย ให้นำความในมาตรา 11 มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะอนุกรรมการโดยอนุโลม
มาตรา 13 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรรมการมีอำนาจออกคำสั่ง
เป็นหนังสือเรียกให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ และให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องหรือสิ่งใดมา
เพื่อประกอบการพิจารณาได้
หมวด 2
การขออนุญาตและการออกใบอนุญาต
มาตรา 14 ห้ามมิให้ผู้ใดตั้งโรงงานผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต
การขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข
ที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 15 ห้ามมิให้ผู้ใดนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่าย เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาต
การขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข
ที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 16 บทบัญญัติมาตรา 14 และมาตรา 15 ไม่ให้ใช้บังคับแก่
(1) การผลิตอาหารหรือนำเข้าซึ่งอาหารเฉพาะคราว ซึ่งได้รับใบอนุญาตเฉพาะคราว
จากผู้อนุญาต
(2) การผลิตอาหารหรือนำเข้าหรือส่งออกซึ่งอาหารเพื่อเป็นตัวอย่าง สำหรับ
การขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือเพื่อพิจารณาในการสั่งซื้อ
ผู้ที่ได้รับการยกเว้นตาม (1) และ (2) ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข
ที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 17 ใบอนุญาตที่ออกตามความในมาตรา 14 มาตรา 15 และมาตรา 16(1) ให้คุ้มกัน
ถึงลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้รับอนุญาตด้วย
5
ให้ถือว่าการกระทำของลูกจ้างหรือตัวแทนของผู้รับอนุญาตที่ได้รับการคุ้มกันตาม
วรรคหนึ่งเป็นการกระทำของผู้รับอนุญาตด้วย เว้นแต่ผู้รับอนุญาตจะพิสูจน์ได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็น
การสุดวิสัยที่ตนจะล่วงรู้หรือควบคุมได้
มาตรา 18 ใบอนุญาตที่ออกตามมาตรา 14 และมาตรา 15 ให้ใช้ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม
ของปีที่สามนับแต่ปีที่ออกใบอนุญาต ถ้าผู้รับอนุญาตประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาตให้ยื่นคำขอเสียก่อน
ใบอนุญาตสิ้นอายุ เมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้วจะประกอบกิจการต่อไปก็ได้จนกว่าผู้อนุญาตจะสั่ง
ไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตนั้น
การขอต่ออายุใบอนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ
เงื่อนไข ที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 19 ในกรณีผู้อนุญาตไม่ออกใบอนุญาต ไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต หรือไม่อนุญาต
ให้ย้ายสถานที่ผลิต สถานที่นำเข้า หรือสถานที่เก็บอาหาร ผู้ขอรับใบอนุญาต ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาต หรือ
ผู้ขออนุญาตย้ายสถานที่ดังกล่าวมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อรัฐมนตรีภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับ
หนังสือของผู้อนุญาตแจ้งการไม่ออกใบอนุญาต ไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาต หรือไม่อนุญาตให้
ย้ายสถานที่ดังกล่าวนั้น
คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
ในกรณีผู้อนุญาตไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตก่อนที่รัฐมนตรีจะมีคำวินิจฉัย
อุทธรณ์ตามวรรคสอง รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ประกอบกิจการไปพลางก่อนได้เมื่อมีคำขอของ
ผู้อุทธรณ์
หมวด 3
หน้าที่ของผู้รับอนุญาตเกี่ยวกับอาหาร
มาตรา 20 ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 ผลิต นำเข้า หรือเก็บอาหาร
นอกสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาต
มาตรา 21 ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตย้ายสถานที่ผลิต สถานที่นำเข้า หรือสถานที่เก็บอาหาร
เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต
การขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข
ที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 22 ถ้าใบอนุญาตหรือใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารสูญหายหรือถูกทำลาย
ให้ผู้รับอนุญาตแจ้งต่อผู้อนุญาต และยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตหรือใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียน
ตำรับอาหารภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้ทราบถึงการสูญหายหรือถูกทำลายดังกล่าว
การขอรับใบแทนใบอนุญาตหรือใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร
และการออกใบแทนใบอนุญาตหรือใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไข ที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 23 ผู้รับอนุญาตต้องแสดงใบอนุญาตหรือใบแทนใบอนุญาต แล้วแต่กรณี ไว้ในที่เปิด
เผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้าซึ่งอาหารที่ระบุไว้ในใบอนุญาต และต้องติดหรือจัดป้าย
แสดงสถานที่ผลิต หรือสถานที่นำเข้าที่ได้รับอนุญาตไว้ภายนอกสถานที่ในที่เปิดเผยให้เห็นได้ง่ายด้วย
6
มาตรา 24 เพื่อประโยชน์ในการส่งออก และเมื่อมีความจำเป็นที่จะให้ผู้รับอนุญาตผลิตอาหาร
ควบคุมเฉพาะเพื่อส่งออกไปจำหน่ายนอกราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว ผู้อนุญาตจะอนุญาตเป็นการเฉพาะ
คราวให้ผู้รับอนุญาตผลิตอาหารควบคุมเฉพาะได้ตามมาตรฐานของต่างประเทศหรือมาตรฐานระหว่าง
ประเทศ ไม่ว่าจะต่ำกว่าหรือสูงกว่าคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 6 ก็ได้
แล้วให้รายงานคณะกรรมการทราบ
หมวด 4
การควบคุมอาหาร
มาตรา 25 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่าย ซึ่งอาหารดังต่อไปนี้
(1) อาหารไม่บริสุทธิ์
(2) อาหารปลอม
(3) อาหารผิดมาตรฐาน
(4) อาหารอื่นที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา 26 อาหารที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์
(1) อาหารที่มีสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือปนอยู่ด้วย
(2) อาหารที่มีสารหรือวัตถุเคมีเจือปนอยู่ในอัตราที่อาจเป็นเหตุให้คุณภาพของ
อาหารนั้นลดลง เว้นแต่การเจือปนเป็นการจำเป็นต่อกรรมวิธีผลิต การผลิต และได้รับอนุญาตจากพนักงาน
เจ้าหน้าที่แล้ว
(3) อาหารที่ได้ผลิต บรรจุ หรือเก็บรักษาไว้โดยไม่ถูกสุขลักษณะ
(4) อาหารที่ผลิตจากสัตว์ที่เป็นโรคอันอาจติดต่อถึงคนได้
(5) อาหารที่มีภาชนะบรรจุประกอบด้วยวัตถุที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพ
มาตรา 27 อาหารที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นอาหารปลอม
(1) อาหารที่ได้สับเปลี่ยนใช้วัตถุอื่นแทนบางส่วน หรือคัดแยกวัตถุที่มีคุณค่าออก
เสียทั้งหมดหรือบางส่วน และจำหน่ายเป็นอาหารแท้อย่างนั้น หรือใช้ชื่ออาหารแท้นั้น
(2) วัตถุหรืออาหารที่ผลิตขึ้นเทียมอาหารอย่างหนึ่งอย่างใด และจำหน่ายเป็น
อาหารแท้อย่างนั้น
(3) อาหารที่ได้ผสมหรือปรุงแต่งด้วยวิธีใด ๆ โดยประสงค์จะปกปิดซ่อนเร้นความ
ชำรุดบกพร่องหรือความด้อยคุณภาพของอาหารนั้น
(4) อาหารที่มีฉลากเพื่อลวงหรือพยายามลวงผู้ซื้อให้เข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพ
ปริมาณ ประโยชน์ หรือลักษณะพิเศษอย่างอื่น หรือในเรื่องสถานที่และประเทศที่ผลิต
(5) อาหารที่ผลิตขึ้นไม่ถูกต้องตามคุณภาพหรือมาตรฐานที่รัฐมนตรีประกาศ
กำหนดตามมาตรา 6(2) หรือ (3) ถึงขนาดจากผลวิเคราะห์ปรากฏว่า ส่วนประกอบที่เป็นคุณค่าทางอาหาร
ขาดหรือเกินร้อยละสามสิบจากเกณฑ์ต่ำสุดหรือสูงสุด หรือแตกต่างจากคุณภาพหรือมาตรฐานที่ระบุไว้จน
ทำให้เกิดโทษหรืออันตราย
มาตรา 28 อาหารผิดมาตรฐาน ได้แก่ อาหารที่ไม่ถูกต้องตามคุณภาพหรือมาตรฐานที่รัฐมนตรี
ประกาศกำหนดตามมาตรา 6(2) หรือ (3) แต่ไม่ถึงขนาดดังที่กำหนดไว้ในมาตรา 27(5)
7
มาตรา 29 อาหารที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าเป็นอาหารตามมาตรา 25(4)
(1) ไม่ปลอดภัยในการบริโภค หรือ
(2) มีสรรพคุณไม่เป็นที่เชื่อถือ หรือ
(3) มีคุณค่าหรือคุณประโยชน์ต่อร่างกายในระดับที่ไม่เหมาะสม
มาตรา 30 เพื่อประโยชน์แก่การควบคุมอาหารให้ถูกสุขลักษณะ หรือให้ปราศจากอันตราย
แก่ผู้บริโภค ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีอำนาจ
(1) ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้รับอนุญาตผลิตหรือนำเข้าซึ่งอาหาร ดัดแปลง
แก้ไข สถานที่ผลิตหรือสถานที่เก็บอาหาร
(2) สั่งให้งดผลิตหรืองดนำเข้าซึ่งอาหารที่ผลิตโดยไม่ได้รับอนุญาต หรืออาหารที่
ปรากฏจากผลการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นอาหารที่ไม่ควรแก่การบริโภค
(3) ประกาศผลการตรวจพิสูจน์อาหารให้ประชาชนทราบในกรณีที่ปรากฏผล
จากการตรวจพิสูจน์ว่าอาหารรายใดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ตามมาตรา 26 หรือเป็นอาหารปลอมตามมาตรา
27 หรือเป็นอาหารผิดมาตรฐานตามมาตรา 28 หรือเป็นอาหารที่น่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรืออนามัย
ของประชาชน หรือภาชนะบรรจุรายใดประกอบด้วยวัตถุที่อาจเป็นอันตรายเมื่อใช้บรรจุอาหาร โดยให้ระบุ
ข้อความดังต่อไปนี้ด้วย
(ก) ในกรณีที่ปรากฏตัวผู้ผลิตโดยแน่ชัด ให้ระบุชื่อผู้ผลิตพร้อมทั้งชนิดและ
ลักษณะของอาหารหรือภาชนะบรรจุนั้น และถ้าอาหารหรือภาชนะบรรจุดังกล่าวมีชื่อทางการค้าหรือลำดับ
ครั้งที่ผลิตหรือนำเข้า ก็ให้ระบุชื่อทางการค้าและลำดับครั้งที่ผลิตหรือนำเข้านั้นด้วย แล้วแต่กรณี
(ข) ในกรณีที่ไม่ปรากฏตัวผู้ผลิตโดยแน่ชัดแต่ปรากฏตัวผู้จำหน่าย ให้ระบุ
ชื่อผู้จำหน่ายและสถานที่จำหน่าย พร้อมทั้งชนิดและลักษณะของอาหารหรือภาชนะบรรจุนั้น
หมวด 5
การขึ้นทะเบียนและการโฆษณาเกี่ยวกับอาหาร
มาตรา 31 ผู้รับอนุญาตตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 ผู้ใดจะผลิตหรือนำเข้าซึ่งอาหาร
ควบคุมเฉพาะจะต้องนำอาหารนั้นมาขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหารต่อผู้อนุญาตเสียก่อน และเมื่อได้รับ
ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารแล้วจึงจะผลิตหรือนำเข้าได้
การขอขึ้นทะเบียนและการออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ให้เป็นไป
ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 32 เมื่อได้มีประกาศตามมาตรา 6(1) แล้ว ให้ผู้รับอนุญาตตามมาตรา 14 ซึ่งผลิต
อาหารควบคุมเฉพาะอยู่ก่อนวันที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด งดผลิตอาหารจนกว่าจะได้รับใบสำคัญการขึ้น
ทะเบียนตำรับอาหารตามมาตรา 31 เว้นแต่ผู้อนุญาตจะได้สั่งให้ทำการผลิตต่อไปได้เป็นการชั่วคราว
ภายในกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควร
มาตรา 33 เมื่อได้มีประกาศตามมาตรา 6(1) แล้ว ให้ผู้รับอนุญาตตามมาตรา 15 ซึ่งนำหรือ
สั่งอาหารควบคุมเฉพาะเข้ามาในราชอาณาจักรอยู่ก่อนวันที่ประกาศกำหนด นำอาหารนั้นมาขอขึ้น
ทะเบียนตำรับอาหารตามมาตรา 31 ภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เว้นแต่
ผู้อนุญาตจะผ่อนผันขยายระยะเวลาดังกล่าวให้
8
มาตรา 34 ผู้รับอนุญาตผลิตหรือนำเข้าซึ่งอาหารควบคุมเฉพาะต้องผลิตหรือนำเข้าซึ่งอาหาร
ควบคุมเฉพาะให้ตรงตามที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับอาหารไว้
มาตรา 35 การขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหารตามมาตรา 31 ต้องแจ้งรายการหรือรายละเอียด
ดังต่อไปนี้
(1) ชื่ออาหาร
(2) ชื่อและปริมาณของวัตถุอันเป็นส่วนประกอบของอาหาร
(3) ขนาดบรรจุ
(4) ฉลาก
(5) ชื่อผู้ผลิตและสถานที่ผลิต
(6) ผลการตรวจวิเคราะห์อาหารจากส่วนราชการหรือสถาบันที่คณะกรรมการกำหนด
(7) รายการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร
มาตรา 36 การแก้ไขรายการทะเบียนตำรับอาหาร จะกระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากผู้อนุญาต
การขอแก้ไขรายการทะเบียนตำรับอาหารและการอนุญาตให้แก้ไขรายการ
ทะเบียนตำรับอาหาร ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 37 ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารให้ใช้ได้ตลอดไป เว้นแต่ทะเบียนตำรับ
อาหารที่ถูกสั่งเพิกถอนตามมาตรา 39
มาตรา 38 ในกรณีที่มีความจำเป็น เพื่อประโยชน์แก่การควบคุมอาหารเพื่อให้อาหารนั้น
ปลอดภัยในการบริโภค หรือเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคผู้อนุญาตมีอำนาจสั่งให้แก้ไขตำรับ
อาหารที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วได้ตามที่เห็นสมควรหรือตามความจำเป็น เพื่อให้อาหารนั้นปลอดภัยในการบริโภค
มาตรา 39 อาหารใดที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับอาหารไว้แล้ว หากภายหลังปรากฏว่าอาหารนั้นมี
รายละเอียดไม่ตรงตามตำรับอาหารที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ หรือเป็นอาหารปลอมตามมาตรา 27 หรือเป็นอาหาร
ที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและไม่อาจแก้ไขตำรับอาหารได้ตามมาตรา 38 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้เพิกถอน
ทะเบียนตำรับอาหารนั้นได้ การเพิกถอนให้กระทำโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
คำสั่งของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
มาตรา 40 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหาร อันเป็นเท็จ
หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร
มาตรา 41 ผู้ใดประสงค์จะโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณ ของอาหารทางวิทยุ
กระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ ทางฉายภาพ ภาพยนตร์ หรือทางหนังสือพิมพ์ หรือสิ่งพิมพ์อื่น หรือด้วยวิธีอื่นใด
เพื่อประโยชน์ในทางการค้า ต้องนำเสียง ภาพ ภาพยนตร์ หรือข้อความที่จะโฆษณาดังกล่าวนั้นให้
ผู้อนุญาตตรวจพิจารณาก่อน เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะโฆษณาได้
มาตรา 42 เพื่อพิทักษ์ประโยชน์และความปลอดภัยของผู้บริโภค ให้ผู้อนุญาตมีอำนาจสั่งเป็น
หนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้
(1) ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่ายอาหาร หรือผู้ทำการโฆษณา ระงับการโฆษณา
อาหารที่เห็นว่าเป็นการโฆษณาโดยฝ่าฝืนมาตรา 41
(2) ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่ายอาหาร หรือผู้ทำการโฆษณาอาหาร ระงับ
การผลิต การนำเข้า การจำหน่าย หรือการโฆษณา อาหารที่คณะกรรมการเห็นว่าอาหารดังกล่าวไม่มี
คุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณตามที่โฆษณา
9
หมวด 6
พนักงานเจ้าหน้าที่
มาตรา 43 ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดังนี้
(1) เข้าไปในสถานที่ผลิตอาหาร สถานที่เก็บอาหาร สถานที่จำหน่ายอาหาร
หรือสถานที่ทำการของผู้ผลิต ผู้เก็บรักษา ผู้จำหน่าย รวมทั้งสถานที่ทำการของผู้นำหรือสั่งเข้ามาใน
ราชอาณาจักรซึ่งอาหาร ในระหว่างเวลาทำการเพื่อตรวจสอบควบคุมให้การเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
(2) ในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
อาจเข้าไปในสถานที่หรือยานพาหนะใด ๆ เพื่อตรวจสอบอาหาร และอาจยึดหรืออายัดอาหารและเครื่องมือ
เครื่องใช้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ตลอดจนภาชนะบรรจุหรือหีบห่อบรรจุอาหารและเอกสารที่
เกี่ยวกับอาหารดังกล่าวได้
(3) นำอาหารในปริมาณพอสมควรไปเป็นตัวอย่างเพื่อตรวจสอบหรือตรวจวิเคราะห์
(4) ยึดหรืออายัดอาหารหรือภาชนะบรรจุที่สงสัยว่าอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อ
สุขภาพหรือผิดอนามัยของประชาชน เพื่อตรวจพิสูจน์
(5) ยึดหรืออายัดอาหารไม่บริสุทธิ์ อาหารปลอม หรืออาหารผิดมาตรฐาน หรือ
ภาชนะบรรจุที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหรือผิดอนามัยของประชาชน หรือที่มีลักษณะไม่ถูกต้อง
ตามคุณภาพหรือมาตรฐานที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา 6(6)
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้รับอนุญาตหรือผู้ที่เกี่ยวข้องอำนวยความ
สะดวกตามสมควร
มาตรา 44 อาหารหรือภาชนะบรรจุที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ยึดหรืออายัดไว้หรือเก็บมาตาม
มาตรา 43 เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจพิสูจน์เป็นที่แน่นอนว่าเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ตามมาตรา 26
เป็นอาหารปลอมตามมาตรา 27 หรือเป็นอาหารผิดมาตรฐานตามมาตรา 28 หรือเป็นอาหารที่รัฐมนตรี
ประกาศกำหนดตามมาตรา 25(4) หรือเป็นภาชนะบรรจุที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพหรือผิดอนามัย
ของประชาชน หรือมีลักษณะไม่ถูกต้องตามคุณภาพหรือมาตรฐานที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา
6(6) ถ้ามิได้มีการฟ้องคดีต่อศาล ผู้อนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาจสั่งทำลาย หรือปฏิบัติ
การอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควรได้
มาตรา 45 ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวเมื่อผู้รับ
อนุญาตหรือผู้เกี่ยวข้องร้องขอ
บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
หมวด 7
การพักใช้ใบอนุญาตและการเพิกถอนใบอนุญาต
มาตรา 46 เมื่อปรากฏต่อผู้อนุญาตว่าผู้รับอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงหรือประกาศซึ่งออกตามพระราชบัญญัตินี้ หรือในกรณีที่ปรากฏผลจากการตรวจพิสูจน์ว่า
อาหารซึ่งผลิตโดยผู้รับอนุญาตผู้ใดเป็นอาหารไม่บริสุทธิ์ตามมาตรา 26 เป็นอาหารปลอมตามมาตรา 27
เป็นอาหารที่ผิดมาตรฐานตามมาตรา 28 เป็นอาหารหรือภาชนะบรรจุที่น่าจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือ
ผิดอนามัยของประชาชน ผู้อนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้
โดยมีกำหนดครั้งละไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน หรือในกรณีที่มีการฟ้องผู้รับอนุญาตต่อศาลว่าได้กระทำความผิด
ตามพระราชบัญญัตินี้ จะสั่งพักใช้ใบอนุญาตไว้รอคำพิพากษาอันถึงที่สุดก็ได้
10
ในกรณีที่มีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด ผู้รับอนุญาตผู้ใดได้กระทำความผิดตามมาตรา 26
หรือมาตรา 27 ผู้อนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้
คำสั่งพักใช้ใบอนุญาตและคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้ทำเป็นหนังสือแจ้งให้ผู้รับอนุญาต
ทราบ ในกรณีที่ไม่พบตัวผู้รับอนุญาตหรือผู้รับอนุญาตไม่ยอมรับคำสั่งให้ปิดคำสั่งดังกล่าวไว้ในที่เปิดเผย
ซึ่งเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ผลิต สถานที่นำเข้า สถานที่จำหน่าย หรือสถานที่ทำการของผู้รับอนุญาต และ
ให้ถือว่าผู้รับอนุญาตได้ทราบคำสั่งนั้นแล้วตั้งแต่วันที่ปิดคำสั่ง
ผู้รับอนุญาตซึ่งถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี
ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่ง รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ยกอุทธรณ์หรือแก้ไขคำสั่งของผู้อนุญาตให้
เป็นคุณแก่ผู้อุทธรณ์ได้
คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
การอุทธรณ์คำสั่งต่อรัฐมนตรีตามวรรคสี่ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต
หรือคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต
ให้ถือว่า การผลิต นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งอาหารควบคุมเฉพาะใน
ระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 14 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 15
วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี
หมวด 8
บทกำหนดโทษ
มาตรา 47 ผู้ใดฝ่าฝืนประกาศซึ่งออกตามมาตรา 6(4)(5) หรือ (9) ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน
สองหมื่นบาท
มาตรา 48 ผู้ใดฝ่าฝืนประกาศซึ่งออกตามมาตรา 6(6) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี
หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 49 ผู้ใดฝ่าฝืนประกาศซึ่งออกตามมาตรา 6(7) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา 50 ผู้ใดฝ่าฝืนประกาศซึ่งออกตามมาตรา 6(8) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึง
สองปีและปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสองหมื่นบาท
มาตรา 51 ผู้ใดฝ่าฝืนประกาศซึ่งออกตามมาตรา 6(10) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท
มาตรา 52 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการตามมาตรา 13 หรือขัดขวางหรือ
ไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา 43 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน
หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 53 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 54 ผู้ใดผลิตหรือนำเข้าซึ่งอาหารเฉพาะคราวโดยมิได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 16(1)
หรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 16 วรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา 55 ผู้รับอนุญาตผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 20 หรือมาตรา 21 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับ
ไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา 56 ผู้รับอนุญาตผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 22 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 23 ต้องระวางโทษปรับ
ไม่เกินหนึ่งพันบาท
11
มาตรา 57 ผู้รับอนุญาตผู้ใดนำอาหารควบคุมเฉพาะที่ผลิตขึ้นเพื่อส่งออกไปจำหน่ายนอก
ราชอาณาจักรมาจำหน่ายในราชอาณาจักร อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 24 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี
และปรับไม่เกินสามหมื่นบาท
มาตรา 58 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 25(1) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 59 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 25(2) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี และปรับ
ตั้งแต่ห้าพันบาทถึงหนึ่งแสนบาท
มาตรา 60 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 25(3) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
มาตรา 61 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 25(4) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 62 ผู้รับอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อนุญาตซึ่งสั่งตามมาตรา 30(1)
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา 63 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อนุญาตซึ่งสั่งตามมาตรา 30(2) ต้องระวางโทษปรับ
ไม่เกินห้าหมื่นบาท และปรับเป็นรายวันอีกวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว
มาตรา 64 ผู้รับอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
สองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 65 ผู้ใดจำหน่ายอาหารควบคุมเฉพาะที่มิได้ขึ้นทะเบียนตามมาตรา 31 ต้องระวาง
โทษปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา 66 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 34 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 67 ผู้รับอนุญาตผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 36 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกิน
หนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 68 ผู้รับอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อนุญาตซึ่งสั่งตามมาตรา 38 ต้องระวาง
โทษปรับเป็นรายวันวันละห้าร้อยบาทตลอดเวลาที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว
มาตรา 69 ผู้ใดผลิต นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือจำหน่าย อาหารที่รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนทะเบียน
ตำรับอาหารตามมาตรา 39 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 70 ผู้ใดโฆษณาอาหารโดยฝ่าฝืนมาตรา 40 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือ
ปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 71 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 41 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา 72 ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งของผู้อนุญาตซึ่งสั่งตามมาตรา 42 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
สองปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ปรับเป็นรายวันอีกวันละไม่น้อยกว่าห้าร้อยบาท
แต่ไม่เกินหนึ่งพันบาท ตลอดเวลาที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว
มาตรา 73 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 48 มาตรา 50 มาตรา 58 มาตรา 59 มาตรา 60
มาตรา 61 หรือมาตรา 69 เป็นการกระทำความผิดโดยจำหน่ายปลีกให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง ผู้กระทำ
ความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าผู้นั้น
กระทำความผิดอีกภายในหกเดือนนับแต่วันที่ได้กระทำความผิดครั้งก่อน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี
หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
12
มาตรา 74 ผู้รับอนุญาตผู้ใดผลิตหรือนำเข้าซึ่งอาหารภายหลังที่ใบอนุญาตสิ้นอายุแล้ว
โดยมิได้ยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาต ต้องระวางโทษปรับเป็นรายวันวันละไม่น้อยกว่าห้าร้อยบาทแต่ไม่เกิน
หนึ่งพันบาทตลอดเวลาที่ใบอนุญาตขาดอายุ
มาตรา 75 บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้มีโทษปรับสถานเดียว ให้เลขาธิการคณะ
กรรมการอาหารและยาหรือผู้ซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบ
ปรับได้
บทเฉพาะกาล
มาตรา 76 ใบอนุญาตประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอาหารตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมคุณภาพ
อาหารก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงใช้ได้จนกว่าจะสิ้นอายุ ถ้าผู้ได้รับอนุญาตดังกล่าวประสงค์
จะดำเนินกิจการต่อไปและได้ยื่นคำขออนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ให้ดำเนินกิจการที่ได้รับอนุญาต
ตามใบอนุญาตเดิมไปได้จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตใหม่ หรือถึงวันที่ผู้อนุญาตได้แจ้งให้ทราบถึงการ
ไม่อนุญาต และในกรณีที่ได้รับใบอนุญาตใหม่ให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามพระราชบัญญัตินี้ให้แล้วเสร็จ
ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต
มาตรา 77 ใบรายละเอียดของอาหารที่ได้รับอนุญาตไว้ และฉลากที่ได้ออกให้ตามกฎหมาย
ว่าด้วยการควบคุมคุณภาพอาหารก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้มีอายุใช้ได้สามปีนับแต่วันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 78 ให้ผู้ผลิตหรือนำเข้าซึ่งอาหารอยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาขออนุญาต
ตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อได้ยื่นคำขอ
อนุญาตแล้วให้ดำเนินกิจการต่อไปได้จนกว่าจะได้รับใบอนุญาตหรือถึงวันที่ผู้อนุญาตได้แจ้งให้ทราบถึงการ
ไม่อนุญาต
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ส.โหตระกิตย์
รองนายกรัฐมนตรี
(96 ร.จ. 1 ตอนที่ 79 (ฉบับพิเศษ) ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2522)
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยการควบคุมคุณภาพ
อาหารที่ใช้อยู่ในปัจจุบันมีบทบัญญัติที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันและยังไม่มี
บทบัญญัติคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคที่รับกุมเพียงพอ สมควรปรับปรุงเสียใหม่
ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
13
อัตราค่าธรรมเนียม
(1) ใบอนุญาตผลิตอาหาร ฉบับละ 10,000 บาท
(2) ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร ฉบับละ 20,000 บาท
(3) ใบอนุญาตผลิตอาหารเป็นการเฉพาะคราว ฉบับละ 2,000 บาท
(4) ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเป็นการเฉพาะคราว ฉบับละ 2,000 บาท
(5) ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ฉบับละ 5,000 บาท
(6) ใบแทนใบอนุญาต ฉบับละ 500 บาท
(7) ใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ฉบับละ 500 บาท
(8) การต่ออายุใบอนุญาตครั้งละเท่ากับค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประเภทนั้น ๆ แต่ละฉบับ
14
(สำเนา)
กฎกระทรวง
ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2522)
ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
------------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 14 มาตรา 18 มาตรา 21 และมาตรา 22
แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ผู้ใดประสงค์จะขอรับใบอนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายให้ยื่นคำขอตามแบบ
อ.1 ท้ายกฎกระทรวงนี้ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ อ.1
ข้อ 2 ผู้ขอรับใบอนุญาตตามข้อ 1 ต้องแนบหลักฐานประกอบการขอรับใบอนุญาตดังต่อไปนี้
จำนวนสองชุด
(1) รายการเครื่องจักร เครื่องมือ พร้อมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบในการผลิตอาหาร ชนิด
ขนาด (แรงม้า) และคำรับรองที่จะแสดงให้เชื่อถือได้ว่าอาหารที่ผลิตนั้นจะมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่
กำหนดและปลอดภัยในการบริโภค
(2) แผนที่แสดงที่ตั้งของโรงงาน และสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
(3) แบบแปลนแผนผังสิ่งปลูกสร้างภายในบริเวณโรงงานที่ถูกต้องตามมาตราส่วน
โดยแสดงรายการดังต่อไปนี้
(ก) รูปด้านหน้า ด้านข้าง แปลนพื้น และรูปตัดของอาคารที่ใช้ในการผลิต
(ข) การแบ่งกั้นห้องหรือเนื้อที่หรือบริเวณโดยแยกเป็นส่วนสัดสำหรับการผลิต
อาหารแต่ละประเภท เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ ใช้เป็นบริเวณผลิตอาหาร บริเวณติดตั้งเครื่องจักร บริเวณบรรจุ
บริเวณเก็บอาหารที่ผลิตแล้ว และบริเวณอื่น ๆ พื้นและผนังบริเวณดังกล่าวต้องสร้างด้วยวัสดุที่ง่ายต่อการทำ
ความสะอาด และให้แสดงระดับพื้นของห้องผลิตอาหารเป็นแบบลาดเอียงลงสู่ทางระบายน้ำเพื่อสะดวกใน
การทำความสะอาด
(ค) ท่อหรือทางระบายน้ำ ระบบและกรรมวิธีกำจัดน้ำเสียหรือน้ำทิ้ง โดยมีรายละเอียด
ในการคำนวณ พร้อมทั้งแจ้งขนาดของท่อหรือทางระบายน้ำและทิศทางของน้ำไหลภายในโรงงานจนออกนอก
โรงงานโดยละเอียด ถ้ามีทางระบายน้ำสาธารณะอยู่ใกล้เคียงบริเวณที่ผลิตอาหารก็ให้แสดงทางระบายน้ำ
ทิ้งไปสู่ทางระบายน้ำสาธารณะด้วย
ข้อ 3 ใบอนุญาตผลิตอาหารให้ใช้แบบ อ.2 ท้ายกฎกระทรวงนี้
ข้อ 4 ผู้รับอนุญาตผลิตอาหารจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(1) ต้องรักษาบริเวณที่ผลิต บรรจุ หรือเก็บอาหารที่ผลิตแล้ว สถานที่เก็บวัตถุดิบ และ
บริเวณอื่น ๆ ให้สะอาดถูกสุขลักษณะ และสามารถป้องกันมิให้แมลงหรือสิ่งอื่นเข้ามาปะปนหรือเปรอะเปื้อน
กับวัตถุดิบหรืออาหารที่ผลิตแล้ว และจัดให้มีแสงสว่างและการถ่ายเทอากาศอย่างเพียงพอตามความจำเป็น
(2) จัดเครื่องมือเครื่องใช้ชนิดที่เหมาะสมกับงานที่จะใช้ และให้มีการป้องกันเครื่องมือ
เครื่องใช้ไม่ให้ปะปนหรือเปรอะเปื้อนกับวัตถุหรือสิ่งสกปรก เครื่องมือและเครื่องใช้ที่จะใช้ทำอาหารต้องทำ
ด้วยโลหะหรือวัสดุที่ปลอดภัยตามหลักวิชาการสำหรับการผลิตอาหารประเภทนั้น ๆ
15
(3) จัดห้องน้ำ ห้องส้วม และเครื่องสุขภัณฑ์ พร้อมด้วยสบู่สำหรับล้างมือ ให้เพียงพอ
แก่จำนวนคนงาน และให้มีการรักษาความสะอาด พร้อมทั้งใช้ยาฆ่าเชื้อโรคเป็นประจำวันด้วย
(4) รักษาเครื่องมือเครื่องใช้ตาม (3) ตลอดจนอาคารโรงงานให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย
และสะอาดถูกสุขลักษณะอยู่เสมอ
(5) จัดให้มีที่เก็บขยะมูลฝอยให้เพียงพอและสะอาดถูกสุขลักษณะ ตลอดจนใช้วิธีที่
เหมาะสมในการกำจัดขยะมูลฝอยและเขม่าควัน
(6) น้ำที่ใช้ในการผลิตอาหารต้องเป็นน้ำสะอาด บริโภคได้ตามคุณภาพหรือมาตรฐาน
ของกระทรวงสาธารณสุข และน้ำที่ใช้ภายในอาคารโรงงานต้องเป็นน้ำสะอาด
(7) จัดให้คนงานที่ปรุงหรือผลิตอาหารใช้เครื่องแต่งกายที่สะอาดเหมาะสมกับประเภท
ของงานที่ทำอยู่ เช่น ใช้ผ้ากันเปื้อน รองเท้ากันน้ำ ถุงมือ ผ้าคลุมผม
(8) ต้องห้ามคนงานที่มีบาดแผลหรือมีอาการของโรคที่อาจแพร่เชื้อไปกับอาหารได้
ทำหน้าที่ที่จะต้องสัมผัสกับอาหารที่ผลิตในระยะนั้น
(9) ไม่ใช้ จ้าง วาน คนไร้ความสามารถหรือมีจิตฟั่นเฟือน หรือคนซึ่งเป็นพาหะของโรค
หรือซึ่งเป็นโรคดังต่อไปนี้ ปฏิบัติงานในสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาต
(ก) โรคเรื้อน
(ข) วัณโรคในระยะอันตราย
(ค) โรคติดยาเสพติด
(ง) โรคพิษสุราเรื้อรัง
(จ) โรคเท้าช้าง
(ฉ) โรคผิวหนังที่น่ารังเกียจ
(10) รับคนงานที่ปรุงหรือผลิตอาหารเฉพาะผู้มีใบรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
ว่าไม่เป็นโรคตาม (9)
(11) จัดให้คนงานได้รับการตรวจร่างกาย โดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอย่างน้อยปีละ
หนึ่งครั้ง และให้เก็บเอกสารการตรวจร่างกายไว้เป็นหลักฐาน
(12) ต้องห้ามหรือป้องกันมิให้บุคคลใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งอันพึงรังเกียจต่อ
การรักษาความสะอาดในการผลิตอาหาร เช่น สูบบุหรี่ บ้วนน้ำลาย บ้วนน้ำหมาก ในบริเวณที่ผลิต บรรจุ
หรือเก็บอาหารที่ผลิตแล้ว และสถานที่เก็บวัตถุดิบ
(13) ต้องป้องกันดูแลมิให้มีสัตว์ทุกชนิดภายในบริเวณที่ใช้ทำการผลิต บรรจุ หรือเก็บอาหาร
ที่ผลิตแล้ว และสถานที่เก็บวัตถุดิบ
(14) ต้องติดป้ายข้อความตาม (12) และ (13) ไว้ในที่ที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
ในบริเวณดังกล่าว
ข้อ 5 ผู้รับอนุญาตผลิตอาหารผู้ใดประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาต ให้ยื่นคำขอตามแบบ อ.3
ท้ายกฎกระทรวงนี้ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ อ.3
การอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตผลิตอาหาร ผู้อนุญาตจะแสดงไว้ในรายการต่ออายุ
ใบอนุญาตในใบอนุญาตเดิม หรือจะออกใบอนุญาตตามแบบใบอนุญาตเดิมให้ใหม่ก็ได้
16
ข้อ 6 ผู้รับอนุญาตผลิตอาหารผู้ใดประสงค์จะขอรับใบแทนใบอนุญาต ให้ยื่นคำขอตามแบบ
อ.4 ท้ายกฎกระทรวงนี้ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ อ.4
การอนุญาตคำขอใบแทนใบอนุญาต ให้ผู้อนุญาตออกใบอนุญาตตามแบบใบอนุญาต
เดิม แต่ให้กำกับคำว่า “ใบแทน” ไว้ที่ด้านหน้าด้วย
ข้อ 7 ผู้รับอนุญาตผลิตอาหารผู้ใดประสงค์จะย้ายสถานที่ผลิตหรือสถานที่เก็บอาหาร ให้ยื่น
คำขอตามแบบ อ.5 ท้ายกฎกระทรวงนี้ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ อ.5
การอนุญาตให้ย้ายสถานที่ผลิตหรือสถานที่เก็บอาหาร ให้ผู้อนุญาตแสดงการอนุญาตไว้
ในใบอนุญาตผลิตอาหารหรือใบแทน
ในการขออนุญาตย้ายสถานที่ผลิตหรือสถานที่เก็บอาหาร ให้นำความในข้อ 2 มาใช้บังคับ
โดยอนุโลม
ข้อ 8 การยื่นคำขอตามกฎกระทรวงนี้ ให้ยื่น ณ กองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และสำหรับในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สำนักงาน
สาธารณสุขแห่งจังหวัดนั้น ๆ ได้ด้วย
ให้ไว้ ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2522
บุญสม มาร์ติน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(96 ร.จ.1 ตอนที่ 193 (ฉบับพิเศษ) ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2522)
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา 14 มาตรา 18 มาตรา 21
และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 บัญญัติว่า การขออนุญาตและ
การอนุญาตให้ตั้งโรงงานผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย การขอต่ออายุใบอนุญาต การขอใบแทน
ใบอนุญาต การขออนุญาตย้ายสถานที่ผลิตอาหารหรือสถานที่เก็บอาหาร ตลอดจนเงื่อนไขที่
ผู้รับอนุญาตพึงปฏิบัติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในกฎกระทรวง
จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
17
เลขรับที่…………………………..
วันที่………………………………
(สำหรับเจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอก)
แบบ อ.1
คำขออนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหาร
--------------------------------------
เขียนที่ …………………………………….
วันที่………เดือน……………..พ.ศ………
1. ข้าพเจ้า…………………………………………. อายุ…………… ปี สัญชาติ…………..…
บัตรประจำตัวประชาชน เลขที่…………..……………..ออกให้ ณ………………..………... อยู่เลขที่……..
ตรอก/ซอย………………………ถนน……………………..หมู่ที่……………….ตำบล/แขวง………………
อำเภอ/เขต……………………………….จังหวัด…………………………..โทรศัพท์……………………….
2. ขอรับใบอนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหาร ในนามของ…………………………………………
(ชื่อผู้ขออนุญาต)
โดยมี………………………..…………….เป็นผู้ดำเนินกิจการ ณ สถานที่ผลิตชื่อ…………………………..
อยู่เลขที่………………..ตรอก/ซอย……………………….ถนน………………………..หมู่ที่………………
ตำบล/แขวง……………………………….อำเภอ/เขต………….……ถนน………………….หมู่ที่…………
โทรศัพท์……………………..และมีสถานที่เก็บอาหารอยู่เลขที่……………..………ตรอก/ซอย……………
ถนน…………………….หมู่ที่………………ตำบล/แขวง………………………อำเภอ/เขต………………..
จังหวัด……………………………โทรศัพท์…………………………..
3. เพื่อผลิตอาหาร………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
4. พร้อมกับคำขอนี้ข้าพเจ้าได้แนบหลักฐานต่าง ๆ มาด้วย คือ
(1) รายการเครื่องจักร เครื่องมือ พร้อมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบในการผลิตอาหาร จำนวน 2 ชุด
(2) แผนที่แสดงที่ตั้งของโรงงานและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง จำนวน 2 ชุด
(3) แบบแปลนแผนผังสิ่งปลูกสร้างภายในบริเวณโรงงาน จำนวน 2 ชุด
(4) สำเนาหรือรูปถ่ายทะเบียนบ้าน
(5) สำเนาหรือรูปถ่ายหนังสือรับรองการจดทะเบียน วัตถุประสงค์ และผู้มีอำนาจลงชื่อ
แทนนิติบุคคลผู้ขออนุญาต
(6) หนังสือแสดงว่าเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการของนิติบุคคลผู้ขออนุญาต
(7) สำเนาหรือรูปถ่ายใบทะเบียนการค้าหรือใบทะเบียนพาณิชย์
(8) หนังสือรับรองสัญชาติของนิติบุคคลจากกระทรวงพาณิชย์
(ลายมือชื่อ)………………………………………. ผู้ยื่นคำขอ
18
แบบ อ.2
ใบอนุญาตผลิตอาหาร
ใบอนุญาตที่…………………………
ใบอนุญาตฉบับนี้ให้ไว้แก่
……………………………………………………
โดยมี…………………………………..……….. เป็นผู้ดำเนินกิจการ เพื่อแสดงว่าเป็นผู้ได้รับ
อนุญาตให้ตั้งโรงงานผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
ณ สถานที่ผลิต ชื่อ ………………………...…………………….…… อยู่เลขที่ …….………..
ตรอก/ซอย ………………….… ถนน……………………. หมู่ที่…… ตำบล/แขวง………..………………...
อำเภอ/เขต……………………………..… จังหวัด………………….…………..… และมีสถานที่เก็บอาหาร
อยู่เลขที่ …………….… ตรอก/ซอย…………..………………. ถนน ……………………… หมู่ที่…………
ตำบล/แขวง ………………………….. อำเภอ/เขต ………….……..…… จังหวัด………………………….
ใบอนุญาตฉบับนี้ ให้ใช้ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. ………………….. และให้ใช้ได้เฉพาะ
สถานที่ผลิตและสถานที่เก็บอาหารที่ระบุไว้ในใบอนุญาตฉบับนี้เท่านั้น
ให้ไว้ ณ วันที่……………เดือน……………………..พ.ศ…………………
………………………………………………
ตำแหน่ง …………….………………………………….
ผู้อนุญาต
รายการต่ออายุใบอนุญาต
การต่ออายุใบอนุญาต ครั้งที่ 1 การต่ออายุใบอนุญาต ครั้งที่ 2
ให้ต่ออายุใบอนุญาตฉบับนี้จนถึง ให้ต่ออายุใบอนุญาตฉบับนี้จนถึง
วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ…………. วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ…………
(ลายมือชื่อ)……………………… (ลายมือชื่อ)…………………….
ตำแหน่ง…………………………. ตำแหน่ง………………………..
ผู้อนุญาต ผู้อนุญาต
…………./……………/………… …………./……………/…………
การต่ออายุใบอนุญาต ครั้งที่ 3 การต่ออายุใบอนุญาต ครั้งที่ 4
ให้ต่ออายุใบอนุญาตฉบับนี้จนถึง ให้ต่ออายุใบอนุญาตฉบับนี้จนถึง
วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ…………. วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ…………
(ลายมือชื่อ)……………………… (ลายมือชื่อ)…………………….
ตำแหน่ง…………………………. ตำแหน่ง………………………..
ผู้อนุญาต ผู้อนุญาต
…………./……………/………… …………./……………/…………
19
เลขรับที่…………………………..
วันที่………………………………
(สำหรับเจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอก)
แบบ อ.3
คำขอต่ออายุใบอนุญาตผลิตอาหาร
---------------------------------
เขียนที่…………………………………….
วันที่………เดือน………………..พ.ศ………
ข้าพเจ้า …………………..…….………………. อายุ …………… ปี สัญชาติ ……….…..…
บัตรประจำตัวประชาชน เลขที่…………..…………..………...ออกให้ ณ…………………………………...
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย………………………ถนน……………………...หมู่ที่……………….
ตำบล/แขวง………………..………อำเภอ/เขต…………………………….จังหวัด…………………………
โทรศัพท์ ………………………………..
ขอต่ออายุใบอนุญาตผลิตอาหาร ตามใบอนุญาตที่ ……………………………………………
ในนามของ ………………………………………………… สถานที่ผลิตชื่อ ………………………………..
(ชื่อผู้รับอนุญาต)
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย……………………….…..ถนน……………………….หมู่ที่…………
ตำบล/แขวง…………………อำเภอ/เขต…………………………….….จังหวัด…………………………….
โทรศัพท์……………………… ซึ่งได้รับอนุญาตเมื่อวันที่…………. เดือน …..………………พ.ศ…………
และสิ้นอายุเมื่อวันที่………………เดือน………………………………..พ.ศ…………………..
พร้อมกับคำขอนี้ข้าพเจ้าได้แนบหลักฐานต่าง ๆ มาด้วย คือ
(1) ใบอนุญาตผลิตอาหารหรือใบแทน
(2) หนังสือแสดงว่าเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการของนิติบุคคลผู้ขออนุญาต
(ลายมือชื่อ) …………………………………….. ผู้ยื่นคำขอ
20
เลขรับที่…………………………..
วันที่………………………………
(สำหรับเจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอก)
แบบ อ.4
คำขอใบแทนใบอนุญาตผลิตอาหาร
---------------------------------
เขียนที่…………………………………….
วันที่………เดือน………………..พ.ศ………
ข้าพเจ้า …………………..…….………………. อายุ …………… ปี สัญชาติ ……….…..…
บัตรประจำตัวประชาชน เลขที่…………..…………..………...ออกให้ ณ…………………………………...
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย………………………ถนน……………………...หมู่ที่……………….
ตำบล/แขวง………………..………อำเภอ/เขต…………………………….จังหวัด…………………………
โทรศัพท์ ………………………………..
ขอรับใบแทนใบอนุญาตผลิตอาหาร ตามใบอนุญาตที่ ………………………………………..
ในนามของ ………………………………………………… สถานที่ผลิตชื่อ ………………………………..
(ชื่อผู้รับอนุญาต)
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย……………………….…..ถนน……………………….หมู่ที่…………
ตำบล/แขวง…………………อำเภอ/เขต…………………………….….จังหวัด…………………………….
โทรศัพท์……………………….…
เหตุผลที่ขอใบแทนใบอนุญาต …………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
(ลายมือชื่อ) …………………………………….. ผู้ยื่นคำขอ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : 1. ในกรณีที่ใบอนุญาตผลิตสูญหาย ให้นำใบรับแจ้งความว่าใบอนุญาตผลิตอาหารสูญหาย
ของสถานีตำรวจแห่งท้องที่ที่ใบอนุญาตนั้นสูญหายมาด้วย
2. ในกรณีที่ใบอนุญาตผลิตอาหารถูกทำลายบางส่วน ให้แนบใบอนุญาตที่ถูกทำลายบางส่วน
นั้นมาด้วย
21
เลขรับที่…………………………..
วันที่………………………………
(สำหรับเจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอก)
แบบ อ.5
คำขออนุญาตย้ายสถานที่ผลิตหรือสถานที่เก็บอาหาร
เขียนที่…………………………………….
วันที่………เดือน………………..พ.ศ………
ข้าพเจ้า …………………..…….………………. อายุ …………… ปี สัญชาติ ……….…..…
บัตรประจำตัวประชาชน เลขที่…………..…………..………...ออกให้ ณ…………………………………...
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย………………………ถนน……………………...หมู่ที่……………….
ตำบล/แขวง………………..………อำเภอ/เขต…………………………….จังหวัด…………………………
โทรศัพท์ ………………………………..
ขอย้ายสถานที่ผลิตอาหารหรือสถานที่เก็บอาหาร(1) ตามใบอนุญาตที่ ………………………..
ในนามของ ……………………………… จากสถานที่ผลิตหรือสถานที่เก็บอาหาร(1) ชื่อ …………………..
(ชื่อผู้รับอนุญาต)
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย……………………….…..ถนน……………………….หมู่ที่…………
ตำบล/แขวง…………………อำเภอ/เขต…………………………….….จังหวัด…………………………….
โทรศัพท์……………………….… ไปอยู่เลขที่ …………..… ตรอก/ซอย……………………….…..
ถนน…………………….หมู่ที่……… ตำบล/แขวง……………….… อำเภอ/เขต…………………………...
จังหวัด……………………………. โทรศัพท์……………………….…
พร้อมกับคำขอนี้ข้าพเจ้าได้แนบหลักฐานต่าง ๆ มาด้วย คือ
(1) รายการเครื่องจักร เครื่องมือ พร้อมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบในการผลิตอาหาร จำนวน 2 ชุด
(2) แผนที่แสดงที่ตั้งของโรงงานและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง จำนวน 2 ชุด
(3) แบบแปลนแผนผังสิ่งปลูกสร้างภายในบริเวณโรงงาน จำนวน 2 ชุด
(4) ใบอนุญาตผลิตอาหารหรือใบแทน
(5) หนังสือแสดงว่าเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการของนิติบุคคลผู้ขออนุญาต
(ลายมือชื่อ) …………………………………….. ผู้ยื่นคำขอ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
(1) หมายเหตุ ให้ขีดฆ่าข้อความที่ไม่ต้องการออก
22
(สำเนา)
กฎกระทรวง
ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2522)
ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
---------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 15 มาตรา 18 มาตรา 21 และมาตรา 22
แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ผู้ใดประสงค์จะขอรับใบอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่าย ให้ยื่นคำขอตามแบบ อ.6
ท้ายกฎกระทรวงนี้ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ อ.6
ข้อ 2 ผู้ขอรับใบอนุญาตตามข้อ 1 ต้องแนบหลักฐานประกอบการขอรับใบอนุญาตดังต่อไปนี้
จำนวนสองชุด
(1) รายการอุปกรณ์ที่จะใช้ในการเก็บและรักษาคุณภาพของอาหารให้คงสภาพตาม
ความจำเป็น (ถ้ามี)
(2) แผนที่แสดงที่ตั้งของสถานที่นำเข้า สถานที่เก็บอาหาร และสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ใน
บริเวณใกล้เคียง
(3) แผนผังภายในของสถานที่เก็บอาหารที่ถูกต้องตามมาตราส่วนโดยแสดงรายการ
ต่อไปนี้
(ก) บริเวณข้างเคียงของสถานที่เก็บอาหาร
(ข) การจัดแบ่งบริเวณของสถานที่เก็บอาหาร การถ่ายเทอากาศ พร้อมทั้งการจัด
ตั้งอุปกรณ์ที่จะใช้ในการรักษาคุณภาพของอาหารให้คงสภาพตามความจำเป็น
ข้อ 3 ใบอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่าย ให้ใช้แบบ อ.7 ท้ายกฎกระทรวงนี้
ข้อ 4 ผู้รับอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้
(1) ต้องรักษาความสะอาด จัดให้มีแสงสว่างและการถ่ายเทอากาศเพียงพอ ตามความ
จำเป็นภายในสถานที่เก็บอาหาร
(2) ต้องมีอุปกรณ์ในการเก็บและรักษาคุณภาพของอาหารแต่ละชนิดให้คงสภาพตาม
ความจำเป็น และมีจำนวนเพียงพอกับปริมาณของอาหารที่เก็บ
(3) ต้องแยกเก็บอาหารแต่ละชนิดเป็นสัดส่วน
ข้อ 5 ผู้รับอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่ายผู้ใดประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาต ให้ยื่น
คำขอตามแบบ อ.8 ท้ายกฎกระทรวงนี้ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ อ.8
การอนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่าย จะแสดงไว้ในรายการ
ต่ออายุใบอนุญาตในใบอนุญาตเดิม หรือจะออกใบอนุญาตตามแบบใบอนุญาตเดิมให้ใหม่ก็ได้
23
ข้อ 6 ผู้รับอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่ายผู้ใดประสงค์จะขอรับใบแทนใบอนุญาต ให้ยื่น
คำขอตามแบบ อ.9 ท้ายกฎกระทรวงนี้ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ อ.9
การอนุญาตคำขอใบแทนใบอนุญาต ให้ผู้อนุญาตออกใบอนุญาตตามแบบใบอนุญาตเดิม
แต่ให้กำกับคำว่า "ใบแทน" ไว้ที่ด้านหน้าด้วย
ข้อ 7 ผู้รับอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่ายผู้ใดประสงค์จะย้ายสถานที่นำเข้าหรือสถานที่
เก็บอาหาร ให้ยื่นคำขอตามแบบ อ.10 ท้ายกฎกระทรวงนี้ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ อ.10
การอนุญาตให้ย้ายสถานที่นำเข้าหรือสถานที่เก็บอาหาร ให้ผู้อนุญาตแสดงการ
อนุญาตไว้ในใบอนุญาตหรือใบแทน
ในการขออนุญาตย้ายสถานที่นำเข้าหรือสถานที่เก็บอาหาร ให้นำความในข้อ 2 มาใช้บังคับ
โดยอนุโลม
ข้อ 8 การยื่นคำขอตามกฎกระทรวงนี้ ให้ยื่น ณ กองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และสำหรับในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สำนักงาน
สาธารณสุขแห่งจังหวัดนั้น ๆ ได้ด้วย
ให้ไว้ ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2522
บุญสม มาร์ติน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(96 ร.จ. 8 ตอนที่ 193 (ฉบับพิเศษ) ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2522)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา 15 มาตรา 18 มาตรา 21
และมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 บัญญัติว่า การขออนุญาตและ
การอนุญาตให้นำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่าย การขอต่ออายุใบอนุญาต การขอใบแทน
ใบอนุญาต การขออนุญาตย้ายสถานที่นำเข้าหรือสถานที่เก็บอาหาร ตลอดจนเงื่อนไขที่ผู้รับ
อนุญาตพึงปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
24
เลขรับที่…………………………..
วันที่………………………………
(สำหรับเจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอก)
แบบ อ.6
คำขออนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร
------------------------------------------
เขียนที่…………………………………….
วันที่………เดือน………………..พ.ศ………
1. ข้าพเจ้า ……………..…….………………. อายุ …………… ปี สัญชาติ ……….…..…
บัตรประจำตัวประชาชน เลขที่…………..…………..………...ออกให้ ณ…………………………………...
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย………………………ถนน……………………...หมู่ที่……………….
ตำบล/แขวง………………..………อำเภอ/เขต…………………………….จังหวัด…………………………
โทรศัพท์ ………………………………..
2. ขอรับใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร ในนามของ ……..……………..
(ชื่อผู้ขออนุญาต)
โดยมี …………………………….…… เป็นผู้ดำเนินกิจการ ณ สถานที่นำเข้าชื่อ ………………………….
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย……………………….…..ถนน……………………….หมู่ที่…………
ตำบล/แขวง…………………อำเภอ/เขต…………………………….….จังหวัด…………………………….
โทรศัพท์…………………และมีสถานที่เก็บอาหารอยู่เลขที่ …………..… ตรอก/ซอย………………………
ถนน…………………….. หมู่ที่ …… ตำบล/แขวง ……………….… อำเภอ/เขต………………………….
จังหวัด……………………………. โทรศัพท์……………………….…
3. เพื่อนำเข้าซึ่งอาหาร …………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
4. พร้อมกับคำขอนี้ข้าพเจ้าได้แนบหลักฐานต่าง ๆ มาด้วย คือ
(1) รายการอุปกรณ์ที่จะใช้ในการเก็บและรักษาคุณภาพอาหารให้คงสภาพ (ถ้ามี) จำนวน 2 ชุด
(2) แผนที่แสดงที่ตั้งของสถานที่นำเข้า สถานที่เก็บอาหาร และสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในบริเวณ
ใกล้เคียง จำนวน 2 ชุด
(3) แผนผังภายในของสถานที่เก็บอาหาร จำนวน 2 ชุด
(4) สำเนาหรือรูปถ่ายทะเบียนบ้าน
(5) สำเนาหรือรูปถ่ายหนังสือรับรองการจดทะเบียน วัตถุประสงค์ และผู้มีอำนาจลงชื่อ
แทนนิติบุคคลผู้ขออนุญาต
(6) หนังสือแสดงว่าเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการของนิติบุคคลผู้ขออนุญาต
(7) สำเนาหรือรูปถ่ายใบทะเบียนการค้าหรือใบทะเบียนพาณิชย์
(8) หนังสือรับรองสัญชาติของนิติบุคคลจากกระทรวงพาณิชย์
(ลายมือชื่อ) …………………………………….. ผู้ยื่นคำขอ
25
แบบ อ.7
ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร
ใบอนุญาตที่…………………………
ใบอนุญาตฉบับนี้ให้ไว้แก่
……………………………………………………
โดยมี…………………………………..……….. เป็นผู้ดำเนินกิจการ เพื่อแสดงว่าเป็นผู้ได้รับ
อนุญาตให้นำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่ายตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
ณ สถานที่นำเข้า ชื่อ ……………………...…………………….…… อยู่เลขที่ …….………..
ตรอก/ซอย ………………….… ถนน……………………. หมู่ที่…… ตำบล/แขวง………..………………...
อำเภอ/เขต……………………………..… จังหวัด………………….…………..… และมีสถานที่เก็บอาหาร
อยู่เลขที่ …………….… ตรอก/ซอย…………..………………. ถนน ……………………… หมู่ที่…………
ตำบล/แขวง ………………………….. อำเภอ/เขต ………….……..…… จังหวัด………………………….
ใบอนุญาตฉบับนี้ ให้ใช้ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. ………………….. และให้ใช้ได้เฉพาะ
สถานที่นำเข้าหรือสถานที่เก็บอาหารที่ระบุไว้ในใบอนุญาตฉบับนี้เท่านั้น
ให้ไว้ ณ วันที่……………เดือน……………………..พ.ศ…………………
………………………………………………
ตำแหน่ง …………….………………………………….
ผู้อนุญาต
รายการต่ออายุใบอนุญาต
การต่ออายุใบอนุญาต ครั้งที่ 1 การต่ออายุใบอนุญาต ครั้งที่ 2
ให้ต่ออายุใบอนุญาตฉบับนี้จนถึง ให้ต่ออายุใบอนุญาตฉบับนี้จนถึง
วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ…………. วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ…………
(ลายมือชื่อ)……………………… (ลายมือชื่อ)…………………….
ตำแหน่ง…………………………. ตำแหน่ง………………………..
ผู้อนุญาต ผู้อนุญาต
…………./……………/………… …………./……………/…………
การต่ออายุใบอนุญาต ครั้งที่ 3 การต่ออายุใบอนุญาต ครั้งที่ 4
ให้ต่ออายุใบอนุญาตฉบับนี้จนถึง ให้ต่ออายุใบอนุญาตฉบับนี้จนถึง
วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ…………. วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ…………
(ลายมือชื่อ)……………………… (ลายมือชื่อ)…………………….
ตำแหน่ง…………………………. ตำแหน่ง………………………..
ผู้อนุญาต ผู้อนุญาต
…………./……………/………… …………./……………/…………
26
เลขรับที่…………………………..
วันที่………………………………
(สำหรับเจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอก)
แบบ อ.8
คำขอต่ออายุใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร
เขียนที่…………………………………….
วันที่………เดือน………………..พ.ศ………
ข้าพเจ้า ……………..…….………………. อายุ …………… ปี สัญชาติ ……….…..………
บัตรประจำตัวประชาชน เลขที่…………..…………..………...ออกให้ ณ…………………………………...
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย………………………ถนน……………………...หมู่ที่……………….
ตำบล/แขวง………………..………อำเภอ/เขต…………………………….จังหวัด…………………………
โทรศัพท์ ………………………………..
ขอต่ออายุใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร ตามใบอนุญาตที่ …………….
ในนามของ ……..…………………………………………. สถานที่นำเข้าชื่อ …………………………. …..
(ชื่อผู้รับอนุญาต)
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย……………………….…..ถนน……………………….หมู่ที่…………
ตำบล/แขวง…………………อำเภอ/เขต…………………………….….จังหวัด…………………………….
โทรศัพท์…………………… ซึ่งได้รับอนุญาตเมื่อวันที่ …… เดือน ………………. พ.ศ…… และสิ้นอายุ
เมื่อวันที่ …… เดือน ………………. พ.ศ………
พร้อมกับคำขอนี้ข้าพเจ้าได้แนบหลักฐานต่าง ๆ มาด้วย คือ
(1) ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักรหรือใบแทน
(2) หนังสือแสดงว่าเป็นผู้ได้รับมอบหมายให้ดำเนินกิจการของนิติบุคคลผู้ขออนุญาต
(ลายมือชื่อ) …………………………………….. ผู้ยื่นคำขอ
27
เลขรับที่…………………………..
วันที่………………………………
(สำหรับเจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอก)
แบบ อ.9
คำขอใบแทนใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร
เขียนที่…………………………………….
วันที่………เดือน………………..พ.ศ………
ข้าพเจ้า ……………..…….………………. อายุ …………… ปี สัญชาติ ……….…..………
บัตรประจำตัวประชาชน เลขที่…………..…………..………...ออกให้ ณ…………………………………...
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย………………………ถนน……………………...หมู่ที่……………….
ตำบล/แขวง………………..………อำเภอ/เขต…………………………….จังหวัด…………………………
โทรศัพท์ ………………………………..
ขอใบแทนใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร ตามใบอนุญาตที่ …………….
ในนามของ ……..…………………………………………. สถานที่นำเข้าชื่อ …………………………. …..
(ชื่อผู้รับอนุญาต)
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย……………………….…..ถนน……………………….หมู่ที่…………
ตำบล/แขวง…………………อำเภอ/เขต…………………………….….จังหวัด…………………………….
โทรศัพท์……………………
เหตุผลที่ขอใบแทนใบอนุญาต ………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………
(ลายมือชื่อ) …………………………………….. ผู้ยื่นคำขอ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : 1. ในกรณีที่ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักรสูญหาย ให้นำใบรับแจ้งความ
ว่าใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักรสูญหายของสถานีตำรวจแห่งท้องที่
ที่ใบอนุญาตนั้นสูญหายมาด้วย
2. ในกรณีที่ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักรถูกทำลายบางส่วน ให้แนบ
ใบอนุญาตที่ถูกทำลายบางส่วนนั้นมาด้วย
28
เลขรับที่…………………………..
วันที่………………………………
(สำหรับเจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอก)
แบบ อ.10
คำขออนุญาตย้ายสถานที่นำเข้าหรือสถานที่เก็บอาหาร
เขียนที่…………………………………….
วันที่………เดือน………………..พ.ศ………
ข้าพเจ้า ……………..…….………………. อายุ …………… ปี สัญชาติ ……….…..………
บัตรประจำตัวประชาชน เลขที่…………..…………..………...ออกให้ ณ…………………………………...
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย………………………ถนน……………………...หมู่ที่……………….
ตำบล/แขวง………………..………อำเภอ/เขต…………………………….จังหวัด…………………………
โทรศัพท์ ………………………………..
ขอย้ายสถานที่นำเข้าหรือสถานที่เก็บอาหาร(1) ตามใบอนุญาตที่ ……………………………..
ในนามของ ……..…………………………………………..…. จากสถานที่นำเข้าหรือสถานที่เก็บอาหาร(1)
(ชื่อผู้รับอนุญาต)
ชื่อ ……………………………………….. อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย……………………….…..
ถนน………………….หมู่ที่……… ตำบล/แขวง ………………… อำเภอ/เขต……………………………..
จังหวัด…………………………….โทรศัพท์…………………… ไปอยู่เลขที่ ……………………………….
ตรอก/ซอย……………………….…..ถนน………………….หมู่ที่……… ตำบล/แขวง …………………
อำเภอ/เขต …………………………….. จังหวัด ……………………………. โทรศัพท์…………………….
พร้อมกับคำขอนี้ ข้าพเจ้าได้แนบหลักฐานต่าง ๆ มาด้วย คือ
(1) รายการอุปกรณ์ที่จะใช้ในการเก็บและรักษาคุณภาพอาหารให้คงสภาพ (ถ้ามี) จำนวน 2 ชุด
(2) แผนที่แสดงที่ตั้งของสถานที่นำเข้า สถานที่เก็บอาหาร และสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในบริเวณ
ใกล้เคียง จำนวน 2 ชุด
(3) แผนผังภายในของสถานที่เก็บอาหาร จำนวน 2 ชุด
(4) ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร หรือใบแทน
(5) ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร หรือใบแทน (ในกรณีย้ายสถานที่นำเข้าหรือสถานที่
เก็บอาหารควบคุมเฉพาะ)
(ลายมือชื่อ) …………………………………….. ผู้ยื่นคำขอ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
(1) หมายเหตุ : ให้ขีดฆ่าข้อความที่ไม่ต้องการออก
29
(สำเนา)
กฎกระทรวง
ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2522)
ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
----------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ผู้ใดประสงค์จะขออนุญาต
(1) ผลิตอาหารเฉพาะคราว ให้ยื่นคำขอตามแบบ อ.11 ท้ายกฎกระทรวงนี้
(2) นำเข้าซึ่งอาหารเฉพาะคราว ให้ยื่นคำขอตามแบบ อ.12 ท้ายกฎกระทรวงนี้
ข้อ 2 ใบอนุญาต
(1) ผลิตอาหารเป็นการเฉพาะคราว ให้ใช้แบบ อ.13 ท้ายกฎกระทรวงนี้
(2) นำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะคราว ให้ใช้แบบ อ.14
ท้ายกฎกระทรวงนี้
ข้อ 3 ผู้ใดประสงค์จะขออนุญาต
(1) ผลิตอาหารหรือส่งออกซึ่งอาหารเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร
หรือเพื่อพิจารณาในการสั่งซื้อ ให้ยื่นคำขอตามแบบ อ.15 ท้ายกฎกระทรวงนี้ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุ
ไว้ในแบบ อ.15
(2) นำเข้าซึ่งอาหารเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร หรือเพื่อ
พิจารณาในการสั่งซื้อ ให้ยื่นคำขอตามแบบ อ.16 ท้ายกฎกระทรวงนี้ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ใน
แบบ อ.16
ข้อ 4 การอนุญาตตามข้อ 3 ให้แสดงไว้ในแบบ อ.15 หรือแบบ อ.16 แล้วแต่กรณี
ข้อ 5 การยื่นคำขอตามกฎกระทรวงนี้ ให้ยื่น ณ กองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และสำหรับจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สำนักงาน
สาธารณสุขแห่งจังหวัดนั้น ๆ ได้ด้วย
ให้ไว้ ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2522
บุญสม มาร์ติน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(96 ร.จ.12 ตอนที่ 193 (ฉบับพิเศษ) ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2522)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522 บัญญัติให้ผู้ที่ผลิตอาหารหรือนำเข้าซึ่งอาหารเฉพาะคราวโดยได้รับ
ใบอนุญาตเฉพาะคราวจากผู้อนุญาต และผลิตอาหาร หรือนำเข้า หรือส่งออก ซึ่งอาหาร
เพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือเพื่อพิจารณาในการสั่งซื้อ
ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอใบอนุญาตผลิตอาหารหรือใบอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่าย
ตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 แต่ต้องปฏิบัติตาม
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
30
เลขรับที่…………………………..
วันที่………………………………
(สำหรับเจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอก)
แบบ อ.11
คำขออนุญาตผลิตอาหารเป็นการเฉพาะคราว
เขียนที่…………………………………….
วันที่………เดือน………………..พ.ศ………
ข้าพเจ้า ……………..…….………………. อายุ …………… ปี สัญชาติ ……….…..………
บัตรประจำตัวประชาชน เลขที่…………..…………..………...ออกให้ ณ…………………………………...
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย………………………ถนน……………………...หมู่ที่……………….
ตำบล/แขวง………………..………อำเภอ/เขต…………………………….จังหวัด…………………………
โทรศัพท์ ………………………………..
ขอรับใบอนุญาตผลิตอาหารเป็นการเฉพาะคราว ในนามของ ……..…………………………
(ชื่อผู้ขออนุญาต)
โดยมี …………………………………. เป็นผู้ดำเนินกิจการ ณ สถานที่ผลิตชื่อ ……………………………
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย……………………….…..ถนน…………..……….หมู่ที่………
ตำบล/แขวง ………………… อำเภอ/เขต……………………………..จังหวัด…………………………….
โทรศัพท์……………………… และมีรายละเอียดเกี่ยวกับอาหารที่ขออนุญาตผลิตดังต่อไปนี้
(1) ชนิด…………………………………………………………………………………………
(2) จำนวน ……………………………………………………………………………………..
(3) ระหว่างวันที่ ……………………..…………… ถึง ……………………………………….
(4) ความประสงค์ที่ขออนุญาต ………………………………………………………………..
(ลายมือชื่อ) …………………………………….. ผู้ยื่นคำขอ
31
เลขรับที่…………………………..
วันที่………………………………
(สำหรับเจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอก)
แบบ อ.12
คำขออนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะคราว
เขียนที่…………………………………….
วันที่………เดือน………………..พ.ศ………
ข้าพเจ้า ……………..…….………………. อายุ …………… ปี สัญชาติ ……….…..………
บัตรประจำตัวประชาชน เลขที่…………..…………..………...ออกให้ ณ…………………………………...
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย………………………ถนน……………………...หมู่ที่……………….
ตำบล/แขวง………………..………อำเภอ/เขต…………………………….จังหวัด…………………………
โทรศัพท์ ………………………………..
ขอรับใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะคราว ในนามของ
……..…………………………………….. โดยมี ………………………………...……. เป็นผู้ดำเนินกิจการ
(ชื่อผู้ขออนุญาต)
ณ สถานที่นำเข้า ชื่อ ………………………………………………………..…. อยู่เลขที่………………….
ตรอก/ซอย……………………….…..ถนน…………..……….หมู่ที่……… ตำบล/แขวง …………………
อำเภอ/เขต……………………………..จังหวัด…………………………….โทรศัพท์………………………
และมีรายละเอียดเกี่ยวกับอาหารที่ขออนุญาตนำเข้าดังต่อไปนี้
(1) ชนิด…………………………………………………………………………………………
(2) จำนวน ……………………………………………………………………………………..
(3) ระหว่างวันที่ ……………………..…………… ถึง ……………………………………….
(4) ความประสงค์ที่ขออนุญาต ………………………………………………………………..
(ลายมือชื่อ) …………………………………….. ผู้ยื่นคำขอ
32
แบบ อ.13
ใบอนุญาตผลิตอาหารเป็นการเฉพาะคราว
---------------------------------------
ใบอนุญาตที่…………………………
ใบอนุญาตฉบับนี้ให้ไว้แก่
……………………………………………………
โดยมี…………………………………..……….. เป็นผู้ดำเนินกิจการ เพื่อแสดงว่าเป็นผู้ได้รับ
อนุญาตผลิตอาหารเฉพาะคราวตามมาตรา 16(1) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
ณ สถานที่ผลิต ชื่อ ………………………...…………………….…… อยู่เลขที่ …….………..
ตรอก/ซอย ………………….… ถนน……………………. หมู่ที่…… ตำบล/แขวง………..………………...
อำเภอ/เขต……………………………..… จังหวัด………………….…………..…
ใบอนุญาตฉบับนี้ ให้ใช้ได้ระหว่างวันที่ ………………………….. ถึง ………………………...
และให้ใช้ได้เฉพาะสถานที่ผลิตที่ระบุไว้ในใบอนุญาตฉบับนี้เท่านั้น
ให้ไว้ ณ วันที่……………เดือน……………………..พ.ศ…………………
………………………………………………
ตำแหน่ง …………….………………………………….
ผู้อนุญาต
33
แบบ อ.14
ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการเฉพาะคราว
---------------------------------------
ใบอนุญาตที่…………………………
ใบอนุญาตฉบับนี้ให้ไว้แก่
……………………………………………………
โดยมี…………………………………..……….. เป็นผู้ดำเนินกิจการ เพื่อแสดงว่าเป็นผู้ได้รับ
อนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเฉพาะคราวตามมาตรา 16(1) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
ณ สถานที่นำเข้า ชื่อ ………………………...………………….…… อยู่เลขที่ …….………..
ตรอก/ซอย ………………….… ถนน……………………. หมู่ที่…… ตำบล/แขวง………..………………...
อำเภอ/เขต……………………………..… จังหวัด………………….…………..…
ใบอนุญาตฉบับนี้ ให้ใช้ได้ครั้งเดียวระหว่างวันที่ ………………….. ถึง ………………………
โดยทาง ……………………………. และให้ใช้ได้เฉพาะสถานที่นำเข้าที่ระบุไว้ในใบอนุญาตฉบับนี้เท่านั้น
ให้ไว้ ณ วันที่……………เดือน……………………..พ.ศ…………………
………………………………………………
ตำแหน่ง …………….………………………………….
ผู้อนุญาต
34
เลขรับที่…………………………..
วันที่………………………………
(สำหรับเจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอก)
แบบ อ.15
คำขออนุญาตผลิตอาหารหรือส่งออกซึ่งอาหารเพื่อเป็นตัวอย่าง
สำหรับการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือเพื่อพิจารณาในการสั่งซื้อ
เขียนที่…………………………………….
วันที่………เดือน………………..พ.ศ………
ข้าพเจ้า ……………..…….………………. อายุ …………… ปี สัญชาติ ……….…..………
บัตรประจำตัวประชาชน เลขที่…………..…………..………...ออกให้ ณ…………………………………...
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย………………………ถนน……………………...หมู่ที่……………….
ตำบล/แขวง………………..………อำเภอ/เขต…………………………….จังหวัด…………………………
โทรศัพท์ ………………………………..
ขออนุญาตผลิตอาหารหรือส่งออกซึ่งอาหารเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับ
การขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร จำนวน ………………………………………………………
การพิจารณาในการสั่งซื้อ จำนวน ………………………………………………………….
ในนามของ ……..………..…………………….. โดยมี ………………………………...…….
(ชื่อผู้ขออนุญาต)
เป็นผู้ดำเนินกิจการ ณ สถานที่ผลิต ชื่อ ……………………………………..…. อยู่เลขที่…………………..
ตรอก/ซอย……………………….…..ถนน…………..……….หมู่ที่……… ตำบล/แขวง …………………
อำเภอ/เขต……………………………..จังหวัด…………………………….โทรศัพท์…………………….…
ตามใบอนุญาตผลิตอาหารที่ …………………………. และมีรายละเอียดเกี่ยวกับอาหารที่ขออนุญาตผลิต
หรือส่งออกดังต่อไปนี้
(1) ชื่ออาหาร……………………………………………………………………………………
(2) รายการวัตถุที่ใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร คิดเป็นร้อยละของน้ำหนัก
ชื่อ ปริมาณ ชื่อ ปริมาณ
………………………… ………………………… ………………………… …………………………
………………………… ………………………… ………………………… …………………………
พร้อมกับคำขอนี้ ข้าพเจ้าได้แนบหลักฐานต่าง ๆ มาด้วย คือ
(1) ฉลาก
(2) เอกสารกำกับอาหาร (ถ้ามี)
(3) สำเนาคำขออนุญาต 1 ฉบับ
(ลายมือชื่อ) …………………………………….. ผู้ยื่นคำขอ
35
อนุญาตให้ผลิตอาหารหรือส่งออกซึ่งอาหารเพื่อเป็นตัวอย่าง
ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น สำหรับ
การขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร
การพิจารณาในการสั่งซื้อ
จำนวน ……………………….
…………………………………………
ตำแหน่ง ……………………………….
ผู้อนุญาต
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : ให้ขีดฆ่าข้อความที่ไม่ต้องการออก
36
เลขรับที่…………………………..
วันที่………………………………
(สำหรับเจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอก)
แบบ อ.16
คำขออนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อเป็นตัวอย่าง
สำหรับการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือเพื่อพิจารณาในการสั่งซื้อ
เขียนที่…………………………………….
วันที่………เดือน………………..พ.ศ………
ข้าพเจ้า ……………..…….………………. อายุ …………… ปี สัญชาติ ……….…..………
บัตรประจำตัวประชาชน เลขที่…………..…………..………...ออกให้ ณ…………………………………...
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย………………………ถนน……………………...หมู่ที่……………….
ตำบล/แขวง………………..………อำเภอ/เขต…………………………….จังหวัด…………………………
โทรศัพท์ ………………………………..
ขออนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับ
การขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร จำนวน ………………………………………………………
การพิจารณาในการสั่งซื้อ จำนวน ………………………………………………………….
ในนามของ ……..………..…………………….. โดยมี ………………………………...…….
(ชื่อผู้ขออนุญาต)
เป็นผู้ดำเนินกิจการ ณ สถานที่นำเข้า ชื่อ …………………………………..…. อยู่เลขที่……………………
ตรอก/ซอย……………………….…..ถนน…………..……….หมู่ที่……… ตำบล/แขวง …………………
อำเภอ/เขต……………………………..จังหวัด…………………………….โทรศัพท์…………………….…
ตามใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักรที่ …………………………. และมีรายละเอียด
เกี่ยวกับอาหารที่ขออนุญาตนำเข้าดังต่อไปนี้
(1) ชื่ออาหาร……………………………………………………………………………………
(2) รายการวัตถุที่ใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร คิดเป็นร้อยละของน้ำหนัก
ชื่อ ปริมาณ ชื่อ ปริมาณ
………………………… ………………………… ………………………… …………………………
………………………… ………………………… ………………………… …………………………
พร้อมกับคำขอนี้ ข้าพเจ้าได้แนบหลักฐานต่าง ๆ มาด้วย คือ
(1) ฉลาก
(2) เอกสารกำกับอาหาร (ถ้ามี)
(3) สำเนาคำขออนุญาต 1 ฉบับ
(ลายมือชื่อ) …………………………………….. ผู้ยื่นคำขอ
37
อนุญาตให้นำเข้าซึ่งอาหาร
เพื่อเป็นตัวอย่างได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น สำหรับ
การขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร
การพิจารณาในการสั่งซื้อ
จำนวน ……………………….
…………………………………………
ตำแหน่ง ……………………………….
ผู้อนุญาต
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : ให้ขีดฆ่าข้อความที่ไม่ต้องการออก
38
(สำเนา)
กฎกระทรวง
ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2522)
ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
-----------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 22 มาตรา 31 และมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายหรือผู้รับอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อ
จำหน่ายผู้ใดประสงค์จะขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหารควบคุมเฉพาะ ให้ยื่นคำขอตามแบบ อ.17 ท้ายกฎกระทรวงนี้
พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบ อ.17 จำนวนสี่ชุด
มีความเพิ่มขึ้นเป็นข้อ 1 ทวิ โดยข้อ 1 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2525) แต่ต่อมาความในข้อ 1 ทวิ ได้ถูกยกเลิกโดย ข้อ
1 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2526)
ข้อ 2 ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารให้ใช้แบบ อ.18 ท้ายกฎกระทรวงนี้
ความในข้อ 2 ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนแล้วโดยข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2525) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 9
(พ.ศ.2526)
ข้อ 3 ผู้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารผู้ใดประสงค์จะขอแก้ไขรายการทะเบียน
ตำรับอาหารที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ให้ยื่นคำขอตามแบบ อ.19 ท้ายกฎกระทรวงนี้ พร้อมด้วยใบสำคัญการขึ้น
ทะเบียนตำรับอาหารที่ขอแก้ไขนั้น
การอนุญาตให้แก้ไขรายการทะเบียนตำรับอาหาร ผู้อนุญาตจะแสดงไว้ในใบสำคัญการ
ขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือจะออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารตามแบบใบสำคัญเดิมให้ใหม่
หรือจะมีหนังสือแจ้งให้ทราบถึงการอนุญาตก็ได้
มีความเพิ่มขึ้นเป็นข้อ 3 ทวิ โดยข้อ 3 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2526)
ข้อ 4 ผู้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารผู้ใดประสงค์จะขอใบแทนใบสำคัญการขึ้น
ทะเบียนตำรับอาหาร ให้ยื่นคำขอตามแบบ อ.20 ท้ายกฎกระทรวงนี้ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ใน
แบบ อ.20
การอนุญาตคำขอใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ให้ผู้อนุญาตออก
ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารตามแบบใบสำคัญเดิม แต่ให้กำกับคำว่า “ใบแทน” ไว้ที่ด้านหน้าด้วย
ข้อ 5 การยื่นคำขอตามกฎกระทรวงนี้ ให้ยื่น ณ กองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และสำหรับจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สำนักงาน
สาธารณสุขจังหวัดนั้น ๆ ได้ด้วย
ให้ไว้ ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2522
บุญสม มาร์ติน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(96 ร.จ.15 ตอนที่ 193 (ฉบับพิเศษ) ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2522)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา 22 มาตรา 31 และมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522 บัญญัติว่า การขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร การขอแก้ไขรายการและการอนุญาตให้แก้ไขรายการทะเบียนตำรับอาหาร
ตลอดจนการขอใบแทนและการออกใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข
ที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
39
เลขรับที่…………………………..
วันที่………………………………
(สำหรับเจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอก)
แบบ อ.17
คำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร
----------------------------------
อาหารควบคุมเฉพาะตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ ……………………………………………..
ชื่ออาหารในทางการค้าเป็นภาษาไทย ………………………………………………………………………..
ภาษาอื่น ……………..…………………………………………………………………………………(ถ้ามี)
ประเภท ………………………………………………………………………………………………………..
ชนิด ……………………………………………………………………………………………………………
ลักษณะของอาหาร ……………………………………………………………………………………………
ชนิดของภาชนะบรรจุ ขนาดบรรจุ
……………………………………………………… ………………………………………………………
……………………………………………………… ………………………………………………………
……………………………………………………… ………………………………………………………
……………………………………………………… ………………………………………………………
รายการของวัตถุที่ใช้เป็นส่วนประกอบอาหาร คิดเป็นร้อยละของน้ำหนัก
ชื่อวัตถุ ปริมาณ ชื่อวัตถุ ปริมาณ
………………………… ………………………… ………………………… …………………………
………………………… ………………………… ………………………… …………………………
………………………… ………………………… ………………………… …………………………
………………………… ………………………… ………………………… …………………………
………………………… ………………………… ………………………… …………………………
………………………… ………………………… ………………………… …………………………
กรรมวิธีการผลิต………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
ผู้รับอนุญาตผลิต ชื่อ ………………………………………………………………………………………….
สถานที่ผลิต ชื่อ …………………………………………………………………… อยู่เลขที่ ………………..
ตรอก/ซอย…………………………………………………. ถนน ……………………………………………
หมู่ที่ ……………. ตำบล/แขวง ……………………………. อำเภอ/เขต …………………………………...
จังหวัด ………………………………. ประเทศ ………………………….. โทรศัพท์ ……………………….
40
ผู้รับอนุญาตนำเข้า ชื่อ ………………………………………………………………………………………..
สถานที่นำเข้า ชื่อ ……………………………………………………………………………………………..
อยู่เลขที่……………………………………….…….ตรอก/ซอย……………………………………………..
ถนน…………………………..…...หมู่ที่……………….ตำบล/แขวง………………..………………………
อำเภอ/เขต………………………….จังหวัด…………………… โทรศัพท์ ………………………………….
ใบอนุญาตผลิตอาหารหรือใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร
ที่ ……………………………. ออกให้ ณ วันที่ …………. เดือน …………………… พ.ศ………………..
ผลการตรวจวิเคราะห์อาหารจาก …………………………………………………………………………….
พร้อมกับคำขอนี้ ข้าพเจ้าได้แนบหลักฐานต่าง ๆ มาด้วย คือ
(1) ฉลาก จำนวน 4 ชุด
(2) ตัวอย่างอาหาร 1 หน่วย
(3) เอกสารกำกับอาหาร จำนวน 4 ชุด (ถ้ามี)
(4) ผลการตรวจวิเคราะห์อาหาร จำนวน 4 ชุด
(5) รายการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร จำนวน 4 ชุด
(ลายมือชื่อ) …………………………………….. ผู้ยื่นคำขอ
41
แบบ อ.18
ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร
---------------------------------------
ที่…………………………
ใบสำคัญฉบับนี้แสดงว่า
อาหารชื่อ ………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
ขนาดบรรจุ …………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………
ลักษณะของฉลาก …………………………………………………………………………………………….
(ดูด้านหลัง)
ผลิตโดย ……………………………………………………………………………………………………….
(ชื่อสถานที่ผลิต)
อยู่เลขที่ …………………… ตรอก/ซอย ………….……….….………… ถนน………………………….….
หมู่ที่………..… ตำบล/แขวง………..……………………... อำเภอ/เขต…………………………………….
จังหวัด………………….…………..…………….. ประเทศ …………………………………………………
ได้รับขึ้นทะเบียนตำรับอาหารไว้แล้ว เมื่อวันที่ ……….. เดือน …………………….. พ.ศ…………………...
สำหรับ …………………………………………………….. ผู้รับอนุญาต …………………………………..
อยู่เลขที่ ………… ตรอก/ซอย ………………….………. ถนน…………….…………………. หมู่ที่ ….….
ตำบล/แขวง………………………… อำเภอ/เขต…………………………… จังหวัด………………….……
ใบอนุญาต ……………….………………………………… ที่ ………………………………………………
ให้ไว้ ณ วันที่ …………… เดือน …………………………… พ.ศ……………..
………………………………………………
ตำแหน่ง …………….…………………………………….
ผู้อนุญาต
42
แบบ อ.19
คำขอแก้ไขรายการทะเบียนตำรับอาหาร
เขียนที่…………………………………….
วันที่………เดือน………………..พ.ศ………
ข้าพเจ้า ……………..…….………………. อายุ …………… ปี สัญชาติ ……….…..………
บัตรประจำตัวประชาชน เลขที่…………..…………..………...ออกให้ ณ…………………………………...
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย………………………ถนน……………………...หมู่ที่……………….
ตำบล/แขวง………………..………อำเภอ/เขต…………………………….จังหวัด…………………………
โทรศัพท์ ……………………………….. ขอแก้ไขรายการทะเบียนตำรับอาหาร ชื่อ ………………………..
เลขทะเบียนที่ ………………………… ในนามของ (ชื่อผู้รับอนุญาตและชื่อสถานที่ผลิตหรือสถานที่นำเข้า)
………………………………………………………………………………….… อยู่เลขที่………………….
ตรอก/ซอย……………………..……………ถนน…………….………..…………...หมู่ที่……………….
ตำบล/แขวง………………..………อำเภอ/เขต…………………….……….จังหวัด………………………..
โทรศัพท์ ………………………………..
รายการที่ขอแก้ไข ………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………
(ลายมือชื่อ) …………………………………….. ผู้ยื่นคำขอ
43
เลขรับที่…………………………..
วันที่………………………………
(สำหรับเจ้าหน้าที่เป็นผู้กรอก)
แบบ อ.20
คำขอใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร
เขียนที่…………………………………….
วันที่………เดือน………………..พ.ศ………
ข้าพเจ้า ……………..…….………………. อายุ …………… ปี สัญชาติ ……….…..………
บัตรประจำตัวประชาชน เลขที่…………..…………..………...ออกให้ ณ…………………………………...
อยู่เลขที่………………….ตรอก/ซอย………………………ถนน……………………...หมู่ที่……………….
ตำบล/แขวง………………..………อำเภอ/เขต…………………………….จังหวัด…………………………
โทรศัพท์ ………………………………..
ขอรับใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ชื่อ ………………………………………..
ตามใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ที่ ………………….. ในนามของ ……………………………….
อยู่เลขที่…………………… ตรอก/ซอย……………………….…..ถนน…………..……….หมู่ที่………
ตำบล/แขวง ………………… อำเภอ/เขต……………………………..จังหวัด…………………………….
โทรศัพท์…………………….…
เหตุผลที่ขอรับใบแทน …………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………
(ลายมือชื่อ) …………………………………….. ผู้ยื่นคำขอ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : 1. ในกรณีที่ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารสูญหาย ให้นำใบรับแจ้งความว่าใบสำคัญ
การขึ้นทะเบียนตำรับอาหารสูญหายของสถานีตำรวจท้องที่ที่ใบสำคัญนั้นสูญหายมาด้วย
2. ในกรณีที่ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารถูกทำลายบางส่วน ให้แนบใบสำคัญที่ถูก
ทำลายบางส่วนนั้นมาด้วย
44
(สำเนา)
กฎกระทรวง
ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2522)
ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
-----------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ให้กำหนดค่าธรรมเนียม ดังต่อไปนี้
(1) ใบอนุญาตผลิตอาหารสำหรับโรงงานที่ประกอบกิจการ
โดยใช้คนงานตั้งแต่เจ็ดคนแต่ไม่ถึงยี่สิบคนโดยไม่ใช้
เครื่องจักรหรือใช้เครื่องจักรที่มีกำลังรวมไม่ถึงสองแรงม้า ฉบับละ 3,000 บาท
(2) ใบอนุญาตผลิตอาหารสำหรับโรงงานที่ประกอบกิจการ
โดยใช้คนงานตั้งแต่ยี่สิบคนขึ้นไปโดยไม่ใช้เครื่องจักร
หรือใช้เครื่องจักรที่มีกำลังรวมไม่ถึงสองแรงม้า ฉบับละ 5,000 บาท
(3) ใบอนุญาตผลิตอาหารสำหรับโรงงานที่ประกอบกิจการ
โดยใช้เครื่องจักรตั้งแต่สองแรงม้า หรือกำลังเทียบเท่าตั้งแต่
สองแรงม้าแต่ไม่ถึงสิบแรงม้า ฉบับละ 6,000 บาท
(4) ใบอนุญาตผลิตอาหารสำหรับโรงงานที่ประกอบกิจการ
โดยใช้เครื่องจักรที่มีกำลังรวมตั้งแต่สิบแรงม้า
หรือกำลังเทียบเท่าตั้งแต่สิบแรงม้าแต่ไม่ถึงยี่สิบห้าแรงม้า ฉบับละ 7,000 บาท
(5) ใบอนุญาตผลิตอาหารสำหรับโรงงานที่ประกอบกิจการ
โดยใช้เครื่องจักรที่มีกำลังรวมตั้งแต่ยี่สิบห้าแรงม้าหรือ
กำลังเทียบเท่าตั้งแต่ยี่สิบห้าแรงม้าแต่ไม่ถึงห้าสิบแรงม้า ฉบับละ 8,000 บาท
(6) ใบอนุญาตผลิตอาหารสำหรับโรงงานที่ประกอบกิจการ
โดยใช้เครื่องจักรที่มีกำลังรวมตั้งแต่ห้าสิบแรงม้า หรือ
กำลังเทียบเท่าตั้งแต่ห้าสิบแรงม้าขึ้นไป ฉบับละ 10,000 บาท
(7) ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร ฉบับละ 15,000 บาท
(8) ใบอนุญาตผลิตอาหารเป็นการเฉพาะคราว ฉบับละ 2,000 บาท
(9) ใบอนุญาตนำหรือสั่งอาหารเข้ามาในราชอาณาจักร
เป็นการเฉพาะคราว ฉบับละ 2,000 บาท
(10) ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ฉบับละ 5,000 บาท
ความใน (10) ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนแล้วโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2525) และต่อมาได้ถูกยกเลิก
และใช้ความใหม่แทนอีกครั้งโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2526)
(11) ใบแทนใบอนุญาต ฉบับละ 500 บาท
(12) ใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ฉบับละ 500 บาท
(13) การต่ออายุใบอนุญาตครั้งละเท่ากับค่าธรรมเนียมใบอนุญาต
ประเภทนั้น ๆ แต่ละฉบับ
ให้ไว้ ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2522
บุญสม มาร์ติน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(96 ร.จ.18 ตอนที่ 193 (ฉบับพิเศษ) ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2522)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 บัญญัติให้
รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมสำหรับใบอนุญาต ใบสำคัญ ใบแทนใบอนุญาตและใบแทนใบสำคัญ
ตลอดจนการต่ออายุใบอนุญาตไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัติ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
45
เลขที่ …………………………………..
ชื่อ ……………………………………..
ตำแหน่ง ………………………………
สังกัด …………………….……………..
พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522
………………………… ………………………………………..
ลายมือชื่อผู้ถือบัตร เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
(สำเนา)
กฎกระทรวง
ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2522)
ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
----------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้
ให้ไว้ ณ วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2522
บุญสม มาร์ติน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(96 ร.จ.22 ตอนที่ 193 (ฉบับพิเศษ) ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2522)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 บัญญัติให้บัตร
ประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
แบบบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ท้ายกฎกระทรวง ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2522)
ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
--------------------------------
(ด้านหน้า)
(ตราครุฑ)
บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่
ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
6 ซม. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
กระทรวงสาธารณสุข
วันออกบัตร ……../…………………/………….
บัตรหมดอายุ ……../…………………/………….
9.5 ซม.
(ด้านหลัง)
รูปถ่าย
แต่งเครื่องแบบปกติ
หน้าตรงไม่สวมหมวก
ขนาด 3x4 ซม.
6 ซม.
9.5 ซม.
หมายเหตุ :- มีเครื่องหมายตรากระทรวงสาธารณสุขประทับที่มุมรูป
46
(สำเนา)
กฎกระทรวง
ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2525)
ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
-------------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ 1 ทวิ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2522) ออกตามความ
ในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
“ข้อ 1 ทวิ ผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหารเพื่อจำหน่าย ผู้ใดประสงค์จะขอขึ้นทะเบียน
ตำรับอาหารเพื่อส่งออกซึ่งอาหารควบคุมเฉพาะที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารแล้ว โดยจะขอ
ใช้ฉลากใหม่ตามที่ผู้สั่งซื้อต้องการเพิ่มขึ้นจากฉลากเดิมที่ได้รับอนุญาตตามใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับ
อาหาร ให้ยื่นคำขอตามแบบ อ.17/1 ท้ายกฎกระทรวงนี้ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ได้ระบุไว้ในแบบ อ.17/1
จำนวนสี่ชุด”
ต่อมาความในข้อ 1 ทวิ ได้ถูกยกเลิกโดยข้อ 1 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2526)
ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2522) ออกตามความใน
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 2 ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารสำหรับคำขอตามข้อ 1 ให้ใช้แบบ อ.18
ท้ายกฎกระทรวงนี้
ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารสำหรับคำขอตามข้อ 1 ทวิ ให้ใช้แบบ อ.18/1
ท้ายกฎกระทรวงนี้”
ต่อมาความในข้อ 2 นี้ ได้ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนอีกครั้งโดยข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2526)
ให้ไว้ ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2525
ส. พริ้งพวงแก้ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(99 ร.จ.39 ตอนที่ 41 ลงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2525)
แบบท้ายกฎกระทรวงฉบับนี้ไม่ได้พิมพ์ลงไว้เพราะถูกยกเลิกโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2526) แล้ว
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เพื่อส่งเสริมให้ผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายที่ประสงค์จะ
ส่งออกซึ่งอาหารควบคุมเฉพาะที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารแล้ว โดยจะขอใช้ฉลากใหม่ตามที่ผู้สั่งซื้อต้องการ
เพิ่มขึ้นจากฉลากเดิมที่ได้รับอนุญาตตามใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ในการนี้กระทรวงสาธารณสุขเห็นสมควร
อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหารใหม่ โดยไม่ต้องให้ส่งตัวอย่างอาหารวิเคราะห์อีก โดยกำหนดแบบ
คำขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหารและแบบใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารเพื่อการนี้โดยเฉพาะ และโดยที่มาตรา 31
แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 กำหนดให้การขอขึ้นทะเบียนและการออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารต้องเป็นไป
ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
47
(สำเนา)
กฎกระทรวง
ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2525)
ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
----------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ให้ยกเลิกความใน (10) ของค่าธรรมเนียม แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2522) ออกตาม
ความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“(10) ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร
(ก) ตามแบบ อ.18 ฉบับละ 5,000 บาท
(ข) ตามแบบ อ.18/1 ฉบับละ 500 บาท”
ความในข้อ (10) ถูกยกเลิกและใช้ความใหม่แทนแล้วโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2526)
ให้ไว้ ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2525
ส. พริ้งพวงแก้ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(99 ร.จ.42 ตอนที่ 41 ลงวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2525)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรเก็บค่าธรรมเนียมในการออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียน
ตำรับอาหาร สำหรับผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายที่จะส่งออกซึ่งอาหารควบคุมเฉพาะที่ได้รับใบสำคัญ
การขึ้นทะเบียนตำรับอาหารแล้ว โดยจะขอใช้ฉลากใหม่ตามที่ผู้สั่งซื้อต้องการเพิ่มขึ้นจากฉลากเดิมที่ได้รับอนุญาตตาม
ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารน้อยกว่าอัตราค่าธรรมเนียมตามปกติ เพื่อเป็นการส่งเสริมการส่งออก ในการนี้
สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 จึงจำเป็นต้อง
ออกกฎกระทรวงนี้
48
(สำเนา)
กฎกระทรวง
ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2526)
ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
-------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 31 และมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกข้อ 1 ทวิ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2525) ออกตามความในพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในข้อ 2 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2522) ออกตามความใน
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2525) ออกตามความใน
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 2 ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร สำหรับคำขอตามข้อ 1 ให้ใช้แบบ อ.18
ท้ายกฎกระทรวงนี้”
ข้อ 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ 3 ทวิ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2522) ออกตามความ
ในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
“ข้อ 3 ทวิ เพื่อประโยชน์ในการส่งออก ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหารเพื่อ
จำหน่ายซึ่งได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารแล้ว มีความจำเป็นต้องใช้ฉลากตามที่ผู้สั่งซื้อต้องการ
ให้ผู้รับอนุญาตใช้ฉลากนั้นได้เมื่อได้ทำหนังสือชี้แจงเหตุผลพร้อมกับส่งตัวอย่างฉลากให้แก่ผู้อนุญาต
เพื่อใช้ในการตรวจสอบ ณ กองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
เมื่อผู้อนุญาตได้รับแล้วถ้ามิได้มีหนังสือแจ้งการไม่อนุญาตภายในสามวันนับแต่วันได้รับหนังสือ
และตัวอย่างฉลากจากผู้รับอนุญาต ให้ถือว่าผู้รับอนุญาตได้รับอนุญาตให้ใช้ฉลากดังกล่าวสำหรับอาหารส่งออกได้
ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตทำหนังสือชี้แจงเหตุผลพร้อมกับส่งตัวอย่างฉลากตามวรรคหนึ่ง
โดยยื่นต่อสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดส่งหนังสือชี้แจงพร้อมทั้งตัวอย่าง
ฉลากให้ผู้อนุญาตภายในสองวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือชี้แจงและตัวอย่างฉลากจากผู้รับอนุญาต”
ให้ไว้ ณ วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2526
มารุต บุนนาค
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(100 ร.จ.1 ตอนที่ 134 (ฉบับพิเศษ) ลงวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2526)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหาร
เพื่อจำหน่าย ที่ประสงค์จะส่งออกซึ่งอาหารควบคุมเฉพาะที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารแล้วแต่มีความจำเป็นต้องใช้
ฉลากตามที่ผู้ซื้อต้องการ ซึ่งแตกต่างไปจากฉลากที่ได้รับอนุญาตตามใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารเดิม ในการนี้สมควร
แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2525) ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 โดยยกเลิกข้อกำหนดที่ให้ผู้รับอนุญาต
ดังกล่าวต้องขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหารใหม่ และกำหนดให้ผู้รับอนุญาตทำหนังสือชี้แจงเหตุผล พร้อมกับส่งตัวอย่างฉลาก
ให้แก่ผู้อนุญาตเพื่อใช้ในการตรวจสอบ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
49
แบบ อ.18
ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร
---------------------------------------
ที่…………………………
ใบสำคัญฉบับนี้แสดงว่า
อาหารชื่อ ………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
ขนาดบรรจุ …………………………………………………………………………………………………….
………………………………………………………………………………………………………
ลักษณะของฉลาก …………………………………………………………………………………………….
(ดูด้านหลัง)
ผลิตโดย ……………………………………………………………………………………………………….
(ชื่อสถานที่ผลิต)
อยู่เลขที่ …………………… ตรอก/ซอย ………….……….….………… ถนน………………………….….
หมู่ที่………..… ตำบล/แขวง………..……………………... อำเภอ/เขต…………………………………….
จังหวัด………………….…………..…………….. ประเทศ …………………………………………………
ได้รับขึ้นทะเบียนตำรับอาหารไว้แล้ว เมื่อวันที่ ……….. เดือน …………………….. พ.ศ…………………...
สำหรับ …………………………………………………….. ผู้รับอนุญาต …………………………………..
อยู่เลขที่ ………… ตรอก/ซอย ………………….………. ถนน…………….…………………. หมู่ที่ ….….
ตำบล/แขวง………………………… อำเภอ/เขต…………………………… จังหวัด………………….……
ใบอนุญาต ……………….………………………………… ที่ ………………………………………………
ให้ไว้ ณ วันที่ …………… เดือน …………………………… พ.ศ……………..
………………………………………………
ตำแหน่ง …………….…………………………………….
ผู้อนุญาต
50
(สำเนา)
กฎกระทรวง
ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2526)
ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
----------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ให้ยกเลิกความใน (10) ของค่าธรรมเนียม แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2522) ออกตาม
ความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2525) ออกตาม
ความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้
“(10) ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ฉบับละ 5,000 บาท”
ให้ไว้ ณ วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2526
มารุต บุนนาค
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(100 ร.จ.4 ตอนที่ 134 (ฉบับพิเศษ) ลงวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2526)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีการกำหนดวิธีปฏิบัติสำหรับผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานผลิตอาหาร
เพื่อจำหน่ายที่ประสงค์จะส่งออกซึ่งอาหารควบคุมเฉพาะที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารแล้ว แต่มีความจำเป็น
ต้องใช้ฉลากตามที่ผู้ซื้อต้องการซึ่งแตกต่างไปจากฉลากที่ได้รับอนุญาตตามใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารเดิม
โดยไม่ต้องให้ขอขึ้นทะเบียนตำรับอาหารใหม่ ในการนี้สมควรแก้ไขกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2522) ออกตามความใน
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2525) ออกตามความในพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 โดยยกเลิกอัตราค่าธรรมเนียมใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารในกรณีดังกล่าว จึงจำเป็น
ต้องออกกฎกระทรวงนี้
51
(สำเนา)
กฎกระทรวง
ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2547)
ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
----------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29
ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 39 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ 4/1 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2522) ออกตามความใน
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
“ข้อ 4/1 ผู้รับอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารเพื่อจำหน่ายที่เป็นอาหารที่มีความเสี่ย งอันตราย
ตามประเภทและชนิดที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด นอกจากต้องปฏิบัติตามข้อ 4
แล้วต้องมีหนังสือรับรองมาตรฐานของอาหารที่จะนำเข้าจากหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบของประเทศที่
เป็นแหล่งกำเนิด หรือสถาบันเอกชนที่รับรองโดยหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบของประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิด
ซึ่งระบุว่าอาหารที่นำเข้าครั้งนั้นทุกรุ่นได้มาตรฐานแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ในกรณีที่มีหลักฐานว่าประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดตามวรรคหนึ่งไม่มีการออกหนังสือรับรอง
ให้ผู้รับอนุญาตใช้หนังสือรับรองมาตรฐานของอาหารที่จะนำเข้าจากหน่วยงานในประเทศที่สำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยากำหนด ซึ่งระบุว่าอาหารที่นำเข้าครั้งนั้นทุกรุ่นได้มาตรฐาน”
ให้ไว้ ณ วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2547
(ลงชื่อ) สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
(นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(คัดจากราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 121 ตอนที่ 33 ก. วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2547)
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากปัจจุบันการนำเข้าอาหารบางประเภทที่มีความเสี่ยง
อันตรายอาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดังนั้นเพื่อให้มีมาตรการที่สอดคล้องกับระบบสากล
ในการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาการนำเข้าอาหารที่ไม่เหมาะ
ต่อการบริโภค สมควรกำหนดให้ผู้รับอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารที่มีความเสี่ยงอันตรายเพื่อจำหน่ายตาม
ประเภทและชนิดที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด ต้องมีหนังสือรับรองมาตรฐาน
ของอาหารที่จะนำเข้าจากหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบของประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิด หรือสถาบันเอกชน
ที่รับรองโดยหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบของประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดซึ่งระบุว่าอาหารนั้นได้มาตรฐาน
จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
52
(สำเนา)
กฎกระทรวง
ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2548)
ออกตามความในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
-----------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 14 มาตรา 18 และมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ
ของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 39 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้เพิ่มความต่อไปนี้ เป็นข้อ 2/1 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2522) ออกตามความ
ในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
“ข้อ 2/1 ผู้ขอรับใบอนุญาตตามข้อ 1 ซึ่งผลิตอาหารที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดวิธีการผลิต
เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร ตามมาตรา 6(7) ต้องผ่านการตรวจประเมิน
ว่าปฏิบัติได้ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด การตรวจประเมินให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เลขาธิการคณะ
กรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด”
ขอ้ 2 ใหเ้พิ่มความตอ่ ไปนี้เปน็ วรรคสามของขอ้ 5 แหง่ กฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2522) ออกตามความใน
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
“ในการขอต่ออายุใบอนุญาตผลิตอาหารที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดวิธีการผลิต เครื่องมือ
เครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร ตามมาตรา 6(7) ให้นำความในข้อ 2/1 มาใช้บังคับ
โดยอนุโลม เว้นแต่จะได้มีหลักฐานอื่นตามที่เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด”
ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในวรรคสามของข้อ 7 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2522) ออกตามความใน
พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ในการขออนุญาตย้ายสถานที่ผลิตหรือสถานที่เก็บอาหาร ให้นำความในข้อ 2 และข้อ 2/1
มาใช้บังคับโดยอนุโลม”
53
ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในข้อ 8 แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2522) ออกตามความในพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 8 การยื่นคำขอตามกฎกระทรวงนี้ ให้ยื่น ณ สถานที่ ดังต่อไปนี้
(1) กรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
หรือสถานที่อื่นตามที่เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด
(2) จังหวัดอื่น ให้ยื่น ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข
หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดที่โรงงานผลิตอาหารนั้นตั้งอยู่ หรือสถานที่อื่นตามที่เลขาธิการคณะกรรมการ
อาหารและยาประกาศกำหนด”
ให้ไว้ ณ วันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2548
(ลงชื่อ) สุชัย เจริญรัตนกุล
(นายสุชัย เจริญรัตนกุล)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(คัดจากราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 122 ตอนที่ 81 ก. วันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2548)
54
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522)
เรื่อง กำหนดน้ำมันถั่วลิสงเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ และกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
วิธีการผลิต และฉลาก สำหรับน้ำมันถั่วลิสง
----------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้น้ำมันถั่วลิสงเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน(1)
ข้อ 2 การผลิตน้ำมันถั่วลิสง ให้ทำได้เพียงสองวิธี คือ
(1) ธรรมชาติ ทำโดยการบีบอัด หรือบีบอัดโดยใช้ความร้อนและทำให้สะอาดโดยการล้าง
การตั้งไว้ให้ตกตะกอน การกรอง หรือการหมุนเหวี่ยง
(2) ผ่านกรรมวิธี ทำโดยนำน้ำมันถั่วลิสงที่ได้จากวิธีธรรมชาติ แล้วมาผ่านกรรมวิธี
ทำให้บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง
ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าน้ำมันถั่วลิสงเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร(2)
ข้อ 3 เมล็ดถั่วลิสงที่จะนำมาผลิตน้ำมัน ต้องมีสภาพที่เหมาะจะใช้ผลิตอาหาร และอยู่ใน
สภาพที่ให้น้ำมันซึ่งบริโภคได้โดยปราศจากอันตราย
ข้อ 4 น้ำมันถั่วลิสงที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือที่จำหน่าย เพื่อใช้รับประทาน
หรือใช้ปรุงแต่งในอาหาร ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีค่าของกรด (Acid Value) คิดเป็นมิลลิกรัมโปตัสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อน้ำมัน 1 กรัม
(ก) ได้ไม่เกิน 4.0 สำหรับน้ำมันถั่วลิสงที่ทำโดยวิธีธรรมชาติ
(ข) ได้ไม่เกิน 0.6 สำหรับน้ำมันถั่วลิสงที่ทำโดยวิธีผ่านกรรมวิธี
(2) มีค่าเพอร์ออกไซด์ (Peroxide Value) คิดเป็นมิลลิกรัมสมมูลย์ ต่อน้ำมัน 1 กิโลกรัม
ได้ไม่เกิน 10
(3) มีค่าสปอนนิฟิเคชั่น (Saponification Value) คิดเป็นมิลลิกรัมโปตัสเซียมไฮดรอกไซด์
ต่อน้ำมัน 1 กรัม ได้ 187 ถึง 196
(4) มีค่าไอโอดีนแบบวิจน์ (Iodine Value, Wijs) ได้ 80 ถึง 106
(5) มีความหนาแน่นสัมพัทธ์ (Relative Density) ที่ 30/30 องศาเซลเซียส ได้ 0.909 ถึง 0.913
--------------------------------------------------------------
(1) ความในขอ้ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522) ถูกยกเลิก โดย ขอ้ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 233)
พ.ศ.2544 เรื่อง แกไ้ ขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำมันถั่วลิสงเปน็ อาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
วิธีการผลิต และฉลาก สำหรับน้ำมันถั่วลิสง (118 ร.จ. ตอนที่ 82 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2544) และใชข้ อ้ ความใหมแ่ ทนแลว้
(2) ความในวรรค 2 ของขอ้ 2 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522) ถูกเพิ่มเติมโดยขอ้ 2 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 233) พ.ศ.2544 เรื่อง แกไ้ ขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำมันถั่วลิสงเปน็ อาหารควบคุมเฉพาะและกำหนด
คุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต และฉลาก สำหรับน้ำมันถั่วลิสง (118 ร.จ. ตอนที่ 82 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2544)
55
(6) มีดัชนีหักเห (Refractive Index) ที่ 40 องศาเซลเซียส ได้ 1.460 ถึง 1.465
(7) มีน้ำและสิ่งที่ระเหยได้ (Water and Volatile Matter) ที่อุณหภูมิ 105 องศา
เซลเซียส ได้ไม่เกินร้อยละ 0.2 ของน้ำหนัก
(8) มีปริมาณสบู่ (Soap Content) ได้ไม่เกินร้อยละ 0.005 ของน้ำหนัก
(9) มีสารสปอนนิฟายไม่ได้ (Unsaponifiable Matter) ได้ไม่เกินร้อยละ 1 ของน้ำหนัก
(10) มีสิ่งอื่นที่ไม่ละลาย (Insoluble Impurities) ได้ไม่เกินร้อยละ 0.05 ของน้ำหนัก
(11) มีกลิ่นและรสตามลักษณะเฉพาะของน้ำมันถั่วลิสง
(12) ไม่มีกลิ่นหืน
ข้อ 5 น้ำมันถั่วลิสงที่มีน้ำมันอื่นหรือไขมันผสมอยูที่ผลิตเพื่อจำหนา่ ย นำเขา้ เพื่อจำหนา่ ย
หรือที่จำหน่าย เพื่อใช้รับประทานหรือใช้ปรุงแต่งในอาหาร ต้องมี
(1) ค่าของกรด (Acid Value) คิดเป็นมิลลิกรัมโปตัสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อน้ำมัน 1 กรัม
(ก) ได้ไม่เกิน 4.0 สำหรับน้ำมันถั่วลิสง ซึ่งทำโดยวิธีธรรมชาติผสมกับน้ำมันอื่น
หรือไขมันซึ่งทำโดยวิธีธรรมชาติ
(ข) ได้ไม่เกิน 0.6 สำหรับน้ำมันถั่วลิสง ซึ่งทำโดยวิธีผ่านกรรมวิธีผสมกับน้ำมันอื่น
หรือไขมันซึ่งทำโดยวิธีผ่านกรรมวิธี
(ค) ได้ไม่เกิน 1.0 สำหรับน้ำมันถั่วลิสง ซึ่งทำโดยวิธีธรรมชาติผสมกับน้ำมันอื่น
หรือไขมันซึ่งทำโดยวิธีผ่านกรรมวิธี
(ง) ได้ไม่เกิน 1.0 สำหรับน้ำมันถั่วลิสง ซึ่งทำโดยวิธีผ่านกรรมวิธีผสมกับน้ำมันอื่น
หรือไขมันซึ่งทำโดยวิธีธรรมชาติ
(2) คุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 4(2)(7)(8)(10) และ (12)
ข้อ 6 ถ้ามีวัตถุเจือปนในอาหาร (Food Additives) หรือสารปนเปื้อน (Contaminants) ให้มีได้
ตามชนิดและปริมาณที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายประกาศนี้
ข้อ 7 การใช้ภาชนะบรรจุน้ำมันถั่วลิสง ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ภาชนะบรรจุ(3)
ข้อ 8 การแสดงฉลากของน้ำมันถั่วลิสง(3)
(1) ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
(2) ให้แสดงคำว่า “น้ำมันถั่วลิสงธรรมชาติ” หรือ “น้ำมันถั่วลิสงผ่านกรรมวิธี” หรือ
“น้ำมันถั่วลิสงธรรมชาติผสมน้ำมัน …..” หรือ “หรือน้ำมันถั่วลิสงผ่านกรรมวิธีผสมน้ำมัน …..” ด้วยตัวอักษร
ขนาดไม่เล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ใต้ชื่อทางการค้าของน้ำมันนั้น
(3) ให้แสดงชนิด วิธีที่ผลิต และอัตราส่วนของน้ำมันอื่น หรือไขมันที่ผสมในน้ำมัน
ถั่วลิสงด้วยตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่า 3 มิลลิเมตร ถัดจากข้อความที่ต้องระบุตาม (2)
(4) ให้แสดง วันเดือนปี ที่ผลิตจากโรงงานที่ผลิต และ วันเดือนปีที่แบ่งบรรจุ ด้วยสำหรับ
อาหารที่นำเข้ามาแบ่งบรรจุในประเทศ
ข้อ 9 น้ำมันถั่วลิสงที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นนอกจากใช้รับประทานหรือใช้ปรุงแต่งในอาหาร
ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีคุณภาพมาตรฐานตามที่ระบุไว้ในข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 และไม่ต้องปฏิบัติตามข้อ 7
และข้อ 8 แต่ต้องแสดงฉลากไว้ที่ภาชนะบรรจุว่า “ห้ามใช้รับประทาน” ด้วยตัวอักษรสีแดงขนาดไม่เล็กกว่า
1 เซนติเมตร และในฉลากนั้นให้แสดงระหัสของครั้งที่ผลิตไว้ด้วย
--------------------------------------------------------------
(3) ความในข้อ 7 และข้อ 8 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522) ถูกยกเลิก โดยข้อ 3 และ 4 ของประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 233) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำมันถั่วลิสง
เปน็ อาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต และฉลาก สำหรับน้ำมันถั่วลิสง (118 ร.จ. ตอนที่ 82 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราช
กิจจาฯ) ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2544) และใชข้ อ้ ความใหมแ่ ทนแลว้
56
ข้อ 10 ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำมันถั่วลิสงเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและ
กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต และฉลากสำหรับน้ำมันถั่วลิสง ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
ซึ่งออกให้ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ(4)
ข้อ 11 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าน้ำมันถั่วลิสงที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำ
ขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการ
ผ่อนผันการปฏิบัติตามวรรค 2 ของข้อ 2 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิม
ต่อไปได้แต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ(4)
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
บุญสม มาร์ติน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(96 ร.จ.24 ตอนที่ 163 (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2522)
--------------------------------------------------------------
(4) ความในข้อ 10 และข้อ 11 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522) ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 5 ของประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 233) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำมัน
ถั่วลิสงเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต และฉลาก สำหรับน้ำมันถั่วลิสง (118 ร.จ. ตอนที่ 82 ง. (ฉบับพิเศษ
แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2544)
บัญชีวัตถุเจือปนในอาหาร (Food Additives)
อันดับ ประเภทวัตถุเจือปนในอาหาร ชื่อวัตถุเจือปนในอาหาร
ปริมาณสูงสุดที่
ให้ใช้ได้เป็น
ร้อยละของน้ำหนัก
หมายเหตุ
1. ก) เบตา-คาโรทีน (beta-carotene) -
ข) สีดำแสด (annatto) -
ค) เคอร์คิวมิน (curcumin) -
ง) แคนธาแซนธีน (canthaxanthine) -
จ) เบตา-อะโป-8’-คาโรทีนาล (beta-apo-8’-carotenal) -
สี (colour) : ให้ใช้ได้เพื่อความมุ่งหมายที่
จะทำให้ผลิตภัณฑ์มีสีเหมือนธรรมชาติ
ฉ) เมทิลและเอทิลเอสเทอร์ของกรดเบตา-อะโป-8’-คาโร
ทีโนอิค แอซิด (methyl and ethyl ester of beta-apo-
8’-carotenoic acid)
-
2. การแต่งกลิ่น (Flavours) : ให้ใช้กลิ่น
สังเคราะห์ได้ ทั้งนี้วัตถุประสงค์ดังกล่าว
จะต้องไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และ
ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าเป็นการ
ปิดบังซ่อนเร้นความด้อยคุณภาพของ
น้ำมันถั่วลิสง หรือทำให้น้ำมันถั่วลิสงนั้น
มีคุณค่าสูงกว่าความเป็นจริง
58
อันดับ ประเภทวัตถุเจือปนในอาหาร ชื่อวัตถุเจือปนในอาหาร
ปริมาณสูงสุดที่
ให้ใช้ได้เป็น
ร้อยละของน้ำหนัก
หมายเหตุ
3. อีมัลซิไฟเออร์ (emulsifiers) ก) โมโนและไดกลีเซอไรด์ของกรดไขมัน (mono and
diglycerides of fatty acid)
2
ข) โมโนและไดกลีเซอไรด์ของกรดไขมัน (mono and
diglycerides of fatty acid) ซึ่งทำให้เป็นเอสเทอร์
ด้วยกรดต่อไปนี้ อะซีติค (acetic) ทาร์ทาริค (tartaric)
ซิตริค (citric) อะซีติล ทาร์ทาริค (acetyl tartaric)
แลคติค (lactic) รวมทั้งเกลือโซเดียมและเกลือคัลเซียม
ของกรดข้างต้นจะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันได้ไม่เกิน
ร้อยละ 2 ของน้ำหนัก
2 อีมัลซิไฟเออร์ตาม (ข) ถึง (ฎ)
จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ
รวมกันได้ไม่เกินร้อยละ 2
ของน้ำหนัก
ค) เลซีธินและองค์ประกอบของเลซีธิน (lecithins and
components of commercial lecithin)
2
ง) โพลีกลีเซอรอลเอสเทอร์ของกรดไขมัน (polyglycerol
esters of fatty acid)
2
จ) เอสเทอร์ของกรดไขมันกับโพลีอัลกอฮอล์ที่มิใช่กลีเซอรอล
(esters of fatty acid with polyalcohols other than
glycerol) ดังต่อไปนี้
2
59
อันดับ ประเภทวัตถุเจือปนในอาหาร ชื่อวัตถุเจือปนในอาหาร
ปริมาณสูงสุดที่
ให้ใช้ได้เป็น
ร้อยละของน้ำหนัก
หมายเหตุ
ซอร์บิแทน โมโนพัลมิเตท (sorbitan monopalmitate)
ซอร์บิแทน โมโนสเตียเรท (sorbitan monostearate)
ซอร์บิแทน ไตรสเตียเรท (sorbitan tristearate)
จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือรวมกันได้ไม่เกินร้อยละ 2
ของน้ำหนัก
ฉ) โพรพีลีนกลัยคอลเอสเทอร์ของกรดไขมัน (1,2-
propylene glycol esters of fatty acid)
2
ช) ซูโครสเอสเทอร์ของกรดไขมัน รวมทั้งซูโครกลีเซอร์ไรด์
(sucrose esters of fatty acid) including sucroglyceride)
2
ซ) กรดสเตียริลแลคทิลลิคและเกลือคัลเซียมของกรดนี้
(stearyl lactylic acid and its calcium salts)
2
ฌ) โพลีกลีเซอรอลเอสเทอร์ของกรดริซิโนเลอิคที่ถูกอินเตอร์
เอสเทอริไฟด์ (polyglycerol esters of interesterified
ricinoleic acid)
2
ญ) โพลีออกซีเอธีลีน (20) ซอร์บิแทนโมโนโอลีเอท
(polyoxyethylene (20) sorbitan monooleate)
2
ฏ) โพลีออกซีเอธีลีน (20) ซอร์บิแทนโมโนสเตียเรท
(polyoxyethylene (20) sorbitan monostearate)
2
60
อันดับ ประเภทวัตถุเจือปนในอาหาร ชื่อวัตถุเจือปนในอาหาร
ปริมาณสูงสุดที่
ให้ใช้ได้เป็น
ร้อยละของน้ำหนัก
หมายเหตุ
4. วัตถุกันหืน (anti oxidants) ก) โพรพิล ออคติล และโดเดซิล แกลเลท (propyl, octyl
and dodecyl gallates)
0.01 จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ
รวมกันได้ไม่เกินร้อยละ 0.01
ของน้ำหนัก
ข) บิวทิเลเตด ไฮดรอกซีโทลูอีน
(butylated hydroxytoluene, BHT)
บิวทิเลเตด ไฮดรอกซีอะนีโซล
(butylated hydroxyanisole, BHA)
0.02 จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ
รวมกันได้ไม่เกินร้อยละ 0.02
ของน้ำหนัก
ค) สารพวกแกลเลท (gallates) รวมกับ BHA หรือ BHT
หรือรวมทั้งสองอย่างใช้รวมกัน
0.02
แต่จะใช้แกลเลทได้
ไม่เกินร้อยละ 0.01
ของน้ำหนัก
ง) แอสคอร์บิลพัลมิเตท
(ascorbyl palmitate)
0.02
จ) แอสคอร์บิลสเตียเรท
(ascorbyl stearate)
0.02
วัตถุกันหืนตาม (ง) และ (จ)
จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ
รวมกันได้ไม่เกินร้อยละ 0.02
ของน้ำหนัก
ฉ) โทโคเฟอรอลส์ชนิดธรรมชาติและชนิดสังเคราะห์
(natural and synthetic tocopherols)
0.02
ช) ไดลอริล ไธโอไดโพรพิโอเนท
(dilauryl thiodipropionate)
0.02
61
อันดับ ประเภทวัตถุเจือปนในอาหาร ชื่อวัตถุเจือปนในอาหาร
ปริมาณสูงสุดที่
ให้ใช้ได้เป็น
ร้อยละของน้ำหนัก
หมายเหตุ
5. สารเสริมฤทธิ์วัตถุกันหืน
(antioxidant synergists)
ก) กรดซิตริคและโซเดียมซิเตรท
(citric acid and sodium citrate)
-
ข) ไอโซโพรพิลซิเตรท
(isopropyl citrate)
0.01 สารเสริมฤทธิ์ วัตถุกันหืน
ตามข้อ (ข) (ค) และ (ง)
จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง
หรือรวมกันได้ไม่เกินร้อยละ
0.01 ของน้ำหนัก
ค) กรดฟอสฟอริค (phosphoric acid) 0.01
ง) โมโนกลีเซอไรด์ซิเตรท (monoglyceride citrate) 0.01
6. วัตถุกันฟอง
(antifoaming agents)
ไดเมทิลโพลีซิลอคเซน (dimethyl polysiloxane) อย่างเดียว
หรือผสมกับซิลิคอนไดออกไซด์ (silicon dioxide)
0.001
7. วัตถุกันตกผลึก
(crystallization inhibitors)
ออกซีสเตียริน (oxystearin) 0.125
62
บัญชีสารปนเปื้อน (Contaminants)
อันดับ สารปนเปื้อน
ปริมาณสูงสุดที่ให้มีได้
เป็นมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หมายเหตุ
1. น้ำมันแร่ (mineral oil) ไม่มี
2. ปริมาณเหล็ก : ในน้ำมันถั่วลิสงธรรมชาติและในน้ำมันถั่วลิสงผสม 5.0
ในน้ำมันถั่วลิสงผ่านกรรมวิธี 2.5
3. ปริมาณทองแดง : ในน้ำมันถั่วลิสงธรรมชาติและในน้ำมันถั่วลิสงผสม 0.4
ในน้ำมันถั่วลิสงผ่านกรรมวิธี 0.1
4. ปริมาณตะกั่ว 0.1
5. ปริมาณสารหนู 0.1
6. ปริมาณอาฟลาท๊อกซิน (aflatoxin) ไม่เกิน 20 ไมโครกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม
(ไม่เกิน 20 ส่วนในพันล้านส่วน)
7. ปริมาณไซโคลโพรพีนอย แฟตตี้ แอซิด
(cyclopropenoid fatty acid)
ไม่เกินร้อยละ 0.4 โดยน้ำหนัก
63
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 44 (พ.ศ.2523)
เรื่อง แป้งข้าวกล้อง
-----------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6 (10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้แป้งข้าวกล้องเป็นอาหารที่ต้องมีฉลาก
ข้อ 2 การแสดงฉลากของแป้งข้าวกล้อง ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย
เรื่อง ฉลาก และต้องมีคำว่า “อย่าใช้เลี้ยงทารกแทนนม” ด้วยตัวอักษรสีแดง ขนาดไม่เล็กกว่า 5 มิลลิเมตร
และต้องมีสีตัดกับสีของพื้นฉลากไว้ใต้คำว่า “แป้งข้าวกล้อง”
ข้อ 3 ในฉลากต้องไม่มีรูป รอยประดิษฐ์ เครื่องหมาย หรือข้อความใด ๆ อันอาจทำให้เข้าใจว่า
นำไปใช้เลี้ยงทารกแทนนมได้
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2523
บุญสม มาร์ติน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(96 ร.จ.15 ตอนที่ 11 (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2523)
64
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524)
เรื่อง น้ำมันปาล์ม
-----------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(4)(5)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้น้ำมันปาล์มที่ได้จากผลของต้นปาล์มที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า อีเลอีส กีนีเอ็นซิส
(Elaeis guineensis) เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน(1)
น้ำมันปาล์มตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงน้ำมันปาล์มที่จะต้องนำไปผ่านกระบวนการเพื่อให้
เหมาะสมก่อนการบริโภค ซึ่งจะต้องแสดงวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนว่ามิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการบริโภค(2)
ข้อ 2 น้ำมันปาล์มแบ่งออกได้ ดังต่อไปนี้
(1) น้ำมันปาล์มจากเนื้อปาล์ม (Palm oil)
(2) น้ำมันปาล์มโอลีอินจากเนื้อปาล์ม (Palm olein)
(3) น้ำมันปาล์มสเตียรินจากเนื้อปาล์ม (Palm stearin)
(4) น้ำมันปาล์มจากเมล็ดปาล์ม (Palm kernel oil)
(5) น้ำมันปาล์มโอลีอินจากเมล็ดปาล์ม (Palm kernel olein)
(6) น้ำมันปาล์มสเตียรินจากเมล็ดปาล์ม (Palm kernel stearin)
ข้อ 3 การผลิตน้ำมันปาล์มให้ทำได้ ดังนี้
(1) วิธีธรรมชาติ ทำโดยการบีบอัดหรือบีบอัดโดยใช้ความร้อนหรือวิธีธรรมชาติอื่น
ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และนำมาทำให้สะอาดโดยการล้าง
การตั้งไว้ให้ตกตะกอน การกรอง หรือการหมุนเหวี่ยง
(2) วิธีผ่านกรรมวิธี ทำโดยนำน้ำมันปาล์มที่ได้จากธรรมชาติหรือที่ได้จากการสกัดด้วย
สารละลายตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และนำมาผ่านกรรมวิธี
ทำให้บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง
(3) วิธีอื่นตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร(3)
ข้อ 4 น้ำมันปาล์มตามข้อ 2(1)(2) และ (3) ที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือ
ที่จำหน่าย เพื่อใช้รับประทานหรือใช้ปรุงแต่งอาหาร ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีค่าของกรด (Acid value) ไม่เกิน 10 มิลลิกรัม โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อ
น้ำมัน 1 กรัม สำหรับน้ำมันปาล์มที่ทำโดยวิธีธรรมชาติ และไม่เกิน 0.6 มิลลิกรัม โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์
ต่อน้ำหนัก 1 กรัม สำหรับน้ำมันปาล์มที่ทำโดยวิธีผ่านกรรมวิธี
(2) มีค่าเพอร์ออกไซด์ (Peroxide value) ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมสมมูลย์เพอร์ออกไซด์
ออกซิเจน ต่อน้ำมัน 1 กิโลกรัม --------------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 234) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันปาล์ม (118 ร.จ. ตอนที่ 82 ง .
(ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ (2) 22 สิงหาคม พ.ศ.2544) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว ความในวรรค 2 ของขอ้ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) ถูกเพิ่มเติมโดยขอ้ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 184) พ.ศ.2(534) 2 เรื่อง น้ำมันปาลม์ (ฉบับที่ 2) (116 ร.จ. ตอนที่ 41 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2542) ความในวรรค 2 ของข้อ 3 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 2 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 234) พ.ศ.2544 2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันปาล์ม (118 ร.จ.
ตอนที่ 82 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2544)
65
(3) มีส่วนประกอบของกรดไขมันเป็นร้อยละของกรดไขมันทั้งหมด โดยใช้วิธี
กาซลิควิดโครมาโตกราฟฟี หรือ จี แอล ซี (Gas Liquid Chromatography หรือ G L C) ดังนี้
กรดลอริค (Lauric acid) ไม่เกิน 1.2
กรดไมริสติค (Myristic acid) ระหว่าง 0.5 ถึง 5.9
กรดปาล์มมิติค (Palmitic acid) ระหว่าง 32 ถึง 59
กรดปาล์มมิโตลีอิค (Palmitoleic acid) ไม่เกิน 0.6
กรดสเตียริค (Stearic acid) ระหว่าง 1.5 ถึง 8.0
กรดโอลีอิค (Oleic acid) ระหว่าง 27 ถึง 52.0
กรดไลโนลีอิค (Linoleic acid) ระหว่าง 5.0 ถึง 14
กรดไลโนลีนิค (Linolenic acid) ไม่เกิน 1.5
กรดอราซิดิค (Arachidic acid) ไม่เกิน 1.0
(4) มีค่าสปอนิฟิเคชั่น (Saponification value) ระหว่าง 190 ถึง 209 มิลลิกรัม
โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อน้ำมัน 1 กรัม
(5) มีค่าไอโอดีนแบบวิจส์ (Iodine value, Wijs) ดังนี้
(ก) ระหว่าง 50 - 56 สำหรับน้ำมันปาล์มจากเนื้อปาล์ม
(ข) ไม่น้อยกว่า 55 สำหรับน้ำมันปาล์มโอลีอินจากเนื้อปาล์ม
(ค) ไม่เกิน 48 สำหรับน้ำมันปาล์มสเตียรินจากเนื้อปาล์ม
(6) มีสารที่สปอนิฟายไม่ได้ (Unsaponifiable matter) ไม่เกินร้อยละ 1.2 ของน้ำหนัก
(7) มีสิ่งที่ระเหยได้ (Volatile matter) ที่อุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียส ไม่เกิน
ร้อยละ 0.2 ของน้ำหนัก
(8) มีปริมาณสบู่ (Soap content) ไม่เกินร้อยละ 0.005 ของน้ำหนัก
(9) มีกลิ่นและรสตามลักษณะเฉพาะของน้ำมันปาล์มจากเนื้อปาล์ม
(10) มีสิ่งอื่นที่ไม่ละลาย (Insoluble impurities) ไม่เกินร้อยละ 0.05 ของน้ำหนัก
(11) มีปริมาณคาโรทีนอยทั้งหมด คำนวณเป็นเบตา-คาโรทีน ไม่น้อยกว่า 500
มิลลิกรัม ต่อน้ำมัน 1 กิโลกรัม และไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม ต่อนํ้ามัน 1 กิโลกรัม สำหรับน้ำมันปาล์มที่ทำ
โดยวิธีธรรมชาติ
(12) ไม่มีกลิ่นหืน
(13) ไม่มีน้ำมันแร่
น้ำมันปาล์มที่ผลิตตามวิธีอื่นในข้อ 3(3) ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีคุณภาพหรือ
มาตรฐาน (3)(4)(5)(6)(9) และ (11) แต่ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 5 น้ำมันปาล์มตามข้อ 2(4)(5) และ (6) ที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือ
ที่จำหน่าย เพื่อใช้รับประทานหรือใช้ปรุงแต่งอาหาร ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีค่าของกรด (Acid value) ไม่เกิน 0.6 มิลลิกรัม โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อน้ำมัน
1 กรัม สำหรับน้ำมันปาล์มที่ทำโดยวิธีผ่านกรรมวิธี
(2) มีค่าเพอร์ออกไซด์ (Peroxide value) ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมสมมูลย์เพอร์ออกไซด์
ออกซิเจน ต่อน้ำมัน 1 กิโลกรัม
66
(3) มีส่วนประกอบของกรดไขมันเป็นร้อยละของกรดไขมันทั้งหมดโดยใช้วิธีกาซลิควิด
โครมาโตกราฟฟี หรือ จี แอล ซี (Gas Liquid Chromatography) หรือ G L C) ดังนี้ เว้นแต่น้ำมันปาล์ม
โอลีอินจากเมล็ดปาล์มและน้ำมันปาล์มสเตียรินจากเมล็ดปาล์ม ให้มีได้ตามที่ได้รับความเห็นชอบจาก
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
กรดคาโปรอิค (Caproic acid) ไม่เกิน 0.5
กรดคาปรีลิค (Caprylic acid) ระหว่าง 2.4 ถึง 6.2
กรดคาปริค (Capric acid) ระหว่าง 2.6 ถึง 7.0
กรดลอลิค (Lauric acid) ระหว่าง 41 ถึง 55
กรดไมริสติค (Myristic acid) ระหว่าง 14 ถึง 20
กรดปาล์มมิติค (Palmitic acid) ระหว่าง 6.5 ถึง 11
กรดสเตียริค (Stearic acid) ระหว่าง 1.3 ถึง 3.5
กรดโอลีอิค (Oleic acid) ระหว่าง 10 ถึง 23
กรดไลโนลีอิค (Linoleic acid) ระหว่าง 0.7 ถึง 5.4
(4) มีค่าสปอนิฟิเคชั่น (Saponification value) ระหว่าง 230 ถึง 254 มิลลิกรัม
โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อน้ำมัน 1 กรัม
(5) มีค่าไอโอดีนแบบวิจส์ (Iodine value, Wijs) ระหว่าง 13 ถึง 23 เว้นแต่น้ำมันปาล์ม
โอลีอินจากเมล็ดปาล์ม และน้ำมันปาล์มสเตียรินจากเมล็ดปาล์ม ให้มีได้ตามที่ได้รับความเห็นชอบจาก
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(6) มีสารที่สปอนิฟายไม่ได้ (Unsaponifiable matter) ไม่เกินร้อยละ 1 ของน้ำหนัก
(7) มีสิ่งที่ระเหยได้ (Volatile matter) ที่อุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียส ไม่เกินร้อยละ 0.2
ของนํ้าหนัก
(8) มีปริมาณสบู่ (Soap content) ไม่เกินร้อยละ 0.005 ของน้ำหนัก
(9) มีกลิ่นและรสตามลักษณะเฉพาะของน้ำมันปาล์มจากเมล็ดปาล์ม
(10) มีสิ่งอื่นที่ไม่ละลาย (Insoluble impurities) ไม่เกินร้อยละ 0.05 ของน้ำหนัก
(11) ไม่มีกลิ่นหืน
(12) ไม่มีน้ำมันแร่
น้ำมันปาล์มที่ผลิตตามวิธีอื่นในข้อ 3(3) ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน
ตาม (3)(4)(5)(6) และ (9) แต่ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 6 น้ำมันปาล์มที่ใช้วัตถุเจือปนอาหาร (Food additives) หรือที่มีสารปนเปื้อน (Contaminants)
ต้องใช้หรือมีได้ตามชนิดและปริมาณที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายประกาศนี้เท่านั้น
ข้อ 7 (4)
ข้อ 8 ภาชนะบรรจุที่ใช้บรรจุน้ำมันปาล์มที่ใช้รับประทานหรือใช้ปรุงแต่งอาหาร ให้ปฏิบัติตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ภาชนะบรรจุ
ข้อ 9 การแสดงฉลากของน้ำมันปาล์มที่ใช้รับประทานหรือใช้ปรุงแต่งอาหาร ให้ปฏิบัติตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก --------------------------------------------------------------
(4) ความในขอ้ 7 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) ถูกยกเลิก โดยขอ้ 2 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 184)
พ.ศ.2542 เรื่อง น้ำมันปาลม์ (ฉบับที่ 2) (116 ร.จ. ตอนที่ 41 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2542) โดยไมมี่การเพิ่มขอ้ ความใดๆ เขา้ มา
แทนขอ้ ความที่ถูกยกเลิก
67
ข้อ 10 ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันปาล์ม ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2524 ซึ่งออกให้
ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ (5)
ข้อ 11 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยื่นคำ
ขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับ
การผ่อนผันการปฏิบัติตามวรรค 2 ของข้อ 2 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้ใช้ฉลากเดิม
ต่อไปได้แต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ (5)
ประกาศฉบับนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ซึ่งออกให้ตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 22 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำมันและไขมันเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ
และกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต และฉลาก สำหรับน้ำมันและไขมัน เว้นแต่เฉพาะส่วนที่เกี่ยว
กับน้ำมันปาล์มจากเนื้อปาล์มตามข้อ 2(1)(2) หรือ (3) หรือน้ำมันปาล์มจากเมล็ดปาล์มตามข้อ 2(4)(5)
หรือ (6) ให้ผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าว
มาดำเนินการแก้ไขตำรับอาหารให้มีรายละเอียดถูกต้องตามประกาศฉบับนี้ ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่
ประกาศนี้ใช้บังคับ
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2524
ทองหยด จิตตวีระ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(98 ร.จ.825 ตอนที่ 46 (แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2524)
--------------------------------------------------------------
(5) ความในข้อ 10 และ ข้อ 11 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 3 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 234) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันปาล์ม (118 ร.จ. ตอนที่
82 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2544)
68
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 57 (พ.ศ.2524)
เรื่อง น้ำมันมะพร้าว
-----------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6 (1)(2)(4)(5)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้น้ำมันมะพร้าวที่ได้จากเนื้อของมะพร้าวที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า โคคอส นิวซิเฟอรา
(Cocos nucifera) เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน (1)
ข้อ 2 การผลิตน้ำมันมะพร้าวให้ทำได้ดังนี้
(1) วิธีธรรมชาติ ทำโดยการบีบอัดหรือโดยใช้ความร้อนหรือวิธีธรรมชาติอื่น ตามที่ได้
รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และนำมาทำให้สะอาดโดยการล้าง การตั้งไว้
ให้ตกตะกอน การกรอง หรือการหมุนเหวี่ยง
(2) วิธีผ่านกรรมวิธี ทำโดยนำน้ำมันมะพร้าวที่ได้จากวิธีธรรมชาติ หรือที่ได้จากการ
สกัดด้วยสารละลาย ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และนำมาผ่าน
กรรมวิธีทำให้บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง
(3) วิธีอื่นตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าน้ำมันมะพร้าวเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร (2)
ข้อ 3 น้ำมันมะพร้าวที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือที่จำหน่าย เพื่อใช้รับประทาน
หรือใช้ปรุงแต่งอาหาร ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีค่าของกรด (Acid value) ไม่เกิน 4.0 มิลลิกรัม โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อน้ำมัน
1 กรัม สำหรับน้ำมันมะพร้าวที่ทำโดยวิธีธรรมชาติ และไม่เกิน 0.6 มิลลิกรัม โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์
ต่อน้ำมัน 1 กรัม สำหรับน้ำมันมะพร้าวที่ทำโดยวิธีผ่านกรรมวิธี
(2) มีค่าเพอร์ออกไซด์ (Peroxide value) ไม่เกิน 10.0 มิลลิกรัมสมมูลย์เพอร์ออกไซด์
ออกซิเจน ต่อน้ำมัน 1 กิโลกรัม
(3) มีส่วนประกอบของกรดไขมันเป็นร้อยละของกรดไขมันทั้งหมด โดยใช้วิธีก๊าซลิควิด
โครมาโตกราฟฟี หรือ จี แอล ซี (Gas Liquid Chromatography หรือ G L C) ดังนี้
กรดคาโปรอิค (Caproic acid) ไม่เกิน 1.2
กรดคาปรีลิค (Caprylic acid) ระหว่าง 3.4 ถึง 15
กรดคาปริค (Capric acid) ระหว่าง 3.2 ถึง 15
กรดลอริค (Lauric acid) ระหว่าง 41 ถึง 56
กรดไมริสติค (Myristic acid) ระหว่าง 13 ถึง 23
กรดปาล์มมิติค (Palmitic acid) ระหว่าง 4.2 ถึง 12
กรดสเตียริค (Stearic acid) ระหว่าง 1.0 ถึง 4.7
กรดโอลีอิค (Oleic acid) ระหว่าง 3.4 ถึง 12
กรดไลโนลีอิค (Linoleic acid) ระหว่าง 0.9 ถึง 3.7
(4) มีค่าสปอนิฟิเคชั่น (Saponification value) ระหว่าง 248 ถึง 265 มิลลิกรัม
โพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อน้ำมัน 1 กรัม --------------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 57) พ.ศ.2524 ถูกยกเลิก โดยช้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 235) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 57 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันมะพร้าว (118 ร.จ. ตอนที่ 82 ง.
(ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2544) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
(2) ความวรรค 2 ของข้อ 2 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 57) พ.ศ.2524 ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 2 ของประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 235) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 57 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันมะพร้าว
(118 ร.จ. ตอนที่ 82 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2544)
69
(5) มีค่าไอโอดีนแบบวิจส์ (Iodine value, Wijs) ระหว่าง 6 ถึง 11
(6) มีสารที่สปอนิฟายไม่ได้ (Unsaponifiable matter) ไม่เกินร้อยละ 1.5 ของน้ำหนัก
(7) มีสิ่งที่ระเหยได้ (Volatile matter) ที่อุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียส ไม่เกินร้อยละ 0.2
ของน้ำหนัก
(8) มีปริมาณสบู่ (Soap content) ไม่เกินร้อยละ 0.005 ของน้ำหนัก
(9) มีกลิ่นและรสตามลักษณะเฉพาะสำหรับน้ำมันมะพร้าว
(10) มีสิ่งอื่นที่ไม่ละลาย (Insoluble impurities) ไม่เกินร้อยละ 0.05 ของน้ำหนัก
(11) ไม่มีกลิ่นหืน
(12) ไม่มีนํ้ามันแร่
น้ำมันมะพร้าวที่ผลิตตามวิธีอื่นในข้อ 2(3) ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีคุณภาพหรือ
มาตรฐานตาม (3)(4)(5)(6) และ (9) แต่ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 4 น้ำมันมะพร้าวที่ใช้วัตถุเจือปนอาหาร (Food additives) หรือที่มีสารปนเปื้อน
(Contaminants) ต้องใช้หรือมีได้ตามชนิดและปริมาณที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายประกาศนี้เท่านั้น
ข้อ 5 น้ำมันมะพร้าวที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นนอกจากใช้รับประทานหรือใช้ปรุงแต่งอาหาร
ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อกำหนดที่ระบุไว้ในข้อ 3 และข้อ 4 แต่ต้องแสดง
ฉลากไว้ที่ภาชนะบรรจุว่า "ห้ามใช้รับประทาน" ด้วยตัวอักษรสีแดง ขนาดไม่เล็กกว่า 1 เซนติเมตร ในกรอบ
พื้นสีขาว และในฉลากนั้นให้แสดงเครื่องหมายที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาออกให้ไว้ด้วย
ข้อ 6 ภาชนะบรรจุที่ใช้บรรจุน้ำมันมะพร้าวที่ใช้รับประทานหรือใช้ปรุงแต่งอาหาร ให้ปฏิบัติ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ภาชนะบรรจุ
ข้อ 7 การแสดงฉลากของน้ำมันมะพร้าวที่ใช้รับประทานหรือใช้ปรุงแต่งอาหาร ให้ปฏิบัติตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
ข้อ 8 ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 57 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันมะพร้าว ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2524 ซึ่งออก
ให้ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ(3)
ข้อ 9 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าน้ำมันมะพร้าวที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยื่นคำ
ขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการ
ผ่อนผันการปฏิบัติตามวรรค 2 ของข้อ 2 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิม
ต่อไปได้แต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ (3)
ประกาศฉบับนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ซึ่งออกให้ตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 22 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำมันและไขมันเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ
และกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต และฉลาก สำหรับน้ำมันและไขมัน เว้นแต่เฉพาะส่วนที่เกี่ยว
กับน้ำมันมะพร้าวอย่างเดียว ให้ผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณ
สุขฉบับดังกล่าวมาดำเนินการแก้ไขตำรับอาหารให้มีรายละเอียดถูกต้องตามประกาศฉบับนี้ ภายในเก้าสิบวันนับ
แต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2524
ทองหยด จิตตวีระ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(98 ร.จ.823 ตอนที่ 46 (แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2524) --------------------------------------------------------------
(3) ความในข้อ 8 และข้อ 9 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 57) พ.ศ.2524 ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 3 ของประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 235) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 57 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันมะพร้าว
(118 ร.จ. ตอนที่ 82 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2544)
70
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 61 (พ.ศ.2524)
เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
-----------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6 (1)(2) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิก
(1) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 20 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำบริโภคและ
เครื่องดื่มเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน เงื่อนไข วิธีการผลิต และฉลาก
ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
(2) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 50 (พ.ศ.2523) เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 20 (พ.ศ.2522) ลงวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2523
ข้อ 2 ให้น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน (1)
ข้อ 3 น้ำบริโภคต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) คุณสมบัติทางฟิสิกส์
(ก) สี ต้องไม่เกิน 20 ฮาเซนยูนิต
(ข) กลิ่น ต้องไม่มีกลิ่น แต่ไม่รวมถึงกลิ่นคลอรีน
(ค) ความขุ่น ต้องไม่เกิน 5.0 ซิลิกาสเกล
(ง) ค่าความเป็นกรด-ด่าง ต้องอยู่ระหว่าง 6.5 ถึง 8.5
(2) คุณสมบัติทางเคมี
(ก) ปริมาณสารทั้งหมด (Total Solid) ไม่เกิน 500.0 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ข) ความกระด้างทั้งหมด โดยคำนวณเป็นแคลเซี่ยมคาร์บอเนต ไม่เกิน 100.0
มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ค) สารหนู ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ง) แบเรียม ไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(จ) แคดเมียม ไม่เกิน 0.005 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร (2)
(ฉ) คลอไรด์ โดยคำนวณเป็นคลอรีน ไม่เกิน 250.0 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ช) โครเมียม ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ซ) ทองแดง ไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ฌ) เหล็ก ไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร (3)
(ญ) ตะกั่ว ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร (3)
(ฎ) แมงกานีส ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ฏ) ปรอท ไม่เกิน 0.002 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
--------------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 2 ของประกาศกะทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 61) พ.ศ.2524 ถูกยกเลิกโดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 284) พ.ศ.2547 เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 5) (122 ร.จ. ตอนที่ 9 ง (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 31
มกราคม พ.ศ.2548) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
(2) ความใน (จ) ข้อ 3(2) ของประกาศกะทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 61) พ.ศ.2524 ถูกยกเลิกโดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2534) เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2) (107 ร.จ.3041 ตอนที่ 61 (แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่
2 เมษายน พ.ศ.2534) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
71
(ฐ) ไนเตรท โดยคำนวณเป็นไนโตรเจน ไม่เกิน 4.0 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ฑ) พีนอล ไม่เกิน 0.001 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ฒ) ซีลีเนียม ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ณ) เงิน ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ด) ซัลเฟต ไม่เกิน 250.0 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ต) สังกะสี ไม่เกิน 5.0 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ถ) ฟลูออไรด์ โดยคำนวณเป็นฟลูออรีน ไม่เกิน 1.5 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ท) อะลูมิเนียม ไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร (4)
(ธ) เอบีเอส (Alkylbenzene Sulfonate) ไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร (4)
(น) ไซยาไนด์ ไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร (4)
(3) คุณสมบัติเกี่ยวกับจุลินทรีย์
(ก) ตรวจพบบักเตรีชนิดโคลิฟอร์ม น้อยกว่า 2.2 ต่อน้ำบริโภค 100 มิลลิลิตร
โดยวิธี เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
(ข) ตรวจไม่พบบักเตรีชนิด อี.โคไล
(ค) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
ข้อ 4 ภาชนะบรรจุที่ใช้บรรจุน้ำบริโภค ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย
เรื่อง ภาชนะบรรจุ และจะต้องมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ด้วย
(1) เป็นภาชนะบรรจุที่ต้องมีฝาหรือจุกปิด เมื่อใช้บรรจุจะต้องปิดผนึกหรือผนึกโดยรอบ
ระหว่างฝาหรือจุกกับขวดหรือภาชนะบรรจุ
(2) เป็นภาชนะบรรจุที่ปิดผนึกซึ่งไม่ใช่ภาชนะบรรจุตาม (1)
สิ่งที่ปิดผนึกหรือส่วนที่ปิดผนึกของภาชนะบรรจุตาม (1) และ (2) ต้องมีลักษณะที่เมื่อ
เปิดใช้ทำให้สิ่งที่ปิดผนึกหรือส่วนที่ปิดผนึกหรือภาชนะบรรจุนั้นเสียไป
ข้อ 5 การแสดงฉลากของน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ให้ปฏิบัติตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก เว้นแต่การแสดงข้อความตามข้อ 3(11) ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 194) พ.ศ.2543 เรื่อง ฉลาก ลงวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้น
กำหนดสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ (5)
ประกาศฉบับนี้ไม่กระทบกระเทือนถึงใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ซึ่งออกให้ตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 20 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำบริโภคและเครื่องดื่มเป็นอาหารควบ
คุมเฉพาะ และกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน เงื่อนไข วิธีการผลิต และฉลาก ลงวันที่ 13 กันยายน 2522
ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 50 (พ.ศ.2523) เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 20 (พ.ศ.2522) ลงวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2523 และให้ผู้ที่ได้รับใบสำคัญการ
ขึ้นทะเบียนตำรับอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าว มาดำเนินการแก้ไขตำรับอาหารให้มี
รายละเอียดถูกต้องตามประกาศฉบับนี้ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2524
ส. พริ้งพวงแก้ว
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(98 ร.จ. 52 ตอนที่ 157 (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2524) --------------------------------------------------------------
(4) ความใน (ท) (ธ) และ (น) ของ ข้อ 3 (2) ของประกาศกะทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 61) พ.ศ.2524 ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 3
ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2534) เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2) (107 ร.จ.3041 ตอนที่ 61
(แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2534) (5) ความในข้อ 5 ของประกาศกะทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 61) พ.ศ.2524 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 256) พ.ศ.2545 เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 4) (119 ร.จ. ตอนที่ 54 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ)
ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2545) และใช้ความใหม่แทนแล้ว
72
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 78 (พ.ศ.2527)
เรื่อง น้ำแข็ง
-----------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(6)(7) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 19 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำแข็งเป็น
อาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการผลิต เพื่อจำหน่าย
หรือจำหน่าย กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุ การใช้ภาชนะบรรจุ การเก็บรักษา และฉลาก
ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
ข้อ 2 ให้น้ำแข็ง เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน(1)
ข้อ 3 การผลิตน้ำแข็งเพื่อจำหน่ายที่มีวัตถุประสงค์ให้ใช้รับประทาน ต้องใช้น้ำสะอาดที่มีมาตรฐาน
ดังต่อไปนี้
(1) คุณสมบัติทางฟิสิกส์
(ก) สี ต้องไม่เกิน 20 อาเซนยูนิต
(ข) กลิ่น ต้องไม่มีกลิ่น แต่ไม่รวมถึงกลิ่นคลอรีน
(ค) ความขุ่น ต้องไม่เกิน 5.0 ซิลิกาสเกล
(ง) ค่าความเป็นกรด-ด่าง ต้องอยู่ระหว่าง 6.5 ถึง 8.5
(2) คุณสมบัติทางเคมี
(ก) ปริมาณสารทั้งหมด (Total Solid) ไม่เกิน 500.0 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ข) ความกระด้างทั้งหมด โดยคำนวณเป็นแคลเซียมคาร์บอเนตไม่เกิน 100.0
มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ค) สารหนู ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ง) แบเรียม ไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(จ) แคดเมียม ไม่เกิน 0.005 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร(2)
(ฉ) คลอไรด์ โดยคำนวณเป็นคลอรีน ไม่เกิน 250.0 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ช) โครเมียม ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ซ) ทองแดง ไม่เกิน 1.0 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ฌ) เหล็ก ไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร(3)
(ญ) ตะกั่ว ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร(3)
(ฎ) แมงกานีส ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ฎ) ปรอท ไม่เกิน 0.002 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ฐ) ไนเตรท โดยคำนวณเป็นไนโตรเจน ไม่เกิน 4.0 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ฑ) ฟีนอล ไม่เกิน 0.001 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ฒ) ซีลีเนียม ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ณ) เงิน ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ด) ซัลเฟต ไม่เกิน 250.0 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ต) สังกะสี ไม่เกิน 5.0 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร --------------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 2 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 78 พ.ศ.2527 ถูกยกเลิกโดยข้อ 1 แห่งประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 285) พ.ศ.2547 เรื่อง น้ำแข็ง (ฉบับที่ 4) (122 ร.จ. ตอนที่ 9 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 31 มกราคม
พ.ศ.2548) และใช(2้ข)้อ ความใหม่แทนแล้ว ความใน (จ) (2) ข้อ 3 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 78 พ.ศ.2527 ถูกยกเลิกโดยข้อ 1 ของประกาศฯ ฉบับที่ 137
(พ.ศ.2534) (108 (ร3.)จ .4914 ตอนที่ 94 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2534) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว ความใน (ฌ) และ (ญ) (2) ข้อ3 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 78 พ.ศ.2527 ถูกยกเลิกโดยข้อ 2 ของประกาศฯ
ฉบับที่ 137 เรื่อง น้ำแข็ง (ฉบับที่ 2) (พ.ศ.2534) (108 ร.จ.4914 ตอนที่ 94 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2534) และใช้ความใหม่แทนแล้ว
73
(ถ) ฟลูออไรด์ โดยคำนวณเป็นฟลูออรีน ไม่เกิน 1.5 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ท) คลอรีนตกค้าง ไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ธ) อะลูมิเนียม ไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร(4)
(น) เอบีเอส (Alkylbenzene Sulfonate) ไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร(4)
(บ) ไซยาไนด์ ไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร(4)
(3) คุณสมบัติเกี่ยวกับจุลินทรีย์
(ก) ตรวจพบบักเตรีชนิดโคลิฟอร์ม น้อยกว่า 2.2 ต่อน้ำสะอาด 100 มิลลิลิตร
โดยวิธี เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
(ข) ตรวจไม่พบบักเตรีชนิด อี.โคไล (Escherichia coli)
(ค) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
ข้อ 4 น้ำแข็งตามข้อ 3 ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามมาตรฐานของน้ำสะอาด และไม่มี
สิ่งหนึ่งสิ่งใดปนเปื้อนอยู่ในน้ำแข็งนั้น
ข้อ 5 กรรมวิธีการผลิตน้ำแข็งตามข้อ 3 ให้ใช้วิธีที่จะป้องกันมิให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่อยู่ภายนอก
เข้าไปปนเปื้อนกับน้ำสะอาดที่ใช้ในระหว่างที่ทำการผลิต
ข้อ 6 ท่อส่งน้ำ ซองน้ำแข็ง และเครื่องใช้ในการผลิตที่สัมผัสกับน้ำสะอาดหรือน้ำแข็ง จะต้อง
ทำด้วยวัสดุที่ไม่เป็นพิษ ทนทาน และมีลักษณะที่ง่ายต่อการทำความสะอาด
ข้อ 7 พื้นผิวของท่อส่งน้ำ ซองน้ำแข็ง และเครื่องใช้ในการผลิตที่สัมผัสกับ น้ำสะอาดหรือ
น้ำแข็งต้องสะอาด และไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปนเปื้อนอยู่ในระหว่างที่ทำการผลิต
ข้อ 8 การผลิตน้ำแข็งเพื่อจำหน่ายที่มีวัตถุประสงค์ให้ใช้ประโยชน์อื่นนอกจากให้ใช้รับประทาน
ต้องใช้น้ำสะอาดที่มีมาตรฐานตามข้อ 3 และจะเติมสารอื่นที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเห็นชอบด้วยก็ได้
การผลิตน้ำแข็งตามวรรคหนึ่ง จะทำตามกรรมวิธีการผลิตน้ำแข็งที่กำหนดไว้ในข้อ 5
หรือทำตามกรรมวิธีการผลิตอื่นก็ได้ แต่ท่อส่งน้ำ ซองน้ำแข็ง และเครื่องใช้ในการผลิตที่สัมผัสกับน้ำสะอาด
หรือน้ำแข็ง ต้องเป็นไปตามข้อ 6 และข้อ 7
ข้อ 9 น้ำที่ใช้ในการทำความสะอาดท่อส่งน้ำ ซองน้ำแข็ง เครื่องใช้ในการผลิตที่สัมผัสกับ
น้ำสะอาดหรือน้ำแข็ง และภาชนะบรรจุ ต้องใช้น้ำที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกับน้ำที่ใช้ผลิตน้ำแข็ง
การถอดน้ำแข็งออกจากซองน้ำแข็งนั้น ต้องใช้น้ำที่มีมาตรฐานเช่นเดียวกับน้ำที่ใช้ผลิตน้ำแข็ง
ข้อ 10 ในการเก็บรักษาน้ำแข็งห้ามมิให้ใช้แกลบ ขี้เลื่อย กระสอบ กาบมะพร้าว เสื่อ หรือวัสดุ
อย่างอื่นในทำนองเดียวกันปกคลุมหรือห่อหุ้มน้ำแข็ง
ข้อ 11 สถานที่เก็บรักษาน้ำแข็งตามข้อ 3 เพื่อจำหน่ายหรือที่จำหน่าย ต้อง
(1) สะอาดและมีระดับสูงกว่าทางเดินภายในบริเวณสถานที่เก็บรักษาน้ำแข็ง
(2) ทำด้วยวัสดุที่ไม่เป็นพิษและเป็นวัสดุพื้นผิวเรียบรักษาความสะอาดได้ง่าย
(3) มีลักษณะที่ง่ายต่อการทำความสะอาด และมีลักษณะปกปิดที่ป้องกันมิให้
สิ่งหนึ่งสิ่งใดจากภายนอกปนเปื้อนน้ำแข็งได้
ข้อ 12 ภาชนะบรรจุที่ใช้บรรจุน้ำแข็งตามข้อ 3 เพื่อจำหน่าย หรือที่จำหน่าย ต้อง
(1) สะอาดและไมมี่สารออกมาปนเปอื้ นกับน้ำแข็งในปริมาณที่อาจเปน็ อันตรายตอ่ สุขภาพ
(2) ทำด้วยวัสดุที่ไม่เป็นพิษและเป็นวัสดุพื้นผิวเรียบรักษาความสะอาดได้ง่าย
(3) มีลักษณะที่ง่ายต่อการทำความสะอาดและมีลักษณะปกปิดที่ป้องกันมิให้สิ่งหนึ่ง
สิ่งใดจากภายนอกปนเปื้อนน้ำแข็งได้
(4) ไม่เคยใช้บรรจุผลิตภัณฑ์อื่นนอกจากน้ำแข็ง และไม่มีรูปรอยประดิษฐ์ หรือ
ข้อความใดที่แสดงว่าเป็นภาชนะบรรจุที่ใช้บรรจุสิ่งของอื่น
ในกรณีที่ใช้ยานพาหนะในลักษณะเป็นภาชนะบรรจุด้วย ยานพาหนะที่ใช้เป็นภาชนะ
บรรจุนั้นจะต้องเป็นไปตาม (1)(2) และ (3)
--------------------------------------------------------------
(4) ความใน (ธ)(น) และ (บ) (2) ข้อ 3 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 78 พ.ศ.2527 ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 3 ของ
ประกาศฯ ฉบับที่ 137 (พ.ศ.2534) เรื่อง น้ำแข็ง (ฉบับที่2) (108 ร.จ.4914 ตอนที่ 94 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2534)
74
ข้อ 13 การแสดงฉลากของน้ำแข็ง ให้ปฏิบัติดังนี้ (5)
(1) ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก ยกเว้นข้อ 3 และ
ข้อ 5 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 194) พ.ศ.2543 เรื่อง ฉลาก ลงวันที่ 19 กันยายน
พ.ศ.2543 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 252) พ.ศ.2545 เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2)
ลงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2545 ให้ปฏิบัติตามประกาศนี้
(2) ฉลากของน้ำแข็งที่จำหน่ายต่อผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยแต่จะมี
ภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และจะต้องมีข้อความแสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(2.1) ชื่ออาหาร (ถ้ามี)
(2.2) เลขสารบบอาหาร
(2.3) ข้อความว่า “น้ำแข็งใช้รับประทานได้” ด้วยตัวอักษรสีน้ำเงิน
(2.4) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุสำหรับน้ำแข็งที่ผลิตในประเทศ
ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้าและประเทศผู้ผลิตสำหรับน้ำแข็งนำเข้า แล้วแต่กรณี ทั้งนี้สำหรับน้ำแข็งที่ผลิตใน
ประเทศอาจแสดงชื่อและที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุก็ได้
(2.5) น้ำหนักสุทธิเป็นระบบเมตริก
(3) ฉลากของน้ำแข็งที่มิได้จำหน่ายต่อผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย
เว้นแต่น้ำแข็งที่นำเข้าอาจแสดงข้อความเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ และอย่างน้อยต้องมีข้อความ ดังต่อไปนี้
(3.1) ชื่ออาหาร (ถ้ามี)
(3.2) ข้อความว่า “น้ำแข็งใช้รับประทานได้” ด้วยตัวอักษรสีน้ำเงิน หรือ
“น้ำแข็งใช้รับประทานไม่ได้” ด้วยตัวอักษรสีแดง แล้วแต่กรณี
(3.3) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุสำหรับน้ำแข็งที่ผลิตในประเทศ
ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้าและประเทศผู้ผลิตสำหรับน้ำแข็งนำเข้า แล้วแต่กรณี ทั้งนี้สำหรับน้ำแข็งที่ผลิตใน
ประเทศอาจแสดงชื่อและที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุก็ได้
ประกาศฉบับนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารซึ่งออกให้ตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 19 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำแข็งเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและ
กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการผลิตเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่าย กำหนดคุณภาพ
หรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุ การใช้ภาชนะบรรจุ การเก็บรักษา และฉลาก ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
และให้ผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวมาดำเนิน
การแก้ไขตำรับอาหารให้มีรายละเอียดถูกต้องตามประกาศฉบับนี้ ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้
บังคับ
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2527
มารุต บุนนาค
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(101 ร.จ.9 ตอนที่ 23 (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2527)
--------------------------------------------------------------
(5) ความในข้อ 13 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 78 พ.ศ.2527 ถูกยกเลิกโดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 254) พ.ศ.2545 เรื่อง น้ำแข็ง (ฉบับที่ 3) (119 ร.จ. ตอนที่ 54 ง. ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2545) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
75
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 83 (พ.ศ.2527)
เรื่อง ช็อกโกแลต
-----------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ช็อกโกแลตหรือช็อกโกแลต (chocolate) เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 2 ช็อกโกแลตตามข้อ 1 ได้แก่
(1) ช็อกโกแลต หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นจากการนำเมล็ดโกโก้กะเทาะเปลือก
(cocoa nib) เนื้อโกโก้บด (cocoa mass) เมล็ดโกโก้กะเทาะเปลือกหรือเนื้อโกโก้บดที่ได้สกัดเอาไขมันออก
บางส่วน (cocoa presscake) ผงโกโก้ (cocoa powder) หรือผงโกโก้ที่ได้สกัดเอาไขมันออกบางส่วนอย่าง
เดียวหรือหลายอย่างมาผ่านกรรมวิธีที่เหมาะสมอาจใส่ไขมันโกโก้ (cocoa butter) กลิ่น รส และ/หรือ
ส่วนประกอบอื่นตามข้อ 9 ด้วยก็ได้ แบ่งออกได้ ดังนี้
(ก) ช็อกโกแลตชนิดไม่หวาน หมายความว่า ช็อกโกแลตที่ไม่ใส่น้ำตาลและมี
คุณภาพหรือมาตรฐานตาม (1) ของตารางในข้อ 4
(ข) ช็อกโกแลต หมายความว่า ช็อกโกแลตที่ใส่น้ำตาลและมีคุณภาพหรือมาตรฐาน
ตาม (2) ของตารางในข้อ 4
(ค) คูเวอร์เจอร์ช็อกโกแลต หมายความว่า ช็อกโกแลตที่ใส่น้ำตาลและมีคุณภาพ
หรือมาตรฐานตาม (3) ของตารางในข้อ 4 เหมาะสำหรับใช้เคลือบอาหาร
(ง) ช็อกโกแลตชนิดหวาน หมายความว่า ช็อกโกแลตที่ใส่น้ำตาลและมีคุณภาพ
หรือมาตรฐานตาม (4) ของตารางในข้อ 4
(จ) ช็อกโกแลตนม หมายความว่า ช็อกโกแลตที่ใส่น้ำตาล ธาตุน้ำนม และมี
คุณภาพหรือมาตรฐานตาม (5) ของตารางในข้อ 4
(ฉ) คูเวอร์เจอร์ช็อกโกแลตนม หมายความว่า ช็อกโกแลตที่ใส่น้ำตาล ธาตุน้ำนม
และมีคุณภาพหรือมาตรฐานตาม (6) ของตารางในข้อ 4 เหมาะสำหรับใช้เคลือบอาหาร
(ช) ช็อกโกแลตนมที่มีปริมาณนมสูง หมายความว่า ช็อกโกแลตที่ใส่น้ำตาล
ธาตุน้ำนม และมีคุณภาพหรือมาตรฐานตาม (7) ของตารางในข้อ 4
(ซ) ช็อกโกแลตนมขาดมันเนย หมายความว่า ช็อกโกแลตที่ใส่น้ำตาล ธาตุน้ำนม
ขาดมันเนย และมีคุณภาพหรือมาตรฐานตาม (8) ของตารางในข้อ 4
(ฌ) คูเวอร์เจอร์ช็อกโกแลตนมขาดมันเนย หมายความว่า ช็อกโกแลตที่ใส่น้ำตาล ธาตุ
น้ำนมขาดมันเนย และมีคุณภาพหรือมาตรฐานตาม (9) ของตารางในข้อ 4 เหมาะสำหรับใช้เคลือบอาหาร
(ญ) ช็อกโกแลตชนิดครีม หมายความว่า ช็อกโกแลตที่ใส่น้ำตาล ครีม ธาตุน้ำนม
และมีคุณภาพหรือมาตรฐานตาม (10) ของตารางในข้อ 4
(ฏ) ช็อกโกแลตชนิดเส้น หมายความว่า ช็อกโกแลตที่ใส่น้ำตาล และมีคุณภาพ
หรือมาตรฐานตาม (11) ของตารางในข้อ 4
(ฏ) ช็อกโกแลตชนิดเกล็ด หมายความว่า ช็อกโกแลตที่ใส่น้ำตาล และมีคุณภาพ
หรือมาตรฐานตาม (12) ของตารางในข้อ 4
76
(ฐ) ช็อกโกแลตนมชนิดเส้น หมายความว่า ช็อกโกแลตที่ใส่น้ำตาล ธาตุน้ำนม
และมีคุณภาพหรือมาตรฐานตาม (13) ของตารางในข้อ 4
(ฑ) ช็อกโกแลตนมชนิดเกล็ด หมายความว่า ช็อกโกแลตที่ใส่น้ำตาล ธาตุน้ำนม
และมีคุณภาพหรือมาตรฐานตาม (14) ของตารางในข้อ 4
ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงช็อกโกแลตที่ใช้ไขมันอื่นแทนไขมันโกโก้บางส่วน
ตามปริมาณที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาด้วย
(2) ช็อกโกแลตปรุงแต่ง หมายความว่า ช็อกโกแลตตาม (1)(ก) ถึง (ญ) ที่ปรุงแต่งด้วย
กลิ่นรสที่กำหนดให้ใช้ได้ในข้อ 10 ในปริมาณเพียงพอที่จะให้กลิ่นรสเฉพาะนั้น ๆ
(3) ช็อกโกแลตผสม (composite chocolate) หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ช็อกโกแลต
ตาม (1)(ก) ถึง (ญ) หรือ (2) ที่มีส่วนประกอบอื่นที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพผสมอยู่ด้วย สารที่เป็นส่วนผสมนี้
จะต้องไม่เป็นแป้งและไขมัน เว้นแต่แป้งและไขมันนั้นจะเป็นส่วนผสมของส่วนประกอบที่ใช้เติมลงไป
(4) ช็อกโกแลตใส่ไส้ (filled chocolate) หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ซึ่งหุ้มด้วยช็อกโกแลต
ตาม (1)(ก) ถึง (ญ) หรือ (2) หรือ (3) ทั้งนี้ไม่รวมถึงขนมที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก
(5) ช็อกโกแลตขาว (white chocolate) หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นจากไขมัน
โกโก้ (cocoa butter) นมผง และน้ำตาล มาผ่านกรรมวิธีที่เหมาะสม ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อเดียวกัน
อาจใส่กลิ่น รส และ/หรือส่วนประกอบอื่นตามข้อ 9 ด้วยก็ได้
ข้อ 3 ช็อกโกแลตตามข้อ 2 ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีกลิ่นและรสตามลักษณะเฉพาะของช็อกโกแลตนั้น ๆ
(2) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(3) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์หรือสารเป็นพิษอื่นในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(4) ตรวจไม่พบเชื้อราในอาหาร 1 กรัม สำหรับช็อกโกแลตตามข้อ 2
(5) ไม่ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล
(6) ไม่มีการเจือสีใด ๆ ในช็อกโกแลตตามข้อ 2(1) ข้อ 2(2) และข้อ 2(5)
(7) ตรวจพบสารปนเปื้อนดังต่อไปนี้ ไม่เกิน
(ก) สารหนู
0.5 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม สำหรับช็อกโกแลตตามข้อ 2(1)(ข) ถึง (ฑ) ข้อ 2
(2) และข้อ 2(5)
1 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม สำหรับช็อกโกแลตตามข้อ 2(1)(ก) ข้อ 2(3) และ
ข้อ 2(4)
(ข) ทองแดง
15 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม สำหรับช็อกโกแลตตามข้อ 2(1)(ข) ถึง (ฑ) ข้อ 2
(2) และข้อ 2(5)
20 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม สำหรับช็อกโกแลตตามข้อ 2(3) และข้อ 2(4)
30 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม สำหรับช็อกโกแลตตามข้อ 2(1)(ก)
(ค) ตะกั่ว
1 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม เว้นแต่ช็อกโกแลตชนิดไม่หวาน ตรวจพบได้ไม่เกิน
2 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม
77
ข้อ 4 ช็อกโกแลตตามข้อ 2(1) นอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 3 แล้ว ต้องมีคุณภาพ
หรือมาตรฐานเฉพาะตามตารางดังต่อไปนี้ด้วย
ส่วนประกอบเป็นร้อยละของน้ำหนัก
คำนวณในสภาพที่
ปราศจากน้ำ
ชนิด
ไขมันโกโก้ โกโก้ปราศจาก
ไขมัน
(Fat-Free
Cocoa Solids)
โกโก้ทั้งหมด
(Total Cocoa
Solids)
มันเนย ธาตุน้ำนมไม่รวม
มันเนย
(ก)
ไขมันทั้งหมด น้ำตาล
(1) ช็อกโกแลตชนิดไม่หวาน ตั้งแต่ 50 ถึง 58 (ค) (ค) (ข) (ข) (ค) ห้ามใส่
(2) ช็อกโกแลต ไม่น้อยกว่า 18 ไม่น้อยกว่า 14 ไม่น้อยกว่า 35 (ข) (ข) (ค) ปริมาณที่เหมาะสม
(3) คูเวอร์เจอร์ช็อกโกแลต ไม่น้อยกว่า 31 ไม่น้อยกว่า 2.5 ไม่น้อยกว่า 35 (ข) (ข) (ค) ปริมาณที่เหมาะสม
(4) ช็อกโกแลตชนิดหวาน ไม่น้อยกว่า 18 ไม่น้อยกว่า 12 ไม่น้อยกว่า 30 (ข) (ข) (ค) ปริมาณที่เหมาะสม
(5) ช็อกโกแลตนม (ค) ไม่น้อยกว่า 2.5 ไม่น้อยกว่า 25 ไม่น้อยกว่า 3.5 ไม่น้อยกว่า 10.5 ไม่น้อยกว่า 25 ไม่เกิน 55
(6) คูเวอร์เจอร์ช็อกโกแลตนม (ค) ไม่น้อยกว่า 2.5 ไม่น้อยกว่า 25 ไม่น้อยกว่า 3.5 ไม่น้อยกว่า 10.5 ไม่น้อยกว่า 31 ไม่เกิน 55
(7) ช็อกโกแลตนมที่มีปริมาณนมสูง (ค) ไม่น้อยกว่า 2.5 ไม่น้อยกว่า 20 ไม่น้อยกว่า 5 ไม่น้อยกว่า 15 ไม่น้อยกว่า 25 ไม่เกิน 55
(8) ช็อกโกแลตนมขาดมันเนย (ค) ไม่น้อยกว่า 2.5 ไม่น้อยกว่า 25 ไม่น้อยกว่า 0.5 ไม่น้อยกว่า 14 ไม่น้อยกว่า 25 ไม่เกิน 55
(9) คูเวอร์เจอร์ช็อกโกแลตนมขาดมันเนย (ค) ไม่น้อยกว่า 2.5 ไม่น้อยกว่า 25 ไม่น้อยกว่า 0.5 ไม่น้อยกว่า 14 ไม่น้อยกว่า 31 ไม่เกิน 55
(10) ช็อกโกแลตชนิดครีม (ค) ไม่น้อยกว่า 2.5 ไม่น้อยกว่า 25 ไม่น้อยกว่า 7 ตั้งแต่ 3 ถึง 14 ไม่น้อยกว่า 25 ไม่เกิน 55
(11) ช็อกโกแลตชนิดเส้น ไม่น้อยกว่า 12 ไม่น้อยกว่า 14 ไม่น้อยกว่า 32 (ข) (ข) (ค) ปริมาณที่เหมาะสม
(12) ช็อกโกแลตชนิดเกล็ด ไม่น้อยกว่า 12 ไม่น้อยกว่า 14 ไม่น้อยกว่า 32 (ข) (ข) (ค) ปริมาณที่เหมาะสม
(13) ช็อกโกแลตนมชนิดเส้น (ค) ไม่น้อยกว่า 2.5 ไม่น้อยกว่า 20 ไม่น้อยกว่า 3.5 ไม่น้อยกว่า 10.5 ไม่น้อยกว่า 12 ไม่เกิน 66
(14) ช็อกโกแลตนมชนิดเกล็ด (ค) ไม่น้อยกว่า 2.5 ไม่น้อยกว่า 20 ไม่น้อยกว่า 3.5 ไม่น้อยกว่า 10.5 ไม่น้อยกว่า 12 ไม่เกิน 66
(ก) ธาตุน้ำนมไม่รวมมันเนยที่เป็นส่วนประกอบตามธรรมชาติของนม
(ข) อาจใส่องค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างของนมผงธรรมดาตามข้อ 9(2)
(ค) ไม่กำหนดปริมาณ
ข้อ 5 ช็อกโกแลตปรุงแต่งตามข้อ 2(2) นอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 3 และ
ตาม (1) ถึง (10) ของตารางในข้อ 4 แล้วแต่กรณีแล้ว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานเฉพาะดังต่อไปนี้ด้วย
(1) ช็อกโกแลตที่ปรุงแต่งด้วยกลิ่นรสกาแฟ ต้องมีกาแฟแท้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.5 ของ
น้ำหนัก หรือกาแฟสำเร็จรูปไม่น้อยกว่าร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก
(2) ช็อกโกแลตที่ปรุงแต่งด้วยกลิ่นรสอื่น ๆ ต้องมีสิ่งที่ใช้ปรุงแต่งกลิ่นรสในปริมาณ
เพียงพอที่จะให้กลิ่นรสเฉพาะนั้น ๆ ได้
ข้อ 6 ช็อกโกแลตผสมตามข้อ 2(3) นอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 3 และตาม
(1) ถึง (10) ของตารางในข้อ 4 แล้วแต่กรณีแล้ว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานเฉพาะ ดังต่อไปนี้
(1) มีช็อกโกแลตตามข้อ 2(1)(ก) ถึง (ญ) เป็นส่วนผสมไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของน้ำหนัก
(2) มีส่วนผสมอื่นที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่ไม่รวมถึงแป้งและไขมัน
(3) การเติมส่วนผสมอื่นให้เติมได้ในปริมาณ ดังต่อไปนี้
(ก) ไม่เกินร้อยละ 40 ของน้ำหนัก กรณีส่วนผสมที่เติมลงไปนั้นไม่รวมเป็นเนื้อ
เดียวกันกับช็อกโกแลต
(ข) ไม่เกินร้อยละ 30 ของน้ำหนัก กรณีส่วนผสมที่เติมลงไปนั้นรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
กับช็อกโกแลต
(ค) ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรณี
ส่วนผสมที่เติมลงไปนั้นมีทั้งที่รวมเป็นเนื้อเดียวกัน และไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกันกับช็อกโกแลต
ข้อ 7 ช็อกโกแลตใส่ไส้ตามข้อ 2(4) นอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 3 และ
ตาม (1) ถึง (10) ของตารางในข้อ 4 แล้วแต่กรณีแล้ว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานเฉพาะ ดังต่อไปนี้ด้วย
(1) มีช็อกโกแลตตามข้อ 2(1)(ก) ถึง (ญ) หรือช็อกโกแลตตามข้อ 2(2) หรือข้อ 2(3)
เป็นส่วนผสมไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของน้ำหนัก
(2) ไส้ที่ถูกหุ้มด้วยช็อกโกแลต จะต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง หรือตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
78
ข้อ 8 ช็อกโกแลตขาวตามข้อ 2(5) นอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 3 แล้ว ต้องมี
คุณภาพหรือมาตรฐานเฉพาะดังต่อไปนี้ด้วย
(1) มีไขมันโกโก้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนัก คำนวณในสภาพที่ปราศจากน้ำ
(2) มีมันเนยไม่น้อยกว่าร้อยละ 3.5 ของน้ำหนัก คำนวณในสภาพที่ปราศจากน้ำ
(3) มีธาตุน้ำนมไม่รวมมันเนยไม่น้อยกว่าร้อยละ 10.5 ของน้ำหนัก คำนวณในสภาพที่
ปราศจากน้ำ
(4) มีน้ำตาลไม่เกินร้อยละ 55 ของน้ำหนัก
ข้อ 9 ช็อกโกแลตตามข้อ 2(1) ข้อ 2(2) และข้อ 2(5) อาจใส่ส่วนผสมอื่นได้ ดังนี้
(1) เครื่องเทศหรือเกลือในปริมาณเล็กน้อย
(2) องค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างของนมผงธรรมดา ในปริมาณ
ไม่เกินร้อยละ 5 ของน้ำหนัก คำนวณในสภาพที่ปราศจากน้ำ เฉพาะ
(ก) ช็อกโกแลตตามข้อ 2(1)(ก)(ข)(ค)(ง)(ฎ) และ (ฏ)
(ข) ช็อกโกแลตตามข้อ 2(5)
ข้อ 10 ช็อกโกแลตตามข้อ 2 อาจใช้วัตถุเจือปนอาหารได้ตามชนิดและปริมาณที่กำหนดไว้
ตามตาราง ดังต่อไปนี้ ยกเว้นสารแต่งกลิ่นรสช็อกโกแลตและนมที่สังเคราะห์ให้เหมือนธรรมชาติ
อันดับ วัตถุประสงค์ ชื่อวัตถุเจือปนอาหาร ปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ได้
(มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม)
ชนิดของช็อกโกแลต
1. อีมัลซิไฟเออร์
(emulsifier)
(ก) โมโนและไดกลีเซอร์ไรด์ของกรด
ไขมันที่ใช้รับประทานได้
15,000 สำหรับช็อกโกแลตตามข้อ 2
(1) ข้อ 2(2) และข้อ 2(5)
(ข) เลซิติน. 5,000 ของส่วนประกอบของ
เลซิตินที่ไม่ละลายในอะซีโตน
สำหรับช็อกโกแลตตามข้อ 2
(1) (ก) ถึง (ญ)
10,000 ของส่วนประกอบของ
เลซิตินที่ไม่ละลายในอะซีโตน
สำหรับช็อกโกแลตตามข้อ 2
(1) (ฎ) ถึง (ฑ) และข้อ 2(5)
(ค) เกลือแอมโมเนียมของกรดฟอสฟา
ทิดิก
7,000 สำหรับช็อกโกแลตตามข้อ 2
(1) (ก) ถึง (ฑ) และข้อ 2(5)
(ง) โพลีกลีเซอรอลโพลีริซิโนลีอิก 5,000 สำหรับช็อกโกแลตตามข้อ 2
(1) (ก) ถึง (ฑ) และข้อ 2(5)
(จ) ซอร์บิแทนโมโนสเตียเรต 10,000 ”
(ฉ) ซอร์บิแทนไตรสเตียเรส 10,000 ”
(ช) โพลีออกซีเอทีลีน (20) ซอร์บิแทน
โมโนสเตียเรต
10,000 ”
อีมัลซิไฟเออร์ตาม (ก) ถึง (ช)
จะใช้รวมกันได้ไม่เกิน 15,000
2. การแต่งกลิ่นรส (ก) วานิลลา ปริมาณเล็กน้อยเพื่อปรับกลิ่นรส สำหรับช็อกโกแลตตามข้อ 2
(1) ข้อ 2(2) และข้อ 2(5)
(ข) เอทิลวานิลลิน ”
(ค) สารแต่งกลิ่นรสธรรมชาติชนิดอื่น
และสารแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์
ให้เหมือนสารแต่งกลิ่นรสดังกล่าว
ตามประเภทหรือชนิดที่ได้รับความ
เห็นชอบจากสำนักงานคณะ
กรรมการอาหารและยา
”
79
ข้อ 11 ภาชนะบรรจุที่ใช้บรรจุช็อกโกแลตตามข้อ 2 ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง ภาชนะบรรจุ
ข้อ 12 การแสดงฉลากของช็อกโกแลตตามข้อ 2 ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 68 (พ.ศ.2525) เรื่อง ฉลาก ลงวันที่ 29 เมษายน 2525 ยกเว้นข้อ 3 ข้อ 12 และข้อ 14 ให้ปฏิบัติตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้
ข้อ 13 ฉลากของช็อกโกแลตตามข้อ 2 ที่จำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็น
ภาษาไทย แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และจะต้องมีข้อความแสดงรายละเอียดดังต่อไปนี้ เว้นแต่
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะยกเว้นให้ไม่ต้องระบุข้อความใดข้อความหนึ่ง
(1) ชื่อของช็อกโกแลต
(2) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย แล้วแต่กรณี ช็อกโกแลตที่
ผลิตในประเทศอาจแสดงสำนักงานแห่งใหญ่ของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุก็ได้ ในกรณีที่นำเข้าให้แสดง
ประเทศผู้ผลิตด้วย
(3) ปริมาณสุทธิของช็อกโกแลต เป็นระบบเมตริก
(ก) ช็อกโกแลตที่เป็นผงหรือแห้งหรือก้อน ให้แสดงน้ำหนักสุทธิ
(ข) ช็อกโกแลตที่เป็นของเหลว ให้แสดงปริมาตรสุทธิ
(ค) ช็อกโกแลตที่มีลักษณะครึ่งแข็งครึ่งเหลว อาจแสดงเป็นน้ำหนักสุทธิหรือ
ปริมาตรสุทธิก็ได้
(4) ส่วนประกอบที่สำคัญเป็นร้อยละของน้ำหนักโดยประมาณ และให้เรียงตามลำดับ
ปริมาณจากมากไปน้อย
(5) เดือนและปีที่ผลิต หรือ วันเดือนและปีที่หมดอายุการใช้ โดยมีข้อความว่า “ผลิต”
หรือ “หมดอายุ” แล้วแต่กรณีกำกับไว้ด้วย
(6) คำแนะนำการเก็บรักษา ถ้ามี
(7) วิธีปรุงเพื่อรับประทาน ถ้ามี
ช็อกโกแลตที่มีเนื้อที่ของฉลากทั้งแผ่นน้อยกว่า 35 ตารางเซนติเมตร อาจไม่แสดง
ข้อความตามที่กำหนดใน (3)(4)(6) และ (7) ก็ได้ แต่ต้องแสดงไว้ที่หีบห่อของภาชนะที่บรรจุช็อกโกแลต
ข้อ 14 ชื่อช็อกโกแลต ต้องไม่ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ ไม่เป็นเท็จ ไม่เป็นการหลอกลวง
ให้เกิดความหลงเชื่อ หรือขัดกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทย หรือส่อไปในทางทำลายคุณค่าของภาษาไทย
และมีข้อความต่อเนื่องกันในแนวนอน ขนาดตัวอักษรใกล้เคียงกัน ในกรณีที่ไม่อาจแสดงได้หมดในบรรทัด
เดียวกันอาจแยกเป็นหลายบรรทัดก็ได้ หรือในกรณีที่ไม่อาจใช้ขนาดตัวอักษรใกล้เคียงกันให้ใช้ขนาดของ
ตัวอักษรตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเห็นสมควรก็ได้
ข้อ 15 ผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1) หากใช้ชื่อทางการค้า ให้มีข้อความกำกับชื่อ แล้วแต่กรณี
ดังต่อไปนี้
(1) “ช็อกโกแลตชนิดไม่หวาน” สำหรับผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1)(ก)
(2) “ช็อกโกแลต” สำหรับผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1)(ข)
(3) “คูเวอร์เจอร์ช็อกโกแลต” สำหรับผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1)(ค) และในกรณีที่คูเวอร์เจอร์
ช็อกโกแลตนั้นมีโกโก้ปราศจากไขมันไม่น้อยกว่าร้อยละ 16 ของน้ำหนัก คำนวณในสภาพที่ปราศจากน้ำ
อาจใช้ข้อความ “ดาร์คคูเวอร์เจอร์ช็อกโกแลต (dark couverture chocolate)” กำกับชื่อก็ได้
(4) “ช็อกโกแลตชนิดหวาน” หรือ “เพลนช็อกโกแลต” สำหรับผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1)(ง)
80
(5) “ช็อกโกแลต” สำหรับผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1)(จ)
(6) “คูเวอร์เจอร์ช็อกโกแลตนม” สำหรับผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1)(ฉ)
(7) “ช็อกโกแลตนม” โดยแสดงปริมาณเป็นร้อยละของธาตุน้ำนมและโกโก้กำกับไว้ด้วย
สำหรับผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1)(ช)
(8) “ช็อกโกแลตนมขาดมันเนย” สำหรับผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1)(ซ)
(9) “คูเวอร์เจอร์ช็อกโกแลตนมขาดมันเนย” สำหรับผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1)(ฌ)
(10) “ช็อกโกแลตชนิดครีม” สำหรับผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1)(ญ)
(11) “ช็อกโกแลตชนิดเส้น” สำหรับผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1)(ฎ)
(12) “ช็อกโกแลตชนิดเกล็ด” สำหรับผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1)(ฏ)
(13) “ช็อกโกแลตนมชนิดเส้น” สำหรับผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1)(ฐ)
(14) “ช็อกโกแลตนมชนิดเกล็ด” สำหรับผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1)(ฑ)
ข้อ 16 ผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(2) หากใช้ชื่อทางการค้า ให้มีข้อความกำกับชื่อ แล้วแต่กรณี
ดังต่อไปนี้
(1) “ช็อกโกแลตรส ……” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชื่อกลิ่นรสที่ใช้ปรุงแต่ง) สำหรับ
ช็อกโกแลตที่มีการใช้สารแต่งกลิ่นรสตามธรรมชาติ
(2) “ช็อกโกแลตกลิ่น ……” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชื่อกลิ่นรสที่ใช้ปรุงแต่ง) สำหรับ
ช็อกโกแลตที่มีการใช้สารแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์
ข้อ 17 ผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(3) หากใช้ชื่อทางการค้า ให้มีข้อความ “ช็อกโกแลตผสม” กำกับ
ชื่อ และมีข้อความแสดงชนิดและปริมาณของส่วนประกอบที่เป็นส่วนผสมไว้ใต้ชื่อดังกล่าวด้วย
ข้อ 18 ผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(4) หากใช้ชื่อทางการค้า ให้มีข้อความ “ช็อกโกแลตไส้ …..”
(ความที่เว้นไว้ให้ระบุชนิดของไส้) กำกับชื่อด้วย
ข้อ 19 ผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(5) หากใช้ชื่อทางการค้า ให้มีข้อความ “ช็อกโกแลตขาว” กำกับชื่อด้วย
ข้อ 20 ผลิตภัณฑ์ตามข้อ 2(1) ข้อ 2(2) ข้อ 2(3) และข้อ 2(4) ที่ใช้ไขมันอื่นแทนไขมันโกโก้
บางส่วน หากใช้ชื่อทางการค้า ให้มีข้อความตามข้อ 15 ข้อ 16 ข้อ 17 และข้อ 18 แล้วแต่กรณีกำกับชื่อด้วย
และจะต้องแสดงข้อความ “ใช้ไขมัน …..% แทนไขมันโกโก้” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชนิดและปริมาณของ
ไขมันที่ใช้แทนไขมันโก้โก้) ด้วยตัวอักษรขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 5 มิลลิเมตร และสีตัดกับสีพื้นของฉลาก
ใต้ชื่อช็อกโกแลตนั้น ๆ ด้วย
ข้อ 21 กรณีช็อกโกแลตหลายชนิดที่บรรจุในภาชนะเดียวกัน (assorted chocolate) หากใช้
ชื่อทางการค้า ให้มีข้อความ “ช็อกโกแลตชนิดต่าง ๆ” กำกับชื่อ และมีข้อความแสดงจำนวนและชนิดของ
ช็อกโกแลตชนิดต่าง ๆ ที่บรรจุไว้บนฉลากด้วย
ข้อ 22 ในกรณีที่มีชื่อของช็อกโกแลตตามข้อ 2 เป็นภาษาต่างประเทศด้วย ขนาดของตัวอักษร
ที่แสดงชื่อที่เป็นภาษาไทยต้องมีขนาดไม่เล็กกว่าตัวอักษรที่แสดงชื่อเป็นภาษาต่างประเทศ
ข้อ 23 การแสดงสีของพื้นฉลากและสีของข้อความในฉลาก ต้องใช้สีที่ตัดกัน ซึ่งทำให้ข้อความ
ที่ระบุอ่านได้ชัดเจน ขนาดของตัวอักษรหรือบริเวณพื้นที่ในฉลากที่ระบุข้อความนั้น ต้องมีขนาดตัวอักษร
สัมพันธ์กับขนาดของพื้นที่ฉลาก
ข้อ 24 การผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือที่จำหน่ายช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์ที่มี
81
ช็อกโกแลตเป็นส่วนผสม หากช็อกโกแลตนั้นไม่มีคุณภาพหรือมาตรฐานเป็นไปตามที่ได้กำหนดไว้ใน
ประกาศฉบับนี้ ห้ามมิให้แสดงคำว่า “ช็อกโกแลต” ไว้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของฉลาก
ข้อ 25 ประกาศฉบับนี้
(1) ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาเป็นต้นไป
(2) ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ซึ่งช็อกโกแลตหรือผลิตภัณฑ์ที่มีช็อกโกแลตเป็นส่วนประกอบ
รวมทั้งผู้ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้ผลิต นำเข้า
ซึ่งช็อกโกแลตหรือผลิตภัณฑ์ที่มีช็อกโกแลตเป็นส่วนประกอบอยู่ก่อน หรือในวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ
ที่ได้จัดทำฉลากไว้ใช้ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ และฉลากนั้นมีข้อความไม่ถูกต้องตามที่กำหนดไว้
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ ยื่นคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ใช้บังคับ และเมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้คงใช้ฉลากนั้นไปพลาง
ก่อนจนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือถึงวันที่ผู้อนุญาตได้แจ้งให้ทราบถึงการไม่อนุญาตให้ใช้ฉลากนั้นต่อไป
ในการอนุญาตให้ใช้ฉลากใหม่ตามวรรคหนึ่ง ถ้าปรากฏว่าฉลากเดิมที่ได้จัดทำไว้ใช้
ก่อนวันที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ใช้บังคับยังเหลืออยู่ และไม่ถูกต้องตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขฉบับนี้ ผู้อนุญาตจะอนุญาตให้ใช้ฉลากเดิมไปพลางก่อนจนกว่าจะหมดก็ได้แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี
นับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ
ประกาศ ณ วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2527
มารุต บุนนาค
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(101 ร.จ.1 ตอนที่ 184 (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2527)
82
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 92 (พ.ศ.2528)
เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุ การใช้ภาชนะบรรจุ
และการห้ามใช้วัตถุใดเป็นภาชนะบรรจุอาหาร
-----------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิก
(1) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดคุณภาพ
หรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุ การใช้ภาชนะบรรจุ และการห้ามมิให้ใช้สิ่งใดเป็นภาชนะบรรจุอาหาร ลงวัน
ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2522
(2) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดการใช้ถุงพลาสติก
หรือแผ่นพลาสติกเป็นภาชนะบรรจุอาหาร ลงวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2522
(3) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 17 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดลักษณะคุณภาพ
มาตรฐานภาชนะเครื่องเคลือบดินเผาหรือเครื่องโลหะเคลือบที่ใช้บรรจุอาหาร ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
ข้อ 2 ในประกาศนี้
(1) ภาชนะบรรจุ หมายความว่า วัตถุที่ใช้บรรจุอาหารไม่ว่าด้วยการใส่หรือห่อ หรือด้วยวิธี
ใด ๆ และให้หมายความรวมถึงฝาหรือจุกด้วย
(2) ภาชนะเซรามิก หมายความว่า ผลิตภัณฑ์อโลหะ อนินทรีย์ที่คงตัว หลังจากเผาผนึก
หรือหลอมตัวที่อุณหภูมิสูง ที่ใช้เป็นภาชนะบรรจุ
(3) ภาชนะโลหะเคลือบ หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารเคมีเคลือบบนพื้นผิวโลหะที่
ขึ้นรูปแล้ว เพื่อป้องกันการสึกกร่อนที่ใช้เป็นภาชนะบรรจุ
ข้อ 3 ภาชนะเซรามิกและภาชนะโลหะเคลือบ ได้แก่
(1) ภาชนะแบบแบน หมายความว่า ภาชนะซึ่งมีความลึกไม่เกิน 25 มิลลิเมตร เมื่อวัดใน
แนวดิ่งจากจุดลึกที่สุดภายในภาชนะถึงแนวระดับราบของขอบริมบนสุดของภาชนะ
(2) ภาชนะแบบลึก หมายความว่า ภาชนะซึ่งมีความลึกเมื่อวัดตาม (1) แล้วเกิน
25 มิลลิเมตร
(ก) ภาชนะแบบลึกขนาดเล็ก หมายความว่า ภาชนะที่มีความจุน้อยกว่า 1.1 ลิตร
(ข) ภาชนะแบบลึกขนาดใหญ่ หมายความว่า ภาชนะที่มีความจุตั้งแต่ 1.1 ลิตร ขึ้นไป
(3) ภาชนะบรรจุอาหารสำหรับทารก หมายความว่า ภาชนะซึ่งใช้บรรจุอาหารของเด็ก
ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 12 เดือน
(4) ภาชนะหุงต้ม หมายความว่า ภาชนะซึ่งผลิตขึ้นให้ทนต่อความร้อนที่ใช้ในการประกอบ
อาหาร
83
ข้อ 4 ภาชนะบรรจุต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังนี้
(1) สะอาด
(2) ไม่เคยใช้บรรจุหรือใส่อาหารหรือวัตถุอื่นใดมาก่อน เว้นแต่ภาชนะบรรจุที่เป็นแก้ว
เซรามิก โลหะเคลือบ หรือพลาสติก แต่ทั้งนี้ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 7 และข้อ 8
(3) ไม่มีโลหะหนักหรือสารอื่นออกมาปนเปื้อนกับอาหารในปริมาณที่อาจเป็นอันตราย
ต่อสุขภาพ
(4) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(5) ไม่มีสีออกมาปนเปื้อนกับอาหาร
ข้อ 5 (1)
ข้อ 6 ภาชนะที่เป็นภาชนะเซรามิกหรือภาชนะโลหะเคลือบ นอกจากจะต้องมีคุณภาพหรือ
มาตรฐานตามข้อ 4 แล้ว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานของตะกั่วและแคดเมี่ยม โดยตรวจพบปริมาณโลหะที่
ละลายออกมา เมื่อวิเคราะห์โดยวิธีตามที่กำหนดในหนังสือ เอโอเอซี (Association of Official Analytical
Chemists) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 13 ปี ค.ศ.1980 ข้อ 25.031 ถึงข้อ 25.034 เว้นแต่
ภาชนะหุงต้มเมื่อวิเคราะห์โดยวิธีตามที่กำหนดในวารสาร เอโอเอซี ของประเทศสหรัฐอเมริกา ฉบับปี ค.ศ.1983
ฉบับที่ 66 ตอนที่ 3 หน้าที่ 610 ถึงหน้า 619 ได้ไม่เกินข้อกำหนดตามบัญชีหมายเลข 2 ท้ายประกาศนี้
ข้อ 7 ห้ามมิให้ใช้ภาชนะบรรจุที่เคยใช้บรรจุหรือหุ้มห่อปุ๋ย สารมีพิษ หรือวัตถุที่อาจเป็นอันตราย
ต่อสุขภาพเป็นภาชนะบรรจุอาหาร
ข้อ 8 ห้ามมิให้ใช้ภาชนะบรรจุที่ทำขึ้นเพื่อใช้บรรจุสิ่งของอย่างอื่นที่มิใช่อาหาร หรือมีรูป
รอยประดิษฐ์ หรือข้อความใดที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญของอาหารที่บรรจุอยู่ในภาชนะนั้น
เป็นภาชนะบรรจุอาหาร
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2528
มารุต บุนนาค
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ เล่มที่ 102 ตอนที่ 117 ลงวันที่ 2 กันยายน พ.ศ.2528)
--------------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 5 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 92 (พ.ศ.2528) ถูกยกเลิกโดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 111 (พ.ศ.2531) เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมารตรฐานของภาชนะบรรจุพลาสติก การใช้ภาชนะบรรจุพลาสติก และการห้ามใช้วัตถุใดเป็นภาชนะ
บรรจุอาหาร (105 ร.จ. 2360 ตอนที่ 46 ง. ลงวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2531) และประกาศฯ ดังกล่าว ถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 295)
พ.ศ.2548 เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติก (123 ร.จ. ตอนที่ 1 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจานุเบกษาฯ) ลงวันที่
6 มกราคม พ.ศ.2549) และไม่มีการเพิ่มข้อความใดๆ เข้ามาแทนข้อความที่ถูกยกเลิก
84
ท้ายประกาศกระทรวบงัญสาชธีหามราณยสเลุขข ฉ 1บับที่ 92 (พ.ศ.2528)
ปริมาณสูงสุดที่กำหนดให้มีได้ (มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม)
ชนิดของพลาสติก
รายละเอียด
โพลีไวนิลคลอไรด์
(Polyvinyl chloride)
โพลีเอทธิลีน โพลีโปรปิลีน
(Polyethylene Polypropylene)
โพลีสไตรีน (Polystyrene)
โพลีไวนิลิดีนคลอไรด์ (Polyvinylidene
chloride)
โพลีเอทธิลีนเทอราพ์ทาลเลต
(Polyethylene teraph thalate)
พลาสติกชนิดอื่น
ชนิดลามิเนต ซึ่งด้านที่สัมผัสกับอาหาร
เป็นพลาสติกชนิดโพลีเอทธิลีน เช่น
ภาชนะบรรจุนมหรือเครื่องดื่ม
เมลามีน (Melamine)
ชนิดลามิเนตพลาสติกล้วน ซึ่งด้านที่
สัมผัสกับอาหารเป็นพลาสติกชนิดโพลีส
ไตรีน สำหรับบรรจุนมหรือผลิตภัณฑ์นม
และเครื่องดื่ม
(ก) ตะกั่ว 100 100 100 100 100 - 20 - 20
(ข) แคดเมี่ยม 100 100 100 100 100 - - - -
(ค) แบเรียม - - - 100 - - - - -
(ง) สารประกอบไดบิวทิลทิน (Dibutyltin Compound) 100 - - - - - - - -
(จ) ครีซิลฟอสเฟต (Cresyl phosphate) 1,000 - - - - - - - -
(ฉ) ไวนิลคลอไรด์โมโนเมอร์ 1 - - - - - - - -
(ช) ไวนิลิดีนคลอไรด์ (Vinylidene Chloride) - - - 6 - - - - -
(ซ) สารระเหยได้ (Volatile substances) คือ โทลูอีน (Toluene) เอทิลเบนซีน (Ethyl benzene) - - 5,000 - - - - - 1,500
ไอโซโปรปิลเบนซีน (Isopropyl benzene) นอร์มัลโปรปิลเบนซีน (n-propyl benzene) และสไตรีน (Styrene) - - (2,000)** - - - - - -
(ฌ) ฟีนอล (Phenol) - - - - - 30 - ต้องไม่พบ* -
(ญ) ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) - - - - - 4 - ต้องไม่พบ* -
(ฎ) พลวง (Antimony) - - - - 0.05 - - - -
(ฏ) เยอร์มาเนียม (Germanium) - - - - 0.1 - - - -
(ฐ) โลหะหนัก (คำนวณเป็นตะกั่ว) 1 1 1 1 1 1 1 1* -
(ฑ) โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตที่ใช้ทำปฏิกริยา (KMnO2 Reducing Substance) 10 10 10 10 10 10 5 10* 5
(ฒ) สารตกค้างที่ระเหยได้ในน้ำ (กรณีอาหารที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง เกิน 5) 30 30 30 30 30 - 15 30* 15
(ณ) สารตกค้างจากสารที่ระเหยได้ในกรดอะซีติก ความเข้มข้นร้อยละ 4 (กรณีอาหารที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง
ไม่เกิน 5)
30 30 30 30 30 30 15 30* 15
(ด) สารตกค้างจากสารที่ระเหยได้ในแอลกอฮอล์ ความเข้มข้นร้อยละ 20 (กรณีเป็นอาหารที่มีแอลกอฮอล์) 30 30 30 30 30 - 15 30* 15
(ต) สารตกค้างจากสารที่ระเหยได้ในนอร์มัลเฮปเทน (n-heptane) (กรณีไขมัน น้ำมัน และอาหารที่มีไขมัน) 150 150
(30)**
240 30 30 - 15 30* 15
(ถ) สารหนู - - - - - - 2 - 2
(ท) สารที่สกัดด้วยนอร์มัลเฮกเซน (Extracts by n-Hesane) - - - - - - 26,000 - -
(ธ) สารที่ละลายได้ในไซลีน - - - - - - 113,000 - -
หมายเหตุ * ต้องวิเคราะห์ที่อุณหภูมิใช้งาน - ไม่ต้องวิเคราะห์ตามรายการนั้น ( )** กรณีที่ใช้งานที่อุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส
85
บัญชีหมายเลข 2
ท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 92 (พ.ศ.2528)
ผลิตภัณฑ์ ตะกั่ว
(มิลลิกรัมต่อลิตร)
แคดเมียม
(มิลลิกรัมต่อลิตร)
ภาชนะแบบแบน 7 0.7
ภาชนะแบบลึกขนาดเล็ก 5.0 0.5
ภาชนะแบบลึกขนาดใหญ่ 2.5 0.25
ภาชนะบรรจุอาหารสำหรับทารก 2.5 0.25
ภาชนะหุงต้ม 5.0 0.5
86
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 98 (พ.ศ.2529)
เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน
-----------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 80 (พ.ศ.2527) เรื่อง กำหนดมาตรฐาน
อาหารที่มีสารปนเปื้อน ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2527
ข้อ 2 ให้อาหารที่มีสารปนเปื้อนที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือที่จำหน่าย
เป็นอาหารที่กำหนดมาตรฐาน
ข้อ 3 สารปนเปื้อน หมายความว่า สารที่ปนเปื้อนกับอาหารซึ่งเกิดจากกระบวนการผลิต
กรรมวิธีการผลิต โรงงานหรือสถานที่ผลิต การดูแลรักษา การบรรจุ การขนส่งหรือการเก็บรักษา หรือ
เกิดเนื่องจากการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อม
ข้อ 4 อาหารที่มีสารปนเปื้อนต้องมีมาตรฐาน โดยตรวจพบสารปนเปื้อนได้ไม่เกินข้อกำหนด
ดังต่อไปนี้
(1) โลหะ
(ก) ดีบุก 250 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
(ข) สังกะสี 100 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
(ค) ทองแดง 20 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
(ง) ตะกั่ว 1 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เว้นแต่อาหารที่มีสารตะกั่ว
ปนเปื้อนตามธรรมชาติในปริมาณสูง ให้มีได้ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(จ) สารหนูในรูปอนินทรีย์ (Inorganic Arsenic) 2 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
สำหรับสัตว์น้ำและอาหารทะเล และสารหนูทั้งหมด (Total Arsenic) 2 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
สำหรับอาหารอื่น(1)
(ฉ) ปรอท 0.5 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับอาหารทะเล และ
ไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับอาหารอื่น
(2) อฟลาทอกซิน 20 ไมโครกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
(3) สารปนเปื้อนอื่น ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 5 ประกาศฉบับนี้ มิให้ใช้บังคับแก่อาหารที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือ
ที่จำหน่าย ที่ได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้เป็นอาหารควบคุมเฉพาะ หรืออาหารที่กำหนด
คุณภาพหรือมาตรฐาน และในประกาศกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดปริมาณของสารปนเปื้อนไว้โดยเฉพาะ
หรือกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นแล้ว
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2529
มารุต บุนนาค
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ เล่มที่ 103 ตอนที่ 23 ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2529) --------------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 4(1)(จ) ข้อ 4 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 98) พ..ศ. 2529 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 273) พ.ศ.2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน (ฉบับที่ 2) (120 ร.จ. ตอนที่ 77 ง. ลงวันที่ 16 กรกฎาคม
พ.ศ.2546) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
87
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 100 (พ.ศ.2529)
เรื่อง การแสดงฉลากของวุ้นสำเร็จรูปและขนมเยลลี่
-----------------------------------------------
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้วุ้นสำเร็จรูปและขนมเยลลี่ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท เป็นอาหารที่ต้องมีฉลาก
ข้อ 2 ในประกาศนี้
วุ้นสำเร็จรูป หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะนุ่มและยืดหยุ่นเป็นวุ้น ทำจากน้ำตาล
เป็นส่วนประกอบหลัก และอาจมีน้ำผลไม้ผสมอยู่ หรือปรุงแต่งด้วยสีหรือสารแต่งกลิ่นรสอีกด้วยก็ได้ และ
ให้หมายความรวมถึงวุ้นสำเร็จรูปที่เป็นชนิดแห้งด้วย
ขนมเยลลี่ หมายความว่า วุ้นสำเร็จรูปที่มีน้ำผลไม้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนัก
และไม่เกินร้อยละ 20 ของน้ำหนัก และให้หมายความรวมถึงขนมเยลลี่ที่เป็นชนิดแห้งด้วย
น้ำผลไม้ หมายความว่า น้ำผลไม้ล้วนที่ได้จากการคั้นหรือสกัดจากผลไม้ หรือทำจาก
น้ำผลไม้ที่ผ่านกรรมวิธี หรือทำให้เข้มข้นหรือแช่แข็ง ซึ่งผ่านการกรองแล้ว และให้หมายความรวมถึงผักที่
เหมาะสมในการทำวุ้นสำเร็จรูป และขนมเยลลี่ด้วย
ข้อ 3 การแสดงฉลากของวุ้นสำเร็จรูปและขนมเยลลี่ ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 68 (พ.ศ.2525) เรื่อง ฉลาก ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2525 ยกเว้นข้อ 3 ให้ปฏิบัติตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้
ข้อ 4 ฉลากของวุ้นสำเร็จรูปและขนมเยลลี่ที่จำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็น
ภาษาไทย แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และจะต้องมีข้อความแสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(1) ชื่ออาหาร
(2) เลขทะเบียนตำรับอาหาร (ถ้ามี)
(3) ชื่อของวัตถุที่เป็นตัวทำให้นุ่มและยืดหยุ่นเป็นวุ้น ไว้ในวงเล็บกำกับชื่ออาหาร
(4) ปริมาณเป็นร้อยละของน้ำหนักของน้ำผลไม้ที่เป็นส่วนประกอบกำกับชื่อไว้ด้วย
กรณีที่เป็นขนมเยลลี่
(5) ชื่อและที่ตั้งของสถานที่ผลิต หรือของผู้แบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย แล้วแต่กรณี
วุ้นสำเร็จรูปและขนมเยลลี่ที่ผลิตในประเทศอาจแสดงสำนักงานใหญ่ของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุก็ได้
สำหรับวุ้นสำเร็จรูปและขนมเยลลี่ที่นำเข้าให้แสดงประเทศผู้ผลิตด้วย
(6) ปริมาณสุทธิเป็นระบบเมตริก
(ก) อาหารที่เป็นผง หรือแห้ง ให้แสดงน้ำหนักสุทธิ
(ข) อาหารที่มีลักษณะครึ่งแข็งครึ่งเหลว อาจแสดงเป็นน้ำหนักสุทธิหรือปริมาตร
สุทธิก็ได้
88
(7) ส่วนประกอบที่สำคัญเป็นร้อยละของน้ำหนักโดยประมาณ
(8) วัน เดือน และปีที่หมดอายุโดยมีคำว่า "หมดอายุ" กำกับไว้ด้วย เว้นแต่ขนมเยลลี่
และวุ้นสำเร็จรูปชนิดแห้ง อาจแสดงวัน เดือน และปีที่ผลิต หรือ เดือน และปีที่หมดอายุ โดยมีคำว่า "ผลิต"
หรือ "หมดอายุ" กำกับไว้ด้วย แล้วแต่กรณี
(9) วิธีปรุงเพื่อรับประทาน (ถ้ามี)
(10) คำเตือนในการบริโภค (ถ้ามี)
(11) คำแนะนำในการเก็บรักษา (ถ้ามี)
(12) ข้อความว่า "เจือสีธรรมชาติ" หรือ "เจือสีสังเคราะห์" ถ้ามีการใช้ แล้วแต่กรณี
(13) ข้อความว่า "แต่งกลิ่นธรรมชาติ" "แต่งกลิ่นเลียนธรรมชาติ" "แต่งกลิ่นสังเคราะห์"
"แต่งรสธรรมชาติ" หรือ "แต่งรสเลียนธรรมชาติ" ถ้ามีการใช้ แล้วแต่กรณี
(14) ข้อความว่า "ใช้วัตถุกันเสีย" ถ้ามีการใช้
(15) ข้อความว่า "เด็กควรบริโภคแต่น้อย" ด้วยตัวอักษรสีแดงขนาด 5 มิลลิเมตร ในกรอบ
พื้นสีขาว ในกรณีที่เป็นวุ้นสำเร็จรูป
ข้อ 5 ประกาศฉบับนี้
(1) ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เป็นต้นไป
(2) ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ซึ่งวุ้นสำเร็จรูปและขนมเยลลี่ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ฉลากไว้แล้ว
หรือที่ได้จัดทำฉลากไว้ใช้ก่อนวันที่ประกาศฉบับที่ใช้บังคับ ยื่นคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้อง หรือขอใช้
ฉลากภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ และเมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้คงใช้ฉลากนั้น
ไปพลางก่อนได้ จนกว่าจะได้รับอนุญาตหรือถึงวันที่ผู้อนุญาตได้แจ้งให้ทราบถึงการไม่อนุญาตให้ใช้ฉลากนั้น
ต่อไป
ในการอนุญาตให้ใช้ฉลากใหม่ตามวรรคหนึ่ง ถ้าปรากฏว่าฉลากเดิมที่ได้จัดทำไว้ใช้
ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับเหลืออยู่ และไม่ถูกต้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้
ผู้อนุญาตจะอนุญาตให้ใช้ฉลากเดิมไปพลางก่อนจนกว่าจะหมดก็ได้แต่ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
นับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ
ประกาศ ณ วันที่ 10 เมษายน พ.ศ.2529
เทอดพงษ์ ไชยนันทน์
รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ รักษาราชการแทน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 103 ตอนที่ 81 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2529)
89
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 102 (พ.ศ.2529)
เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีกัมมันตรังสี
-----------------------------------------------
ด้วยปรากฏว่าได้เกิดวินาศภัยขึ้นที่โรงงานไฟฟ้าปรมาณู ณ เมืองเชอร์โนบิล ประเทศสหภาพ
โซเวียต เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2529 ทำให้มีฝุ่นกัมมันตรังสีแพร่กระจายในชั้นบรรยากาศ ซึ่งอาจก่อให้เกิด
อันตรายต่อสุขภาพของประชาชนทั้งโดยตรงและทางอ้อม เนื่องจากการปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเพื่อ
คุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค อันเนื่องมาจากการปนเปื้อนของฝุ่นกัมมันตรังสี
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และ 6(3) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้อาหารที่มีฝุ่นกัมมันตรังสีปนเปื้อนที่ผลิตเพื่อจำหน่าย นำเข้าเพื่อจำหน่าย หรือที่จำหน่าย
เป็นอาหารที่กำหนดมาตรฐาน
ข้อ 2 อาหารตามข้อ 1 ต้องมีมาตรฐาน โดยตรวจพบกัมมันตภาพรังสีในรูปของซีเซียม-137
(Cs-137) ไม่เกินระดับปริมาณ ดังต่อไปนี้
(1) นมสด 7 เบคเคอเรล ต่อลิตร (Bq/L)
(2) นมผง ผลิตภัณฑ์นม และอาหารที่ใช้สำหรับทารก 21 เบคเคอเรล ต่อกิโลกรัม (Bq/Kg)
(3) ธัญพืชและอาหารประเภทอื่น 6 เบคเคอเรล ต่อกิโลกรัม (Bq/Kg)
ข้อ 3 เพื่อประโยชน์ในการควบคุมอาหารตามข้อ 1 เฉพาะที่มีการนำเข้ามาในราชอาณาจักรให้
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีอำนาจประกาศกำหนดประเภทและชนิดของอาหาร ซึ่งผู้นำเข้ามา
ในราชอาณาจักรแต่ละครั้ง จะต้องมีหนังสือรับรองความปลอดภัยระบุระดับปริมาณกัมมันตภาพรังสีในรูป
ซีเซียม-137 (Cs-137) ของอาหารนั้น โดย(1)
(1) ทางราชการของประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดออกให้ หรือ
(2) สถาบันเอกชนที่ทางราชการของประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดให้ออก ซึ่งต้องแสดง
หนังสือนั้นที่ด่านศุลกากรที่นำเข้าอาหารนั้นด้วย
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2529
เทอดพงษ์ ไชยนันทน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(103 ร.จ.41 ตอนที่ 203 (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2529)
--------------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 3 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 102) พ.ศ.2529 ถูกยกเลิกโดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสา
ธารณสุข ฉบับที่ 116 (พ.ศ.2531) เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีกัมมันตรังสี (ฉบับที่ 2) (105 ร.จ.5 ตอนที่ 240 ลงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2531)
และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
90
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 113 (พ.ศ.2531)
เรื่อง โซเดียมซัยคลาเมตและอาหารที่มีโซเดียมซัยคลาเมต
-----------------------------------------------
โดยที่ปรากฎว่ามีบางประเทศยอมรับการใช้โซเดียมซัยคลาเมตเป็นวัตถุให้ความหวานแทน
น้ำตาลในอาหาร จึงสมควรให้มีการผลิตเพื่อส่งออกได้
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(4)(5) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้โซเดียมซัยคลาเมตและอาหารที่มีโซเดียมซัยคลาเมต เป็นอาหารควบคุมเฉพาะ
ข้อ 2 โซเดียมซัยคลาเมต ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานดังต่อไปนี้
(1) มีปริมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 98 ของโซเดียมซัยคลาเมต
(2) การเสียน้ำหนักเมื่อแห้งไม่เกินร้อยละ 1 เมื่อทำให้แห้งที่อุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียส
(3) มีปริมาณโลหะหนัก (คำนวณเป็นตะกั่ว) ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม
(4) มีปริมาณซีลีเนียมไม่เกิน 30 มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม
(5) มีปริมาณไซโคลเฮกซิลลามีน (Cyclohexylamine) ไม่เกิน 100 มิลลิกรัม ต่อ 1 กิโลกรัม
ข้อ 3 อาหารที่มีโซเดียมซัยคลาเมต ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่ได้รับความเห็นชอบ
จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 4 อาหารตามประกาศฉบับนี้ จะต้องเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในการส่งออกเท่านั้น โดยมี
หลักฐานแสดงว่ามีผู้สั่งซื้อให้ส่งออกต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และต้องจัดทำฉลากซึ่งมี
ข้อความเป็นภาษาต่างประเทศเพื่อการส่งออกโดยตรง
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2531
เทอดพงษ์ ไชยนันท์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(105 ร.จ.3869 ตอนที่ 80 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2531)
91
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 116 (พ.ศ.2531)
เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีกัมมันตรังสี (ฉบับที่ 2)
------------------------------------------
โดยที่สมควรแก้ไขการปฏิบัติในการออกหนังสือรับรองความปลอดภัยเกี่ยวกับการระบุระดับ
ปริมาณกัมมันตภาพรังสีให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกความในข้อ 3 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 102 (พ.ศ.2529)
เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีกัมมันตรังสี ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2529 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"ข้อ 3 เพื่อประโยชน์ในการควบคุมอาหารตามข้อ 1 เฉพาะที่มีการนำเข้ามาในราชอาณาจักร
ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยามีอำนาจประกาศกำหนดประเภทและชนิดของอาหาร ซึ่งผู้นำเข้า
มาในราชอาณาจักรแต่ละครั้ง จะต้องมีหนังสือรับรองความปลอดภัยระบุระดับปริมาณกัมมันตภาพรังสี
ในรูปซีเซียม-137 (Cs-137) ของอาหารนั้น โดย
(1) ทางราชการของประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดออกให้ หรือ
(2) สถาบันเอกชนที่ทางราชการของประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดให้ออก ซึ่งต้องแสดง
หนังสือนั้นที่ด่านศุลกากรที่นำเข้าอาหารนั้นด้วย"
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2531
ชวน หลีกภัย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(105 ร.จ.5 ตอนที่ 240 ลงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2531)
92
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 117 (พ.ศ.2532)
เรื่อง ขวดนม
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของขวดนมที่ใช้สำหรับทารกและเด็ก
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(6) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ขวดนม หมายความว่า ภาชนะที่ใช้เฉพาะสำหรับการบรรจุนมหรือของเหลวอื่นเพื่อการ
บริโภคของทารกและเด็ก ซึ่งประกอบด้วยขวด ฝา หัวนมยาง และฝาครอบหัวนมยาง และให้หมายความ
รวมถึงภาชนะรูปแบบอื่น ๆ ที่ทำขึ้นโดยมีเจตนาที่จะใช้ทำนองเดียวกับขวดนมด้วย
ข้อ 2 ขวดและภาชนะรูปแบบอื่น ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังนี้
(1) สะอาด
(2) ใสไม่มีสี
(3) ในกรณีที่ทำด้วยพลาสติกต้องเป็นพลาสติกชนิดโพลีคาร์บอเนตที่ทนความร้อนที่ใช้
ต้มได้ มีความทนทานต่อการใช้งานได้หลาย ๆ ครั้ง และต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามบัญชีหมายเลข 1
ท้ายประกาศด้วย
ในกรณีที่ทำด้วยพลาสติกชนิดอื่นหรือวัสดุอื่น ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนัก
งานคณะกรรมการอาหารและยา
(4) รูปแบบต้องเป็นไปตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 3 หัวนมยางและฝาครอบหัวนมยาง ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังนี้
(1) สะอาด
(2) ไม่มีสีออกมาปนเปื้อนกับอาหาร
(3) ฝาและฝาครอบหัวนมยางที่ทำด้วยพลาสติก ต้องเป็นพลาสติกชนิดโพลีคาร์บอเนต
ที่ทนความร้อนที่ใช้ต้มได้ มีความทนทานต่อการใช้งานได้หลาย ๆ ครั้ง และต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน
ตามบัญชีหมายเลข 1 ท้ายประกาศนี้ด้วย
ในกรณีที่ทำด้วยพลาสติกชนิดอื่นหรือวัสดุอื่น ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนัก
งานคณะกรรมการอาหารและยา
(4) หัวนมยางต้องทนความร้อนที่ใช้ต้มได้ มีความทนทานต่อแรงดึงตามหลักเกณฑ์
และวิธีการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด และต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามบัญชี
หมายเลข 2 ท้ายประกาศ
ข้อ 4 การตรวจวิเคราะห์คุณภาพหรือมาตรฐานการแพร่กระจายของวัสดุที่ใช้ทำขวดนม
ให้วิเคราะห์โดยวิธีการตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2532
ชวน หลีกภัย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(106 ร.จ.1541 ตอนที่ 32 (แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532)
93
บัญชีหมายเลข 1
ท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 117 (พ.ศ.2532)
ตารางที่ 1 คุณภาพหรือมาตรฐานของเนื้อพลาสติก
ชนิดพลาสติก
รายละเอียด
โพลีคาร์บอเนต
ปริมาณสูงสุดที่ให้มีได้
(มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม)
(ก) ตะกั่ว 20
(ข) แคดเมี่ยม 20
ตารางที่ 2 คุณภาพหรือมาตรฐานการแพร่กระจาย
ชนิดพลาสติก
รายละเอียด
โพลีคาร์บอเนตปริมาณสูงสุดที่ให้มีได้
(มิลลิกรัมต่อ 1 ลูกบาศก์เดซิเมตร
ของสารละลาย)
(ก) โลหะหนัก (คำนวณเป็นตะกั่ว) 1
(ข) โพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตที่ใช้ทำปฏิกริยา 5
(ค) สารตกค้างที่ระเหยได้ในน้ำ (กรณีที่อาหารที่มีความเป็น
กรด-ด่าง เกิน 5)
15
(ง) สารตกค้างจากสารที่ระเหยได้ในกรดอะซีติก (กรณีอาหารที่มี
ค่าความเป็นกรด-ด่าง ไม่เกิน 5)
15
94
บัญชีหมายเลข 2
ท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 117 (พ.ศ.2532)
ตารางที่ 1 คุณภาพหรือมาตรฐานของเนื้อยาง
รายละเอียด ปริมาณสูงสุดที่ให้มีได้
(มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม)
(ก) ตะกั่ว 10
(ข) แคดเมี่ยม 10
(ค) ไนโตรซามีน 0.01
ตารางที่ 2 คุณภาพหรือมาตรฐานของการแพร่กระจาย
รายละเอียด ปริมาณสูงสุดที่ให้มีได้
(มิลลิกรัมต่อ 1 ลูกบาศก์เดซิเมตรของสารละลาย)
(ก) ฟีนอล 5
(ข) ฟอร์มาลดีไฮด์ 4
(ค) สังกะสี 1
(ง) โลหะหนัก (คำนวณเป็นตะกั่ว) 1
(จ) สารตกค้างที่ระเหยได้ในน้ำ 40
(106 ร.จ.1541 ตอนที่ 32 ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532)
95
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 121 (พ.ศ.2532)
เรื่อง อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรควบคุมคุณภาพหรือมาตรฐานของอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(4)(5)(6) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เป็นอาหารควบคุมเฉพาะ
บรรดาข้อกำหนดเกี่ยวกับอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุข ฉบับที่ 90 (พ.ศ.2528) ซึ่งมีกำหนดไว้แล้วในประกาศนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับประกาศนี้ให้ใช้
ประกาศนี้แทน
ข้อ 2 อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก หมายความว่า อาหารที่ใช้เฉพาะเพื่อควบคุม
หรือลดน้ำหนัก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
(1) อาหารที่ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักใช้กินแทนอาหารที่ใช้กินตามปกติใน 1 มื้อ หรือ
มากกว่า 1 มื้อ หรือแทนอาหารทั้งวัน
(2) อาหารที่ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักใช้กินแทนอาหารบางส่วน ได้แก่
(ก) อาหารที่ถูกลดพลังงาน
(ข) อาหารที่ให้พลังงานต่ำ
ทั้งนี้ไม่รวมถึงเครื่องดื่มตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 62 (พ.ศ.2524) เรื่อง
เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2524 ที่มีการใช้วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล
อาหารตามวรรคหนึ่งให้รวมถึงวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ให้รสหวานจัด และวัตถุที่
ได้จากการผสมระหว่างวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ให้รสหวานจัดกับวัตถุอื่น ซึ่งเมื่อรวมรสหวานเข้า
ด้วยกันแล้วมากกว่าน้ำตาลทรายในปริมาณเท่ากัน
ข้อ 3 อาหารตามข้อ 2 ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีกลิ่นรสตามลักษณะเฉพาะของอาหารนั้น
(2) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 8 ของน้ำหนัก สำหรับอาหารชนิดแห้ง
(3) ไม่มีฮอร์โมนหรือสารปฏิชีวนะ
(4) ไม่มียีสต์และเชื้อรา
(5) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(6) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์หรือสารเป็นพิษอื่น ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อ
สุขภาพ
96
ข้อ 4 อาหารตามข้อ 2(1) เมื่ออยู่ในสภาพพร้อมบริโภค นอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน
ตามข้อ 3 แล้ว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานดังต่อไปนี้ด้วย
(1) มีพลังงานระหว่าง 200-400 กิโลแคลอรี (836-1672 กิโลจูล) ต่อการรับประทาน 1 มื้อ
(2) มีพลังงานที่ได้จากสารโปรตีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และไม่เกินร้อยละ 50 ของ
พลังงานทั้งหมด
(3) โปรตีนที่มีอยู่จะต้องมีคุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่าเคซีน
(ก) ในกรณีที่จะใช้สารโปรตีนอื่นที่มีคุณค่าทางโภชนาการไม่เทียบเท่ากับเคซีน
สารโปรตีนที่ใช้นั้นต้องมีอัตราส่วนของโปรตีนที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ (Protein Efficiency Ratio, PER)
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของเคซีน และจะต้องปรับคุณภาพของโปรตีนดังกล่าวให้มีคุณค่าเทียบเท่าเคซีน
(ข) การเติมกรดอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย (Essential amino acid) เพื่อปรับปรุง
คุณภาพของโปรตีน อาจทำได้ในปริมาณเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวและต้องเป็นกรดอมิโนแบบแอล
ทั้งนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาด้วย
(4) มีพลังงานที่ได้จากสารไขมันไม่เกินร้อยละ 30 ของพลังงานทั้งหมด และต้องมา
จากกรดไลโนลีอิคในรูปของกลีเซอร์ไรด์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 ของพลังงานทั้งหมด
(5) มีสารคาร์โบไฮเดรทซึ่งอยู่ในรูปของน้ำตาล และ/หรือน้ำตาลแอลกอฮอล์ (Sugar
alcohol) ไม่เกินร้อยละ 30 ของน้ำหนัก ยกเว้นอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักชนิดเหลว
(6) มีวิตามินชนิดต่าง ๆ ต่อ 1,000 กิโลแคลอรี่ (4,180 กิโลจูล) ในปริมาณดังต่อไปนี้
(ก) วิตามินเอ ไม่น้อยกว่า 5,000 หน่วยสากล หรือเบตา-แคโรทีน
(β-carotine) ในปริมาณที่เทียบเท่า
(ข) วิตามินอี ไม่น้อยกว่า 30 หน่วยสากล
(ค) วิตามินซี ไม่น้อยกว่า 60 มิลลิกรัม
(ง) วิตามินบี 1 ไม่น้อยกว่า 1.5 มิลลิกรัม
(จ) วิตามินบี 2 ไม่น้อยกว่า 1.7 มิลลิกรัม
(ฉ) ไนอะซีน ไม่น้อยกว่า 20 มิลลิกรัม
(ช) วิตามินบี 6 ไม่น้อยกว่า 2 มิลลิกรัม
(ซ) วิตามินบี 12 ไม่น้อยกว่า 6 ไมโครกรัม
(ฌ) กรดโฟลิก ไม่น้อยกว่า 0.4 มิลลิกรัม
(ญ) ไบโอติน ไม่น้อยกว่า 0.3 ไมโครกรัม
(ฎ) กรดแพนโทธีนิก ไม่น้อยกว่า 10 มิลลิกรัม
(7) มีเกลือแร่ชนิดต่าง ๆ ต่อ 1,000 กิโลแคลอรี่ (4,180 กิโลจูล) ในปริมาณดังต่อไปนี้
(ก) แคลเซียม ไม่น้อยกว่า 1 กรัม
(ข) ฟอสฟอรัส ไม่น้อยกว่า 1 กรัม
97
(ค) เหล็ก ไม่น้อยกว่า 18 มิลลิกรัม
(ง) ไอโอดีน ไม่น้อยกว่า 150 ไมโครกรัม
(จ) แมกนีเซียม ไม่น้อยกว่า 400 มิลลิกรัม
(ฉ) ทองแดง ไม่น้อยกว่า 2 มิลลิกรัม
(ช) สังกะสี ไม่น้อยกว่า 15 มิลลิกรัม
(ซ) โพแทสเซียม ไม่น้อยกว่า 1.2 กรัม
(ฌ) แมงกานีส ไม่น้อยกว่า 2 มิลลิกรัม
(ญ) โซเดียม ไม่น้อยกว่า 1 กรัม
ข้อ 5 อาหารตามข้อ 2(2)(ก) นอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 3 แล้ว ต้องมี
คุณภาพหรือมาตรฐานดังต่อไปนี้ด้วย
(1) มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนตามลักษณะของอาหารนั้น
(2) มีพลังงานไม่เกินร้อยละ 66 2/3 ของอาหารนั้น ก่อนถูกลดพลังงาน
(3) มีคุณภาพหรือมาตรฐานอื่น ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 6 อาหารตามข้อ 2(2)(ข) นอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 3 แล้ว ต้องมี
คุณภาพหรือมาตรฐานดังต่อไปนี้ด้วย
(1) มีพลังงานไม่เกิน 40 กิโลแคลอรี่ (167.2 กิโลจูล) ต่อส่วนที่กำหนดให้รับประทาน
(Specified serving)
(2) มีคุณภาพหรือมาตรฐานอื่น ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 7 อาหารตามข้อ 2 วรรคสอง นอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 3 แล้ว ต้องมี
คุณภาพหรือมาตรฐานตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาด้วย
ข้อ 8 การใช้สีผสมอาหาร วัตถุเจือปนอาหาร และภาชนะบรรจุ ให้ปฏิบัติตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยเรื่องสีผสมอาหาร วัตถุเจือปนอาหาร และภาชนะบรรจุ แล้วแต่กรณี
ข้อ 9 การแสดงฉลากของอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ให้ปฏิบัติตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 68 (พ.ศ.2525) เรื่อง ฉลาก ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2525 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม
โดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 95 (พ.ศ.2528) เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 30 กันยายน
พ.ศ.2528 และให้ปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ด้วย
ข้อ 10 ฉลากของอาหารตามข้อ 2(1) ที่จำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย
แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และจะต้องมีข้อความแสดงรายละเอียดดังต่อไปนี้
(1) ข้อความว่า "อาหารควบคุมหรือลดน้ำหนัก" ด้วยตัวอักษรขนาดความสูงไม่น้อยกว่า
3 มิลลิเมตร กำกับชื่ออาหาร เว้นแต่อาหารที่มีการใช้ข้อความดังกล่าวเป็นชื่อของอาหารแล้ว
98
(2) ข้อความว่า "กินอาหารนี้โดยมิได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน
โภชนบำบัดอาจเกิดอันตราย" ด้วยตัวอักษรเส้นทึบสีแดง ขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 5 มิลลิเมตร
(3) ข้อความว่า "ใช้สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น"
(4) ชนิดและปริมาณของส่วนประกอบที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ (non nutritive
ingredient)
(5) คุณค่าทางโภชนาการและพลังงานที่ได้รับต่อการกิน 1 ครั้ง
(6) ข้อความว่า "ควรกินวันละไม่ต่ำกว่า 800 กิโลแคลอรี่ (3,344 กิโลจูล)"
(7) วิธีใช้และข้อแนะนำ หรือข้อควรปฏิบัติในการใช้อย่างถูกต้องตามหลักโภชนบำบัด
อย่างละเอียด ในกรณีที่ไม่สามารถแสดงข้อแนะนำหรือข้อควรปฏิบัติดังกล่าวที่ฉลากได้ ให้จัดทำเป็นคู่มือ
หรือเอกสารกำกับไว้
ข้อ 11 ฉลากของอาหารตามข้อ 2(2)(ก) ที่จำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็น
ภาษาไทย แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และจะต้องมีข้อความแสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(1) ข้อความว่า "อาหารลดพลังงาน" ด้วยตัวอักษรขนาดความสูงไม่น้อยกว่า
3 มิลลิเมตร กำกับชื่ออาหาร เว้นแต่อาหารที่มีการใช้ข้อความดังกล่าวเป็นชื่อของอาหารแล้ว
(2) ข้อความว่า "ห้ามกินแทนอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง" ด้วยตัวอักษรเส้นทึบสีแดง
ขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 5 มิลลิเมตร
(3) ข้อความว่า "กินอาหารนี้โดยมิได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ด้านโภชนบำบัดอาจเกิดอันตราย" ด้วยตัวอักษรเส้นทึบสีแดง ขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 5 มิลลิเมตร
(4) ข้อความว่า "ใช้สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น"
(5) ชนิดและปริมาณของส่วนประกอบที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ
(6) คุณค่าทางโภชนาการของอาหาร
(7) วิธีใช้และข้อแนะนำหรือข้อควรปฏิบัติ ในการใช้อย่างถูกต้องตามหลัก
โภชนบำบัดอย่างละเอียด ในกรณีที่ไม่สามารถแสดงข้อแนะนำหรือข้อควรปฏิบัติดังกล่าวที่ฉลากได้ ให้จัด
ทำเป็นคู่มือหรือเอกสารกำกับไว้
ข้อ 12 ฉลากของอาหารตามข้อ 2(2)(ข) ที่จำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็น
ภาษาไทย แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และจะต้องมีข้อความแสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(1) ข้อความว่า "อาหารพลังงานต่ำ" ด้วยตัวอักษรขนาดความสูงไม่น้อยกว่า
3 มิลลิเมตร กำกับชื่ออาหาร เว้นแต่อาหารที่ใช้ข้อความดังกล่าวเป็นชื่ออาหารแล้ว
(2) ข้อความว่า "ห้ามกินแทนอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง" ด้วยตัวอักษรเส้นทึบสีแดง
ขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 5 มิลลิเมตร
(3) ข้อความว่า "กินอาหารนี้โดยมิได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
ด้านโภชนบำบัดอาจเกิดอันตราย" ด้วยตัวอักษรเส้นทึบสีแดงขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 5 มิลลิเมตร
99
(4) ข้อความว่า "ใช้สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น"
(5) ชนิดและปริมาณของส่วนประกอบที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ
(6) คุณค่าทางโภชนาการของอาหาร
(7) วิธีใช้และข้อแนะนำ หรือข้อควรปฏิบัติในการใช้อย่างถูกต้องตามหลัก
โภชนบำบัดอย่างละเอียด ในกรณีที่ไม่สามารถแสดงข้อแนะนำหรือข้อควรปฏิบัติดังกล่าวที่ฉลากได้ ให้จัด
ทำเป็นคู่มือหรือเอกสารกำกับไว้
ข้อ 13 ฉลากของอาหารตามข้อ 2 วรรคสอง ที่จำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค ต้องมีข้อความ
เป็นภาษาไทย แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และจะต้องมีข้อความแสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(1) ข้อความว่า "วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล" ด้วยตัวอักษรขนาดความสูงไม่น้อย
กว่า 3 มิลลิเมตร กำกับชื่ออาหาร เว้นแต่กรณีที่ใช้ข้อความดังกล่าวเป็นชื่อของอาหารแล้ว
(2) ข้อความว่า "ใช้สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น"
(3) ชนิดและปริมาณของส่วนประกอบที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ
(4) วิธีใช้และข้อแนะนำ หรือข้อควรปฏิบัติในการใช้อย่างถูกต้องตามหลักโภชนบำบัด
อย่างละเอียด ในกรณีที่ไม่สามารถแสดงข้อแนะนำหรือข้อควรปฏิบัติดังกล่าวที่ฉลากได้ ให้จัดทำเป็นคู่มือ
หรือเอกสารกำกับไว้
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2532
ชวน หลีกภัย
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(106 ร.จ.29 ตอนที่ 103 ลงวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2532)
100
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 135 (พ.ศ.2534)
เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2)
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อกำหนดเรื่องคุณภาพหรือมาตรฐานของน้ำบริโภคใน
ภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2) และ (6) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกความใน (จ) ของ (2) ในข้อ 3 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 61
(พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2524 และให้ใช้ความต่อไปนี้
แทน
"(จ) แคดเมียม ไม่เกิน 0.005 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร"
ข้อ 2 ให้ยกเลิกความใน (ฌ) และ (ญ) ของ (2) ในข้อ 3 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 61 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2524 และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
"(ฌ) เหล็ก ไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ญ) ตะกั่ว ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร"
ข้อ 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (ท) (ธ) และ (น) ของ (2) ในข้อ 3 แห่งประกาศกระทรวง
สาธารณสุข ฉบับที่ 61 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2524
"(ท) อะลูมิเนียม ไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(ธ) เอบีเอส (Alkylbenzene Sulfonate) ไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร
(น) ไซยาไนด์ ไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัม ต่อน้ำบริโภค 1 ลิตร"
ข้อ 4 ให้ผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ฉลากอาหาร
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 61 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่
7 กันยายน พ.ศ.2524 อยู่ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ มายื่นคำขอแก้ไขรายการให้มีรายละเอียดถูกต้อง
ตามประกาศฉบับนี้ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และเมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าว
แล้ว ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือฉลากเดิมคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือ
จนกว่าผู้อนุญาตจะแจ้งให้ทราบถึงการไม่อนุญาต
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534
อุทัย สุดสุข
ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ผู้ใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(107 ร.จ.3041 ตอนที่ 61 (แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2534)
101
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 137 (พ.ศ.2534)
เรื่อง น้ำแข็ง (ฉบับที่ 2)
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยเรื่องน้ำแข็ง
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(6)(7) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกความใน (จ) ของ (2) ในข้อ 3 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 78
(พ.ศ.2527) เรื่อง น้ำแข็ง ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2527 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"(จ) แคดเมียม ไม่เกิน 0.005 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร"
ข้อ 2 ให้ยกเลิกความใน (ฌ) และ (ญ) ของ (2) ในข้อ 3 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 78 (พ.ศ.2527) เรื่อง น้ำแข็ง ลงวันที่ 16 มกราคา พ.ศ.2527 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"(ฌ) เหล็ก ไม่เกิน 0.3 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(ญ) ตะกั่ว ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร"
ข้อ 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (ธ) (น) และ (บ) ของ (2) ในข้อ 3 แห่งประกาศกระทรวง
สาธารณสุข ฉบับที่ 78 (พ.ศ.2527) เรื่อง น้ำแข็ง ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2527
"(ธ) อะลูมิเนียม ไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(น) เอบีเอส (Alkylbenzene Sulfonate) ไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร
(บ) ไซยาไนด์ ไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัม ต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร"
ข้อ 4 ให้ผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร หรือผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ฉลากอาหาร
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 78 (พ.ศ.2527) เรื่อง น้ำแข็ง ลงวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2527 อยู่
ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ มายื่นคำขอแก้ไขรายการให้มีรายละเอียดถูกต้องตามประกาศฉบับนี้
ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และเมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ใบสำคัญการ
ขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือฉลากเดิมคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือจนกว่าผู้อนุญาตจะแจ้งให้
ทราบถึงการไม่อนุญาต
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2534
ไพโรจน์ นิงสานนท์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(108 ร.จ.4914 ตอนที่ 94 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2534)
102
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 144 (พ.ศ.2535)
เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยเรื่องอาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(4)(5)(6)(7)(9) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 69 (พ.ศ.2525) เรื่อง อาหารในภาชนะ
บรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2525
ข้อ 2 ให้อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท เป็นอาหารควบคุมเฉพาะ
ข้อ 3 อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท หมายความว่า
(1) อาหารที่ผ่านกรรมวิธีที่ใช้ทำลายหรือยับยั้งการขยายพันธุ์ของจุลินทรีย์ด้วยความร้อน
ภายหลังหรือก่อนการบรรจุหรือปิดผนึก ซึ่งเก็บรักษาไว้ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่เป็นโลหะหรือวัตถุอื่นที่
คงรูป ที่สามารถป้องกันมิให้อากาศภายนอกเข้าไปในภาชนะบรรจุได้ และสามารถเก็บรักษาไว้ได้ใน
อุณหภูมิปกติ หรือ
(2) อาหารในภาชนะบรรจุชนิดลามิเนต (laminate) ฉาบ เคลือบ อัด หรือติดด้วยโลหะ
หรือสิ่งอื่นใด หรืออาหารในภาชนะบรรจุที่เป็นขวดแก้วที่ฝามียางหรือวัสดุอื่นผนึก หรืออาหารในภาชนะ
บรรจุอื่นซึ่งสามารถป้องกันมิให้ความชื้นหรืออากาศผ่านซึมเข้าภายในภาชนะบรรจุได้ในภาวะปกติ และ
สามารถเก็บรักษาไว้ได้ในอุณหภูมิปกติ
ข้อ 4 อาหารตามข้อ 2 ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) ไม่มีสี กลิ่น หรือรส ที่ผิดจากสภาพของอาหารนั้น
(2) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(3) ไม่มีสารพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(4) ไม่มีสารปนเปื้อน เว้นแต่ดังต่อไปนี้
(4.1) อาหารในภาชนะบรรจุที่เป็นโลหะ
ดีบุก ไม่เกิน 250 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
สังกะสี ไม่เกิน 100 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
ทองแดง ไม่เกิน 20 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
ตะกั่ว ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เว้นแต่อาหารที่มีสาร
ตะกั่วปนเปื้อนตามธรรมชาติในปริมาณสูง ให้มีได้ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยา
สารหนู ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
ปรอท ไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับอาหารทะเล
และไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับอาหารอื่น
(4.2) อาหารในภาชนะบรรจุที่ไม่เป็นโลหะ
ตะกั่ว ไม่เกิน 1 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เว้นแต่อาหารที่มีสาร
ตะกั่วปนเปื้อนตามธรรมชาติในปริมาณสูง ให้มีได้ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา
สารหนู ไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม
ปรอท ไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับอาหารทะเล
และไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับอาหารอื่น
ข้อ 5 อาหารตามข้อ 3(1) ที่ผ่านกรรมวิธีให้ความร้อนภายหลังการบรรจุหรือปิดผนึก นอกจาก
ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 4 แล้ว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานเฉพาะดังนี้ด้วยคือ ไม่มีวัตถุกันเสีย
เว้นแต่วัตถุกันเสียที่ติดมากับวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบของอาหารนั้น
ความในวรรคหนึ่งไม่รวมถึงการใช้โพแทสเซียมไนไตรท์ หรือโซเดียมไนไตรท์ หรือ
โพแทสเซียมไนเตรท หรือโซเดียมไนเตรท ในปริมาณที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา สำหรับเนื้อหมักชนิดเคียวมีทโพรดัก (cured meat product)
103
ข้อ 6 อาหารตามข้อ 3(1) ชนิดที่มีความเป็นกรดต่ำ คือ มีค่าความเป็นกรด-ด่าง มากกว่า 4.6
และค่าวอเตอร์แอคติวิตี้ (Water activity) มากกว่า 0.85 นอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 4
และข้อ 5 แล้ว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานเฉพาะดังนี้ด้วย คือ ไม่มีจุลินทรีย์ที่สามารถเจริญเติบโตได้ใน
ระหว่างการเก็บที่อุณหภูมิปกติ (1)
ข้อ 7 อาหารตามข้อ 3(1) ชนิดที่มีค่าความเป็นกรด-ด่าง ตั้งแต่ 4.6 ลงมา และข้อ 3(2) นอก
จากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 4 และข้อ 5 แล้ว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานเฉพาะดังนี้ด้วยคือ (1)
(1) ตรวจพบจุลินทรีย์ที่เจริญเติบโตได้ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส หรือ
55 องศาเซลเซียส
(1.1) ไม่เกิน 1,000 ต่ออาหาร 1 กรัม สำหรับอาหารตามข้อ 3(1)
(1.2) ไม่เกิน 10,000 ต่ออาหาร 1 กรัม สำหรับอาหารตามข้อ 3(2)
(2) ตรวจพบยีสต์และราไม่เกิน 100 ต่ออาหาร 1 กรัม
(3) ตรวจไม่พบบักเตรีชนิดโคลิฟอร์ม หรือตรวจพบบักเตรีชนิดโคลิฟอร์มน้อยกว่า 3 ต่ออาหาร 1
กรัม ในกรณีที่ตรวจโดยวิธี เอ็มพีเอ็น (Most Probable Number)
ข้อ 7/1 ผู้ผลิตอาหารตามข้อ 3(1) ชนิดที่มีความเป็นกรดต่ำ คือ มีค่าความเป็นกรด-ด่าง มากกว่า
4.6 และค่าวอเตอร์แอคติวิตี้ (Water activity) มากกว่า 0.85 ต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (2)
(1) ฆ่าเชื้อด้วยความร้อนที่อุณหภูมิและเวลาที่กำหนด (Scheduled process) โดยให้
ค่า F0 (Sterilizing value) ไม่ต่ำกว่า 3 นาที ซึ่งเพียงพอในการทำลายสปอร์ของ เชื้อคลอสทริเดียม โบทูลินั่ม
(Clostridium botulinum) ทั้งนี้อุณหภูมิและเวลาที่กำหนดจะต้องมีการศึกษาทดสอบการกระจายความร้อน
หรืออุณหภูมิภายในเครื่องฆ่าเชื้อ (Heat distribution) และอัตราการแทรกผ่านความร้อน (Heat
penetration) ณ สถานที่ผลิตแห่งนั้น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยาประกาศกำหนด
(2) เติมกรดเพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของอาหาร ไม่เกิน 4.6
ทั้งนี้วิธีการปรับให้ได้สภาพความเป็นกรด-ด่างสมดุล (Equilibrium pH) และ
กระบวนการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยาประกาศกำหนด
ข้อ 8 ภาชนะบรรจุอาหารตามข้อ 2 ต้อง
(1) สะอาด
(2) ไม่เคยใช้ใส่อาหารหรือวัตถุอื่นใดมาก่อน ถ้าภาชนะบรรจุนั้นเป็นโลหะ
(3) ไม่มีตะกั่ว สนิมเหล็ก หรือสีอื่นใดติดอยู่ที่ด้านในของภาชนะบรรจุ นอกจากสีของ
แล็กเคอร์หรือสีของดีบุก และด้านในของภาชนะบรรจุที่ทำด้วยแผ่นเหล็กต้องเคลือบดีบุก หรือสารอื่นใดที่
ป้องกันมิให้อาหารสัมผัสกับแผ่นเหล็กได้โดยตรง
(4) ไม่รั่วหรือบวม
(5) เปน็ ภาชนะบรรจุที่ไมมี่สารออกมาปนเปอื้ นกับอาหารในปริมาณที่อาจเปน็ อันตรายตอ่ สุขภาพ
ข้อ 9 อาหารตามข้อ 2 ต้องมีน้ำหนักเนื้ออาหาร (drained weight) ตามที่กำหนดไว้ในบัญชี
ท้ายประกาศนี้ เว้นแต่อาหารประเภทที่ไม่อาจแยกเนื้ออาหารได้
การตรวจหาน้ำหนักเนื้ออาหารให้ใช้วิธีตามที่กำหนดในหนังสือ เอ โอ เอ ซี
(Association of Official Analytical Chemists) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 13
ข้อ 9/1 การใช้วัตถุเจือปนอาหาร ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
วัตถุเจือปนอาหาร (3)
--------------------------------------------------------------
(1) ความใน ข้อ 6 และข้อ 7 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 144) พ.ศ.2535 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 301) พ.ศ.2549 เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่4) (111 ร.จ. ตอนที่ 111 ง. ลงวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2549)
และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว (2) ความในข้อ 7/1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 144) พ.ศ.2535 ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 2 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 301) พ.ศ.2549 เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่4) (111 ร.จ. ตอนที่ 111 ง. ลงวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2549) (3) ความในข้อ 9/1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 144) พ.ศ.2535 ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 3 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 301) พ.ศ.2549 เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่4) (111 ร.จ. ตอนที่ 111 ง. ลงวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2549)
104
ข้อ 10 การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ให้ปฏิบัติตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก (4)
ฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทในกรณีของฟรุตคอกเทลและฟรุตสลัด
ให้ได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามข้อ 3(5) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 194) พ.ศ.2543 เรื่อง
ฉลาก ลงวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 252)
พ.ศ.2545 เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ.2545 แต่ทั้งนี้ให้แสดงเฉพาะส่วนประกอบ
ที่สำคัญโดยไม่ต้องแจ้งปริมาณเป็นร้อยละของน้ำหนัก
ข้อ 11 ประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับกับ (5)
11.1 อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในการส่งออก
11.2 อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทตามข้อ 3(2) ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยาได้ประกาศยกเว้นไว้
ข้อ 12 ให้ถือว่าผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร หรือผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้
ฉลากอาหาร ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 69 (พ.ศ.2525) เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
ลงวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2525 ที่มีรายละเอียดถูกต้องตรงตามประกาศฉบับนี้ เป็นผู้ได้รับใบสำคัญการ
ขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร หรือได้รับอนุญาตให้ใช้ฉลากอาหารตามประกาศฉบับนี้
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2535
ไพโรจน์ นิงสานนท์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(109 ร.จ.9713 ตอนที่ 112 ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ.2535)
บัญชีน้ำหนักเนื้ออาหาร
ประเภทอาหาร ชนิด น้ำหนักเนื้ออาหารเป็น
ร้อยละของน้ำหนักสุทธิ
ผลไม้ 1. ชิ้นหรือแว่น ไม่น้อยกว่า 60
2. ทั้งผล ไม่น้อยกว่า 40
พืชผัก 1. ชิ้น ไม่น้อยกว่า 60
2. เมล็ด ไม่น้อยกว่า 50
3. ฝักหรือหัว ไม่น้อยกว่า 40
4. ดองเค็มหรือหวาน เช่น ซีเซกฉ่าย ก๊งฉ่าย ตั้งฉ่าย ไม่น้อยกว่า 65
5. เต้าหู้ยี้ ไม่น้อยกว่า 60
6. เต้าเจี้ยว ไม่น้อยกว่า 50
เนื้อสัตว์ 1. บรรจุในน้ำเกลือ ซอส น้ำมัน หรือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เครื่องปรุง ไม่น้อยกว่า 60
2. เนื้อหอยในน้ำเกลือ ซอส น้ำมัน หรือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เครื่องปรุง ไม่น้อยกว่า 50
3. ไส้กรอกในน้ำเกลือ ไม่น้อยกว่า 50
1. แกงเผ็ดต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 50
2. พะแนงต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 65
อาหารปรุงสำเร็จ
ที่ทำให้สุกแล้ว
3. แกงกะหรี่หรือมัสมั่น ไม่น้อยกว่า 60
4. ผัดเผ็ดอย่างแห้ง เช่น ผัดพริกขิง ผัดเผ็ดปลาหรือกุ้ง ไม่น้อยกว่า 90
5. กุ้งเค็มหรือหวาน ไม่น้อยกว่า 80
6. หมูหวาน ไม่น้อยกว่า 75
7. ไก่หรือหมูพะโล้/ไก่หรือหมู หรือขาหมูต้มเค็ม ไม่น้อยกว่า 55
อาหารประเภทหรือชนิดตามที่กำหนดไว้ในบัญชีแต่มีลักษณะพิเศษที่มิอาจกำหนดเนื้ออาหารให้เป็น
ไปตามที่กำหนดไว้ในบัญชีได้ หรืออาหารประเภทอื่นที่มิได้กำหนดไว้ในบัญชี ให้มีน้ำหนักเนื้ออาหารตามที่ได้รับ
ความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
--------------------------------------------------------------
(4) ความในข้อ 10 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 144) พ.ศ.2535 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 253) พ.ศ.2545 เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่3) (119 ร.จ. ตอนที่ 54 ง. ลงวันที่ 18 มิถุ(5) นายน พ.ศ.2545) และใชข้ อ้ ความใหมแ่ ทนแลว้ ความใน ข้อ 11 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 144) พ.ศ.2535 ถูกยกเลิก โดยวรรค 3 แห่งประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 179) พ.ศ.2540 เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2) (114 ร.จ. ตอนที่ 102 ง. ลงวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2540) และ
ใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
105
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 150 (พ.ศ.2536)
เรื่อง ข้าวเติมวิตามิน
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรควบคุมคุณภาพมาตรฐานของข้าวเติมวิตามิน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ข้าวเติมวิตามิน เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 2 ข้าวเติมวิตามิน หมายความว่า ข้าวสารที่เติมวิตามินตามกรรมวิธีที่เหมาะสม
ข้อ 3 ข้าวเติมวิตามิน ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
3.1 มีวิตามินตามชนิดและปริมาณต่อข้าวสาร 100 กรัม ดังนี้
3.1.1 วิตามินบี 1 (ไธอะมิน) ไม่น้อยกว่า 0.4 มิลลิกรัม
3.1.2 วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ไม่น้อยกว่า 0.3 มิลลิกรัม
3.1.3 ไนอาซิน (กรดนิโคตินามิคหรือนิโคตินาไมด์) ไม่น้อยกว่า 3.7 มิลลิกรัม
3.2 ความชื้น ไม่เกินร้อยละ 15 โดยนํ้าหนัก
3.3 ไม่มีสารพิษจากจุลินทรีย์หรือสารเป็นพิษอื่นในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ข้อ 4 ข้าวเติมวิตามินจะเติมสารอาหารหรือวิตามินอื่นนอกจากที่กำหนดไว้ในข้อ 3.1 ก็ได้
ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อน
ข้อ 5 การใช้วัตถุเจือปนอาหารและภาชนะบรรจุอาหาร ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหารและเรื่องภาชนะบรรจุอาหาร แล้วแต่กรณี
ข้อ 6 การแสดงฉลากของข้าวเติมวิตามิน ให้ปฏิบัติดังนี้
6.1 ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 68 (พ.ศ.2525) เรื่อง ฉลาก
ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2525 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 95 (พ.ศ.2528)
เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2528 ยกเว้นข้อ 3
6.2 ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยแต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และอย่างน้อยต้อง
มีข้อความแสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
6.2.1 ชื่ออาหาร
6.2.2 เครื่องหมายการได้รับอนุญาตให้ใช้ฉลาก
6.2.3 ชื่อและที่ตั้งของสถานที่ผลิต หรือของสถานที่แบ่งบรรจุ แล้วแต่กรณี
6.2.4 ปริมาณสุทธิของอาหารเป็นระบบเมตริก
6.2.5 ค่าพลังงานและปริมาณสารอาหารต่อข้าวสาร 100 กรัม
(ก) ค่าพลังงาน
(ข) คาร์โบไฮเดรต
(ค) โปรตีน
(ง) ไขมัน
106
(จ) วิตามิน อย่างน้อยต้องแสดงตามชนิดที่กำหนดไว้ใน 3.1 และวิตามินอื่น
ถ้ามีการเติม
(ฉ) เกลือแร่ ถ้ามีการเติม
6.2.6 คำแนะนำในการใช้ด้วยข้อความว่า "ไม่ควรล้างน้ำเพื่อไม่ให้วิตามินสูญหาย"
และ "เก็บในที่แห้งและไม่ถูกแสงแดด"
6.2.7 เดือนและปีที่ผลิต โดยมีข้อความ "ผลิต" กำกับไว้ด้วย หรือเดือนและปีที่ผลิต
โดยมีข้อความว่า "ผลิต" และ เดือนและปีที่แบ่งบรรจุ โดยมีข้อความว่า "แบ่งบรรจุ" กำกับไว้ด้วย กรณีที่เป็น
การผลิตโดยการแบ่งบรรจุ แล้วแต่กรณี
6.2.8 เดือนและปีที่อาหารยังมีคุณภาพหรือมาตรฐานดี โดยมีข้อความว่า
"ควรบริโภคก่อน" กำกับไว้ด้วย
ข้อ 7 ประกาศฉบับนี้ ไม่ใช้บังคับกับผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายในการส่งออก
ข้อ 8 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าข้าวเติมวิตามินที่ได้จัดทำฉลากอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอ
ใช้ฉลากภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ และเมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้
คงใช้ฉลากเดิมไปพลางก่อนจนกว่าจะหมด แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2536
อาทิตย์ อุไรรัตน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(110 ร.จ.18 ตอนที่ 210 ลงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2536)
107
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 151 (พ.ศ.2536)
เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้ในอาหาร
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วัตถุที่ห้ามใช้ในอาหาร
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(5) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิก
1.1 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้ใน
อาหาร ลงวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2522
1.2 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 93 (พ.ศ.2528) เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้
ในอาหาร (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ.2528
1.3 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 106 (พ.ศ.2530) เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้
ในอาหาร (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2530
1.4 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 123 (พ.ศ.2532) เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้
ในอาหาร (ฉบับที่ 4) ลงวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2532
ข้อ 2 วัตถุดังต่อไปนี้ เป็นวัตถุที่ห้ามใช้ในอาหาร
2.1 น้ำมันพืชที่ผ่านกรรมวิธีเติมโบรมีน (Brominated vegetable oil)
2.2 กรดซาลิซิลิค (Salicylic acid)
2.3 กรดบอร์ริค (Boric acid)
2.4 บอร์แรกซ์ (Borax)
2.5 แคลเซียมไอโอเดท หรือโพแทสเซียมไอโอเดท (Calcium iodate and Potassium
iodate) ยกเว้นการใช้เพื่อปรับสภาวะโภชนาการเกี่ยวกับการขาดสารไอโอดีนตามที่ได้รับความเห็นชอบจาก
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
2.6 ไนโตรฟูราโซน (Nitrofurazone)
2.7 โพแทสเซียมคลอเรท (Potassium chlorate)
2.8 ฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) สารละลายฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde
Solution) และพาราฟอร์มาลดีไฮด์ (Paraformaldehyde)
2.9 คูมาริน (Coumarin) หรือ 1,2-เบนโซไพโรต (1,2-Benzopyrone) หรือ 5,6-เบนโซ-
แอลฟา-ไพโรน (5,6-Benzo-∝-pyrone) หรือ ซิส-ออร์โธ-คูมาริค แอซิด แอนไฮไดร์ด (cis-o-coumaric
acid anhydride) หรือ ออร์โธ-ไฮดรอกซีซินนามิค แอซิด แลคโตน (O-Hydroxycinnamic acid, lactone)
2.10 ไดไฮโดรคูมาริน (Dihydrocoumarin) หรือเบนโซไดไฮโดรไพโรน (Benzodihydropyrone)
หรือ 3,4-ไดไฮโดรคูมาริน (3,4-Dihydrocoumarin) หรือไฮโดรคูมาริน (Hydrocoumarin)
2.11 เมทธิลแอลกอฮอล์ (Methyl alcohol) หรือเมทานอล (Methanol) ยกเว้นการใช้
เป็นสารช่วยในการผลิตอาหาร (Food processing aids) เพื่อการส่งออก (1)
2.12 ไดเอทธิลีนไกลคอล (Diethylene Glycol) หรือไดไฮดรอกซีไดเอทธิล-อีเธอ
(Dihydroxydiethyl ether) หรือไดไกลคอล (diglycol) หรือ 2,2’-ออกซีบิส-เอทานอล (2,2’-oxybis-ethanol)
หรือ 2,2’-ออกซีไดเอทานอล (2,2’-Oxydiethanol)
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2536
อาทิตย์ อุไรรัตน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 111 ตอนพิเศษ 9 ง. ลงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2537) --------------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 151 (พ.ศ.2536) ถูกยกเลิก โดย ข้อ1 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 247) พ.ศ.2544 เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้ในอาหารฉบับที่ 2 (118 ร.จ. ตอนที่ 121 ง.(ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ)
ลงวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2544) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
108
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 153 (พ.ศ.2537)
เรื่อง เกลือบริโภค
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้มีไอโอดีน (Iodine) ในเกลือบริโภคที่ใช้ปรุงหรือแต่งรสอาหาร
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้เกลือบริโภคเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 2 เกลือบริโภค หมายความว่า เกลือแกงที่ใช้ปรุงหรือแต่งรสอาหารซึ่งบรรจุอยู่ในภาชนะที่
พร้อมจำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค
ข้อ 3 เกลือบริโภคต้องมีปริมาณไอโอดีนไม่น้อยกว่า 30 มิลลิกรัม ต่อเกลือบริโภค 1 กิโลกรัม
ข้อ 4 การแสดงฉลากของเกลือบริโภค ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุข ฉบับที่ 68 (พ.ศ.2525) เรื่อง ฉลาก ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2525 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 95 (พ.ศ.2528) เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 30 กันยายน
พ.ศ.2528 แต่ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย โดยจะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และอย่างน้อยต้องมี
ข้อความแสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
4.1 ชื่ออาหาร
4.2 ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย แล้วแต่กรณี
4.3 เดือนและปีที่ผลิต โดยมีข้อความว่า "ผลิต" กำกับไว้ด้วย
4.4 เดือนและปีที่อาหารยังมีคุณภาพหรือมาตรฐานดี โดยมีข้อความว่า "ควรบริโภคก่อน"
กำกับไว้ด้วย
4.5 น้ำหนักสุทธิเป็นระบบเมตริก
4.6 ข้อความว่า "ควรเก็บในที่ร่มและแห้ง"
ข้อ 5 ประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับกับเกลือบริโภคที่มีวัตถุประสงค์ผลิตเพื่อส่งออกไปจำหน่าย
นอกราชอาณาจักร และเกลือบริโภคที่มีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมอาหาร
ข้อ 6 ให้ผู้ที่ได้จัดทำฉลากไว้ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ ให้คงใช้ฉลากเดิมไปพลางก่อน
จนกว่าจะหมด แต่ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2537
เตือนใจ นุอุปละ
รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ รักษาราชการแทน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 111 ตอนพิเศษ 15 ง. ลงวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2537)
109
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 156 (พ.ศ.2537)
เรื่อง นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง นมดัดแปลงสำหรับทารก
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 85 (พ.ศ.2528) เรื่อง นมดัดแปลง
สำหรับทารก ลงวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2528 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 87 (พ.ศ.2528)
เรื่อง อาหารเสริมสำหรับเด็ก ลงวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2528
ข้อ 2 ให้นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
เป็นอาหารควบคุมเฉพาะ
ข้อ 3 นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
หมายความว่า อาหารที่ผลิตขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบของนมโค ให้มีองค์ประกอบของสารอาหาร
ให้เหมาะสมและเพียงพอกับที่จะใช้เลี้ยงทารกและเด็ก แบ่งออกได้ ดังนี้
3.1 นมดัดแปลงสำหรับทารก หมายความว่า นมดัดแปลงที่มีจุดมุ่งหมายใช้เลี้ยงทารก
ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 12 เดือน แทนหรือทดแทนนมแม่
3.2 นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก หมายความว่า นมดัดแปลงที่มี
จุดมุ่งหมายใช้เลี้ยงทารกที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 12 เดือน หรือเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีถึง 3 ปี
ข้อ 4 นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก ต้องมี
คุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
4.1 มีส่วนประกอบของนมโคไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของน้ำหนัก โดยไม่รวมน้ำ
4.2 มีกลิ่นรสตามลักษณะเฉพาะของนมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตร
ต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กนั้น
4.3 มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 5 ของน้ำหนัก สำหรับนมดัดแปลงสำหรับทารกและ
นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กชนิดผงหรือแห้ง
4.4 มีลักษณะร่วนเป็นผงหรือแห้ง ไม่เกาะเป็นก้อน สำหรับนมดัดแปลงสำหรับทารก
และนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กชนิดผงหรือแห้ง และเมื่อได้ผสมตามคำแนะนำที่
แสดงไว้ในฉลากแล้วต้องมีลักษณะไม่รวมตัวเป็นก้อน ไม่ลอยเป็นฝา และเนื้ออาหารต้องไม่หยาบ เหมาะสม
ที่จะนำไปใช้เลี้ยงทารกหรือเด็กได้ โดยสามารถผ่านหัวนมชนิดยางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์ที่ใช้กันตาม
ปกติ
4.5 ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะเดิมที่ทำขึ้น สำหรับนมดัดแปลงสำหรับทารกและ
นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กที่ใช้กรรมวิธีตามข้อ 7
4.6 ไม่มีฮอร์โมนหรือสารปฏิชีวนะ
4.7 ไม่ใช้น้ำตาล น้ำผึ้ง หรือวัตถุที่ให้ความหวานอื่นใด ยกเว้น (1)
(ก) การเติมน้ำตาลแลคโตสหรือการเติมคาร์โบไฮเดรตอื่นที่มิใช่น้ำตาลที่มีความหวาน
เทียบเท่าหรือน้อยกว่าน้ำตาลแลคโตส
(ข) นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กที่
มีความประสงค์จะให้ใช้เลี้ยงทารกหรือเด็กเล็กซึ่งมีระบบการย่อยอาหารผิดปกติ หรือมีการดูดซึมอาหารผิดปกติ
หรือแพ้สารอาหารบางชนิด ทั้งนี้ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา --------------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 4 (4.7) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 156) พ.ศ.2537 ถูกยกเลิก ข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 286) พ.ศ.2547 เรื่อง นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก (ฉบับที่ 2) (122 ร.จ. ตอนที่ 9 ง.(ฉบับ
พิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2548) และใช้ข้อความใหม่แทนโดย
110
4.8 ไม่มีวัตถุกันเสีย
4.9 ไม่ใส่สี ไม่แต่งกลิ่นรส หรือไม่ใช้วัตถุปรุงแต่งรสอาหาร ทั้งนี้เว้นแต่นมดัดแปลงสูตร
ต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก อาจมีการแต่งกลิ่นรสตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา
4.10 ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
4.11 ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์หรือสารเป็นพิษอื่น ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อ
สุขภาพ
4.12 ตรวจไม่พบบักเตรีชนิด อี.โคไล (Escherichia coli) ในนมดัดแปลงสำหรับทารก
และนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก 0.1 กรัม หรือ 0.1 มิลลิลิตร
4.13 ตรวจไม่พบบักเตรีในนมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับ
ทารกและเด็กเล็กที่ใช้กรรมวิธีสเตอริไลส์ 0.1 มิลลิลิตร
4.14 ตรวจไม่พบบักเตรีในนมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับ
ทารกและเด็กเล็กที่ใช้กรรมวิธียูเอชที 0.1 มิลลิลิตร
4.15 ตรวจพบบักเตรีไม่เกิน 10,000 ในนมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตร
ต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กชนิดผงหรือแห้ง 1 กรัม
4.16 ตรวจพบบักเตรีตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
สำหรับนมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กที่ใช้กรรมวิธีอื่น
ข้อ 5 นมดัดแปลงสำหรับทารกตาม 3.1 นอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 4 แล้ว
ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานเฉพาะดังต่อไปนี้ด้วย คือ
5.1 มีพลังงานไม่น้อยกว่า 272 กิโลจูล (65 กิโลแคลอรี่) และไม่เกิน 293 กิโลจูล
(70 กิโลแคลอรี่) ในจำนวนหรือในอัตราส่วนผสมเพื่อใช้เลี้ยงทารกตามที่ระบุในฉลากจำนวน 100 มิลลิลิตร
เว้นแต่นมดัดแปลงสำหรับทารกที่มีความประสงค์และเหมาะสมที่จะใช้เลี้ยงทารกที่มีน้ำหนักตัวเมื่อคลอด
ต่ำกว่าหนึ่งพันแปดร้อยกรัม ให้มีได้ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
5.2 มีสารโปรตีน สารคาร์โบไฮเดรต สารไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ ในจำนวนที่
ให้พลังงาน 418 กิโลจูล (100 กิโลแคลอรี่) ดังต่อไปนี้
5.2.1 สารโปรตีนที่ร่างกายใช้ประโยชน์ได้หมด (Reference Protein) ไม่น้อยกว่า
1.8 กรัมของเคซีน และปริมาณโปรตีนทั้งหมดจะต้องไม่เกิน 4.0 กรัม การเติมกรดอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย
(Essential amino acid) เพื่อปรับปรุงคุณภาพของโปรตีน อาจทำได้ในปริมาณเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์
ดังกล่าว และต้องเป็นกรดอมิโนแบบแอล (L-form amino acid) ทั้งนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยาก่อน
5.2.2 สารคาร์โบไฮเดรต ต้องเป็นน้ำตาลแลคโตส (Lactose) ไม่น้อยกว่าร้อยละ
50 ของน้ำหนัก ของสารคาร์โบไฮเดรตทั้งหมด
5.2.3 สารไขมันไม่น้อยกว่า 3.3 กรัมและไม่เกิน 6.0 กรัม และมีกรดไขมันชนิด
ไลโนลีอิกไม่น้อยกว่า 300 มิลลิกรัม ในจำนวนสารไขมันทั้งหมด ถ้ามีกรดไขมันชนิดที่มีคาร์บอนในโมเลกุล
เกิน 20 อะตอม ให้มีได้ไม่เกินร้อยละ 1 ของพลังงาน 418 กิโลจูล (100 กิโลแคลอรี)
5.2.4 วิตามินต่าง ๆ ในปริมาณ ดังต่อไปนี้
(ก) วิตามินเอ ไม่น้อยกว่า 75 ไมโครกรัม และไม่เกิน 150 ไมโครกรัม
โดยคำนวณเป็นเรตินอล
(ข) วิตามินดี ไม่น้อยกว่า 40 หน่วยสากล และไม่เกิน 80 หน่วยสากล
(ค) วิตามินเค 1 ไม่น้อยกว่า 4 ไมโครกรัม
(ง) วิตามินอี (อัลฟา-โทโคเฟอรอล) ไม่น้อยกว่า 0.7 หน่วยสากล และ
ต้องมีวิตามินอีไม่น้อยกว่า 0.7 หน่วยสากล ต่อกรดไลโนลีอิก 1 กรัม
111
(จ) วิตามินบี 1 (ไธอะมีน) ไม่น้อยกว่า 40 ไมโครกรัม
(ฉ) วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ไม่น้อยกว่า 60 ไมโครกรัม
(ช) ไนอาซิน (นิโคตินาไมด์ หรือกรดนิโคตินิก) ไม่น้อยกว่า 250 ไมโครกรัม
(ซ) วิตามินบี 6 ไม่น้อยกว่า 35 ไมโครกรัม และไม่น้อยกว่า 15 ไมโครกรัม
ต่อโปรตีน 1 กรัม ในกรณีที่มีโปรตีนในสูตรนมดัดแปลงสำหรับทารกเกินกว่า 1.8 กรัมต่อ 418 กิโลจูล (100
กิโลแคลอรี่)
(ฌ) กรดโฟลิก ไม่น้อยกว่า 4 ไมโครกรัม
(ญ) กรดแพนโทธีนิก ไม่น้อยกว่า 300 ไมโครกรัม
(ฎ) วิตามินบี 12 (ไซยาโนโคบาลามิน) ไม่น้อยกว่า 0.15 ไมโครกรัม
(ฐ) ไบโอติน ไม่น้อยกว่า 1.5 ไมโครกรัม
(ณ) โคลีน ไม่น้อยกว่า 7 มิลลิกรัม
(ด) วิตามินซี (กรดแอลแอสคอร์บิค) ไม่น้อยกว่า 8 มิลลิกรัม
5.2.5 แร่ธาตุต่าง ๆ ในปริมาณ ดังต่อไปนี้
(ก) โซเดียม ไม่น้อยกว่า 20 มิลลิกรัม และไม่เกิน 60 มิลลิกรัม
(ข) โพแทสเซียม ไม่น้อยกว่า 80 มิลลิกรัม และไม่เกิน 200 มิลลิกรัม
(ค) คลอไรด์ ไม่น้อยกว่า 55 มิลลิกรัม และไม่เกิน 150 มิลลิกรัม
(ง) แคลเซียม ไม่น้อยกว่า 50 มิลลิกรัม
(จ) ฟอสฟอรัส ไม่น้อยกว่า 25 มิลลิกรัม อัตราส่วนของแคลเซียมต่อ
ฟอสฟอรัสต้องไม่น้อยกว่า 1.2 และไม่เกิน 2.0
(ฉ) แมกนีเซียม ไม่น้อยกว่า 6 มิลลิกรัม
(ช) เหล็ก ไม่น้อยกว่า 0.15 มิลลิกรัม และไม่เกิน 3.0 มิลลิกรัม
(ซ) ไอโอดีน ไม่น้อยกว่า 5 ไมโครกรัม และไม่เกิน 75 ไมโครกรัม
(ฌ) ทองแดง ไม่น้อยกว่า 60 ไมโครกรัม
(ญ ) สังกะสี ไม่น้อยกว่า 0.5 มิลลิกรัม
(ฎ) แมงกานีส ไม่น้อยกว่า 5 ไมโครกรัม
ในกรณีที่นมดัดแปลงสำหรับทารกนั้น มีความประสงค์จะให้ใช้เลี้ยงทารกซึ่งมีระบบการย่อย
อาหารผิดปกติ หรือมีการดูดซึมอาหารผิดปกติ หรือแพ้สารอาหารบางชนิดได้นั้น ให้มีชนิดและปริมาณของ
สารอาหาร ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และให้แสดงวัตถุประสงค์
นั้นไว้ในฉลากด้วย
ข้อ 6 นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กตาม 3.2 นอกจากต้องมีคุณภาพหรือ
มาตรฐานตามข้อ 4 แล้ว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานเฉพาะดังต่อไปนี้ด้วย คือ
6.1 มีพลังงานไม่น้อยกว่า 251 กิโลจูล (60 กิโลแคลอรี่) และไม่เกิน 356 กิโลจูล
(85 กิโลแคลอรี่) ในจำนวนหรือในอัตราส่วนผสมเพื่อใช้เลี้ยงทารกหรือเด็กตามที่ระบุในฉลากจำนวน 100
มิลลิลิตร
6.2 มีสารโปรตีน สารไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ ในจำนวนที่ให้พลังงาน 418 กิโลจูล
(100 กิโลแคลอรี่) ดังต่อไปนี้
6.2.1 สารโปรตีนที่ร่างกายใช้ประโยชน์ได้หมดไม่น้อยกว่า 3.0 กรัม ของเคซีน
และปริมาณโปรตีนทั้งหมดจะต้องไม่เกิน 5.5 กรัม
การเติมกรดอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อปรับปรุงคุณภาพของโปรตีน
อาจทำได้ในปริมาณเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว และต้องเป็นกรดอมิโนแบบแอล ทั้งนี้จะต้องได้รับ
ความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อน
6.2.2 สารไขมันไม่น้อยกว่า 3.0 กรัม และไม่เกิน 6.0 กรัม และมีกรดไขมันชนิด
ไลโนลีอิกไม่น้อยกว่า 300 มิลลิกรัม ในจำนวนสารไขมันทั้งหมดถ้ามีกรดไขมันชนิดที่มีคาร์บอนในโมเลกุล
เกิน 20 อะตอม ให้มีได้ไม่เกินร้อยละ 1 ของพลังงาน 418 กิโลจูล (100 กิโลแคลอรี่)
112
6.2.3 วิตามินต่าง ๆ ในปริมาณ ดังต่อไปนี้
(ก) วิตามินเอ ไม่น้อยกว่า 75 ไมโครกรัม และไม่เกิน 225 ไมโครกรัม
โดยคำนวณเป็นเรตินอล
(ข) วิตามินดี ไม่น้อยกว่า 40 หน่วยสากล และไม่เกิน 120 หน่วยสากล
(ค) วิตามินอี (อัลฟา-โทโคเฟอรอล) ไม่น้อยกว่า 0.7 หน่วยสากล และ
ต้องมีวิตามินอีไม่น้อยกว่า 0.7 หน่วยสากล ต่อกรดไลโนลีอิก 1 กรัม
(ง) วิตามินเค 1 ไม่น้อยกว่า 4 ไมโครกรัม
(จ) วิตามินบี 1 (ไธอะมีน) ไม่น้อยกว่า 40 ไมโครกรัม
(ฉ) วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ไม่น้อยกว่า 60 ไมโครกรัม
(ช) ไนอาซิน (นิโคตินาไมด์ หรือกรดนิโคตินิก) ไม่น้อยกว่า 250 ไมโครกรัม
(ซ) วิตามินบี 6 ไม่น้อยกว่า 45 ไมโครกรัม และไม่น้อยกว่า 15 ไมโครกรัม
ต่อโปรตีน 1 กรัม ในกรณีที่มีโปรตีนในสูตรนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กเกินกว่า 3.0
กรัม ต่อ 418 กิโลจูล (100 กิโลแคลอรี่)
(ฌ) กรดโฟลิก ไม่น้อยกว่า 4 ไมโครกรัม
(ญ) กรดแพนโทธีนิก ไม่น้อยกว่า 300 ไมโครกรัม
(ฎ) วิตามินบี 12 (ไซยาโนโคบาลามิน) ไม่น้อยกว่า 0.15 ไมโครกรัม
(ฐ) ไบโอติน ไม่น้อยกว่า 1.5 ไมโครกรัม
(ณ) วิตามินซี (กรดแอลแอสคอร์บิค) ไม่น้อยกว่า 8 มิลลิกรัม
6.2.4 แร่ธาตุต่าง ๆ ในปริมาณ ดังต่อไปนี้
(ก) โซเดียม ไม่น้อยกว่า 20 มิลลิกรัม และไม่เกิน 85 มิลลิกรัม
(ข) โพแทสเซียม ไม่น้อยกว่า 80 มิลลิกรัม
(ค) คลอไรด์ ไม่น้อยกว่า 55 มิลลิกรัม
(ง) แคลเซียม ไม่น้อยกว่า 90 มิลลิกรัม
(จ) ฟอสฟอรัส ไม่น้อยกว่า 60 มิลลิกรัม ทั้งนี้อัตราส่วนของแคลเซียมต่อ
ฟอสฟอรัสต้องไม่น้อยกว่า 1.0 และไม่เกิน 2.0
(ฉ) แมกนีเซียม ไม่น้อยกว่า 6 มิลลิกรัม
(ช) เหล็ก ไม่น้อยกว่า 1 มิลลิกรัม และไม่เกิน 2 มิลลิกรัม
(ซ) ไอโอดีน ไม่น้อยกว่า 5 ไมโครกรัม
(ฌ) สังกะสี ไม่น้อยกว่า 0.5 มิลลิกรัม
ในกรณีที่นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กนั้นมีความประสงค์
จะให้ใช้เลี้ยงทารกหรือเด็กซึ่งมีระบบการย่อยอาหารผิดปกติ หรือมีการดูดซึมอาหารผิดปกติ
หรือแพ้สารอาหารบางชนิดได้นั้น ให้มีชนิดและปริมาณของสารอาหารตามที่ได้รับความเห็นชอบจาก
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และให้แสดงวัตถุประสงค์นั้นไว้ในฉลากด้วย
ข้อ 7 นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กชนิดเหลว
ต้องทำให้เป็นเนื้อเดียวกันและใช้กรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนแล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(1) สเตอริไลส์
(2) ยูเอชที
(3) กรรมวิธีอื่นที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
113
ข้อ 8 นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
ต้องไม่ใช้กรรมวิธีการฉายรังสีหรือไม่มีส่วนประกอบที่ผ่านการฉายรังสี
ข้อ 9 การผลิตนมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
ถ้าจำเป็นต้องใช้วัตถุเจือปนอาหารนอกจากวัตถุกันเสีย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร
ข้อ 10 ภาชนะบรรจุที่ใช้บรรจุนมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับ
ทารกและเด็กเล็ก ต้องเป็นภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่สามารถรักษาคุณภาพหรือมาตรฐานของอาหารนั้นไว้ได้
และให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ภาชนะบรรจุ ด้วย
ข้อ 11 การแสดงฉลากของนมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับ
ทารกและเด็กเล็ก ให้ปฏิบัติ ดังนี้
11.1 ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 68 (พ.ศ.2525) เรื่อง ฉลาก
ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2525 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 95 (พ.ศ.2528)
เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2528 ยกเว้นข้อ 3
11.2 ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และอย่างน้อย
ต้องมีข้อความแสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
11.2.1 ชื่ออาหาร
11.2.2 เลขทะเบียนตำรับอาหารหรือเครื่องหมายการได้รับอนุญาตให้ใช้ฉลาก
แล้วแต่กรณี
11.2.3 ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย แล้วแต่กรณี
อาหารที่ผลิตในประเทศอาจแสดงสำนักงานใหญ่ของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุก็ได้ ในกรณีที่เป็นอาหาร
นำเข้าให้แสดงประเทศผู้ผลิตด้วย
11.2.4 ปริมาณของอาหารเป็นระบบเมตริก
(ก) อาหารที่เป็นผงหรือแห้ง ให้แสดงน้ำหนักสุทธิ
(ข) อาหารที่เป็นของเหลว ให้แสดงปริมาตรสุทธิ
(ค) อาหารที่มีลักษณะครึ่งแข็งครึ่งเหลว อาจแสดงเป็นน้ำหนักสุทธิ
หรือปริมาตรสุทธิก็ได้
11.2.5 ส่วนประกอบที่สำคัญของอาหารเป็นร้อยละของน้ำหนักโดยเรียงลำดับ
ปริมาณจากมากไปหาน้อย และต้องแสดงค่าพลังงานและปริมาณสารอาหารดังต่อไปนี้ ต่ออาหาร 100 กรัม
(หรือ 100 มิลลิลิตร) และต่อนมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
ที่พร้อมบริโภค 100 มิลลิลิตร
(ก) ค่าพลังงาน เป็นกิโลแคลอรีหรือกิโลจูล
(ข) โปรตีน เป็นกรัม
(ค) คาร์โบไฮเดรต เป็นกรัม
(ง) ไขมัน เป็นกรัม
(จ) กรดไลโนลีอิก เป็นมิลลิกรัม
(ฉ) วิตามินตามชนิดและหน่วยที่กำหนดไว้ในข้อ 5.2.4 หรือ 6.2.3
แล้วแต่กรณี
(ช) เกลือแร่ตามชนิดและหน่วยที่กำหนดไว้ในข้อ 5.2.5 หรือ 6.2.4
แล้วแต่กรณี
114
11.2.6 วันเดือนและปีที่ผลิต โดยมีข้อความว่า "ผลิต" กำกับไว้ด้วย หรือ
วันเดือนและปีที่ผลิต โดยมีข้อความว่า "ผลิต" และ วันเดือนและปีที่แบ่งบรรจุ โดยมีข้อความว่า "แบ่งบรรจุ"
กำกับไว้ด้วยกรณีที่เป็นการผลิตโดยการแบ่งบรรจุ แล้วแต่กรณี
11.2.7 วันเดือนและปีที่หมดอายุ โดยมีข้อความว่า "หมดอายุ" กำกับไว้ด้วย
11.2.8 คำแนะนำในการเก็บรักษา โดยเฉพาะภายหลังการเปิดใช้
11.2.9 วิธีเตรียม (ถ้ามี)
11.2.10 นมดัดแปลงสำหรับทารก ต้องมีข้อความ ดังต่อไปนี้ (2)
(ก) ข้อความว่า “สิ่งสำคัญที่ควรทราบ
- นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เพราะมีคุณค่าทาง
โภชนาการครบถ้วน
- นมดัดแปลงสำหรับทารก ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์
พยาบาล หรือนักโภชนาการ
- การเตรียมหรือใช้ส่วนผสมไม่ถูกต้องจะเป็นอันตรายต่อทารก”
ทั้งนี้ การแสดงข้อความทั้ง 3 ข้อความให้เรียงกันลงมา โดยอยู่ในกรอบ
เดียวกัน สีของตัวอักษรตัดกับสีพื้นของกรอบ เฉพาะข้อความแรกให้แสดงด้วยตัวอักษรหนาทึบ เห็นได้ชัดเจน
(ข) ข้อความแสดงวิธีใช้หรือตารางแนะนำการเลี้ยงประจำวัน
(ค) ข้อความว่า “ไม่ควรเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง หรือวัตถุให้ความหวานใด ๆ อีก
เพราะอาจทำให้ทารกและเด็กเล็กฟันผุและเป็นโรคอ้วนได้” ด้วยตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่า 2 มิลลิเมตร ที่
อ่านได้ชัดเจนในบริเวณเดียวกับข้อความคำเตือนอื่น ๆ (3)
11.2.11 นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก ต้องมีข้อความ
ดังต่อไปนี้
(ก) ข้อความว่า "อย่าใช้เลี้ยงทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน" ด้วยตัวอักษร
เส้นทึบสีแดง ขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 5 มิลลิเมตร ในกรอบสี่เหลี่ยมพื้นสีขาว สีของกรอบตัดกับพื้นของฉลาก
(ข) ข้อความว่า "แต่งกลิ่นธรรมชาติ" "แต่งกลิ่นเลียนธรรมชาติ"
"แต่งกลิ่นสังเคราะห์" "แต่งรสธรรมชาติ" หรือ "แต่งรสเลียนธรรมชาติ" ถ้ามีการใช้ แล้วแต่กรณี
(ค) ข้อความว่า “ไม่ควรเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง หรือวัตถุให้ความหวานใด ๆ อีก
เพราะอาจทำให้ทารกและเด็กเล็กฟันผุและเป็นโรคอ้วนได้” ด้วยตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่า 2 มิลลิเมตร ที่
อ่านได้ชัดเจนในบริเวณเดียวกับข้อความคำเตือนอื่น ๆ (4)
11.2.12 ข้อความที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด
--------------------------------------------------------------
(2) ความในข้อ 11(11.2.10)(ก) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 156) พ.ศ.2537 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของ
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 307) พ.ศ.2550 เรื่อง นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
(ฉบับที่ 3) (124 ร.จ. ตอนที่ 188 ง.(ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2550) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
(3) ความใน ข้อ 11(11.2.10)(ค) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 156) พ.ศ.2537 ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 2 ของ
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 286) พ.ศ.2547 เรื่อง นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก (ฉบับที่ 2)
(122 ร.จ. ตอนที่ 9 ง.(ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2548)
(4) ความใน ข้อ 11(11.2.11)(ค) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 156) พ.ศ.2537 ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 2 ของ
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 286) พ.ศ.2547 เรื่อง นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก (ฉบับที่ 2)
(122 ร.จ. ตอนที่ 9 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2548)
115
ประกาศฉบับนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ซึ่งออกให้ตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 85 (พ.ศ.2528) เรื่อง นมดัดแปลงสำหรับทารก ลงวันที่ 10 มกราคม
พ.ศ.2528 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 87 (พ.ศ.2528) เรื่อง อาหารเสริมสำหรับเด็ก ลงวันที่
10 มกราคม พ.ศ.2528 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับอาหารเสริมสำหรับเด็กชนิดครบถ้วน ให้ผู้ที่ได้รับใบสำคัญ
การขึ้นทะเบียนตำรับอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าว มาดำเนินการแก้ไขตำรับ
อาหารให้มีรายละเอียดถูกต้องตามประกาศฉบับนี้ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้
ใช้บังคับ และเมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้วให้คงใช้ฉลากเดิมไปพลางก่อนจนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือถึง
วันที่ผู้อนุญาตได้แจ้งให้ทราบถึงการไม่อนุญาตให้ใช้ฉลากนั้นต่อไป
ในการอนุญาตให้ใช้ฉลากใหม่ตามวรรคหนึ่ง ถ้าปรากฎว่าฉลากเดิมที่ได้จัดทำไว้ใช้ก่อนวันที่
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ใช้บังคับยังเหลืออยู่ และไม่ถูกต้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับนี้ ผู้อนุญาตจะอนุญาตให้ใช้ฉลากเดิมไปพลางก่อนจนกว่าจะหมดก็ได้ ทั้งนี้ต้องไม่เกินหนึ่งปี นับแต่วัน
ที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2537
อาทิตย์ อุไรรัตน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 111 ตอนพิเศษ 54 ง. ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2537)
116
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 157 (พ.ศ.2537)
เรื่อง อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง อาหารทารก
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 86 (พ.ศ.2528) เรื่อง อาหารทารก
ลงวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2528
ข้อ 2 ให้อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ
ข้อ 3 อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก หมายความว่า อาหาร
นอกเหนือจากนมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กที่ผลิตขึ้นให้มี
ส่วนประกอบของสารอาหารให้เหมาะสมและเพียงพอกับที่จะใช้เลี้ยงทารกและเด็ก แบ่งออกได้ ดังนี้
3.1 อาหารทารก หมายความว่า อาหารที่มีจุดมุ่งหมายใช้เลี้ยงทารกตั้งแต่แรกเกิด
จนถึง 12 เดือน แทนหรือทดแทนนมแม่
3.2 อาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก หมายความว่า อาหารที่มีจุดมุ่งหมาย
ใช้เลี้ยงทารกที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนจนถึง 12 เดือน หรือเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปีจนถึง 3 ปี
ข้อ 4 อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน
ดังต่อไปนี้
4.1 มีกลิ่นรสตามลักษณะเฉพาะของอาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่อง สำหรับทารก
และเด็กเล็กนั้น
4.2 มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 5 ของน้ำหนัก สำหรับอาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่อง
สำหรับทารกและเด็กเล็กชนิดผงหรือแห้ง
4.3 มีลักษณะร่วนเป็นผงหรือแห้งไม่เกาะเป็นก้อน สำหรับอาหารทารกและอาหารสูตร
ต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กชนิดผงหรือแห้ง และเมื่อได้ผสมตามคำแนะนำที่แสดงไว้ในฉลากแล้ว
ต้องมีลักษณะไม่รวมตัวเป็นก้อน ไม่ลอยเป็นฝา และเนื้ออาหารต้องไม่หยาบ เหมาะสมที่จะนำไปใช้เลี้ยง
ทารกหรือเด็กได้ โดยสามารถผ่านหัวนมชนิดยางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์ที่ใช้กันตามปกติ
4.4 ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะเดิมที่ทำขึ้น สำหรับอาหารทารกและอาหารสูตร
ต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กที่ใช้กรรมวิธีตามข้อ 7
4.5 ไม่มีฮอร์โมนหรือสารปฏิชีวนะ
4.6 ไม่ใช้น้ำตาล น้ำผึ้ง หรือวัตถุที่ให้ความหวานอื่นใด ยกเว้น (1)
(ก) การเติมน้ำตาลแลคโตสหรือการเติมคาร์โบไฮเดรตอื่นที่มิใช่น้ำตาล ที่มีความหวาน
เทียบเท่าหรือน้อยกว่าน้ำตาลแลคโตส
(ข) อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กที่มีความประสงค์
จะให้ใช้เลี้ยงทารกหรือเด็กเล็กซึ่งมีระบบการย่อยอาหารผิดปกติ หรือมีการดูดซึมอาหารผิดปกติ หรือแพ้สาร
อาหารบางชนิด ทั้งนี้ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา --------------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 4(4.6) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 157) พ.ศ.2537 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 287) พ.ศ.2547 เรื่อง อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก (ฉบับที่ 3) (122 ร.จ. ตอนที่ 9 ง.(ฉบับพิเศษ
แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2548) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
117
4.7 ไม่มีวัตถุกันเสีย
4.8 ไม่ใส่สี ไม่แต่งกลิ่นรส หรือไม่ใช้วัตถุปรุงแต่งรสอาหาร ทั้งนี้เว้นแต่อาหารสูตรต่อเนื่อง
สำหรับทารกและเด็กเล็ก อาจมีการแต่งกลิ่นรสตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา
4.9 ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
4.10 ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์หรือสารเป็นพิษอื่น ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อ
สุขภาพ
4.11 ตรวจไม่พบบักเตรีชนิด อี.โคไล (Escherichia coli) ในอาหารทารกและอาหารสูตร
ต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก 0.1 กรัม หรือ 0.1 มิลลิลิตร
4.12 ตรวจไม่พบบักเตรีในอาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
ที่ใช้กรรมวิธีสเตอริไลส์ 0.1 มิลลิลิตร
4.13 ตรวจไม่พบบักเตรีในอาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
ที่ใช้กรรมวิธี ยู เอช ที 0.1 มิลลิลิตร
4.14 ตรวจพบบักเตรีไม่เกิน 10,000 ในอาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับ
ทารกและเด็กเล็กชนิดผงหรือแห้ง 1 กรัม
4.15 ตรวจพบบักเตรีตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
สำหรับอาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กที่ใช้กรรมวิธีอื่น
ข้อ 5 อาหารทารกตาม 3.1 นอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 4 แล้ว ต้องมี
คุณภาพหรือมาตรฐานเฉพาะดังต่อไปนี้ด้วย คือ
5.1 มีพลังงานไม่น้อยกว่า 272 กิโลจูล (65 กิโลแคลอรี่) และไม่เกิน 293 กิโลจูล
(70 กิโลแคลอรี่) ในจำนวนหรือในอัตราส่วนผสมเพื่อใช้เลี้ยงทารก ตามที่ระบุในฉลากจำนวน 100 มิลลิลิตร
เว้นแต่อาหารทารกที่มีความประสงค์และเหมาะสมที่จะใช้เลี้ยงทารกที่มีน้ำหนักตัวเมื่อคลอดต่ำกว่าหนึ่งพัน
แปดร้อยกรัม ให้มีได้ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
5.2 มีสารโปรตีน สารไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ ในจำนวนที่ให้พลังงาน 418
กิโลจูล (100 กิโลแคลอรี่) ดังต่อไปนี้
5.2.1 สารโปรตีน ต้อง (2)
(ก) มีสารโปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนเทียบเท่าเคซีน
ในปริมาณไม่น้อยกว่า 1.8 กรัม และมีปริมาณสารโปรตีนทั้งหมดไม่เกิน 4.0 กรัม
(ข) หากใช้โปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนไม่เทียบเท่าเคซีน
สารโปรตีนนั้นต้องมีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีน โดยมีอัตราส่วนของสารโปรตีนที่จะนำมาใช้
ประโยชน์ได้ (Protein Efficiency Ratio, PER) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของเคซีน หรือมีคุณค่าทาง
โภชนาการของสารโปรตีนซึ่งวัดโดยวิธีการอื่นตามความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
แต่ทั้งนี้การใช้สารโปรตีนดังกล่าวต้องปรับคุณภาพของสารโปรตีนนั้นให้มีคุณค่าทางโภชนาการของสาร
โปรตีนเทียบเท่าเคซีนด้วย
การเติมกรดอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย (Essential amino acid) เพื่อปรับปรุง
คุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนต้องเป็นกรดอมิโนแบบแอล (L-form amino acid) ตามที่ได้รับความเห็น
ชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และเติมในปริมาณเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว --------------------------------------------------------------
(2)ความในข้อ 5(5.2.1) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 157) พ.ศ.2537 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 171) พ.ศ.2539 เรื่อง อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก (ฉบับที่ 2) (113 ร.จ. ตอนที่ 16 ง.(ฉบับพิเศษ
แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
118
5.2.2 สารไขมันไม่น้อยกว่า 3.3 กรัม และไม่เกิน 6.0 กรัม และมีกรดไขมันชนิด
ไลโนลีอิกไม่น้อยกว่า 300 มิลลิกรัม ในจำนวนสารไขมันทั้งหมดถ้ามีกรดไขมันชนิดที่มีคาร์บอนในโมเลกุล
เกิน 20 อะตอม ให้มีได้ไม่เกินร้อยละ 1 ของพลังงาน 418 กิโลจูล (100 กิโลแคลอรี)
5.2.3 วิตามินต่าง ๆ ในปริมาณ ดังต่อไปนี้
(ก) วิตามินเอ ไม่น้อยกว่า 75 ไมโครกรัม และไม่เกิน 150 ไมโครกรัม
โดยคำนวณเป็นเรตินอล
(ข) วิตามินดี ไม่น้อยกว่า 40 หน่วยสากล และไม่เกิน 80 หน่วยสากล
(ค) วิตามินเค 1 ไม่น้อยกว่า 4 ไมโครกรัม
(ง) วิตามินอี (อัลฟา-โทโคเฟอรอล) ไม่น้อยกว่า 0.7 หน่วยสากล และ
ต้องมีวิตามินอีไม่น้อยกว่า 0.7 หน่วยสากล ต่อกรดไลโนลีอิก 1 กรัม
(จ) วิตามินบี 1 (ไธอะมีน) ไม่น้อยกว่า 40 ไมโครกรัม
(ฉ) วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ไม่น้อยกว่า 60 ไมโครกรัม
(ช) ไนอาซิน (นิโคตินาไมด์ หรือกรดนิโคตินิก) ไม่น้อยกว่า 250 ไมโครกรัม
(ซ) วิตามินบี 6 ไม่น้อยกว่า 35 ไมโครกรัม และไม่น้อยกว่า 15 ไมโครกรัม
ต่อโปรตีน 1 กรัม ในกรณีที่มีโปรตีนในสูตรอาหารทารกเกินกว่า 1.8 กรัมต่อ 418 กิโลจูล (100 กิโลแคลอรี่)
(ฌ) กรดโฟลิก ไม่น้อยกว่า 4 ไมโครกรัม
(ญ) กรดแพนโทธีนิก ไม่น้อยกว่า 300 ไมโครกรัม
(ฎ) วิตามินบี 12 (ไซยาโนโคบาลามิน) ไม่น้อยกว่า 0.15 ไมโครกรัม
(ฐ) ไบโอติน ไม่น้อยกว่า 1.5 ไมโครกรัม
(ณ) โคลีน ไม่น้อยกว่า 7 มิลลิกรัม
(ด) วิตามินซี (กรดแอลแอสคอร์บิค) ไม่น้อยกว่า 8 มิลลิกรัม
5.2.4 แร่ธาตุต่าง ๆ ในปริมาณ ดังต่อไปนี้
(ก) โซเดียม ไม่น้อยกว่า 20 มิลลิกรัม และไม่เกิน 60 มิลลิกรัม
(ข) โพแทสเซียม ไม่น้อยกว่า 80 มิลลิกรัม และไม่เกิน 200 มิลลิกรัม
(ค) คลอไรด์ ไม่น้อยกว่า 55 มิลลิกรัม และไม่เกิน 150 มิลลิกรัม
(ง) แคลเซียม ไม่น้อยกว่า 50 มิลลิกรัม
(จ) ฟอสฟอรัส ไม่น้อยกว่า 25 มิลลิกรัม อัตราส่วนของแคลเซียม
ต่อฟอสฟอรัสต้องไม่น้อยกว่า 1.2 และไม่เกิน 2.0
(ฉ) แมกนีเซียม ไม่น้อยกว่า 6 มิลลิกรัม
(ช) เหล็ก ไม่น้อยกว่า 0.15 มิลลิกรัม และไม่เกิน 3.0 มิลลิกรัม
(ซ) ไอโอดีน ไม่น้อยกว่า 5 ไมโครกรัม และไม่เกิน 75 ไมโครกรัม
(ฌ) ทองแดง ไม่น้อยกว่า 60 ไมโครกรัม
(ญ ) สังกะสี ไม่น้อยกว่า 0.5 มิลลิกรัม
(ฎ) แมงกานีส ไม่น้อยกว่า 5 ไมโครกรัม
ในกรณีที่อาหารทารกนั้นมีความประสงค์จะให้ใช้เลี้ยงทารกซึ่งมีระบบการย่อยอาหาร
ผิดปกติ หรือมีการดูดซึมอาหารผิดปกติ หรือแพ้สารอาหารบางชนิดได้นั้น ให้มีชนิดและปริมาณของ
สารอาหารตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และให้แสดงวัตถุประสงค์
นั้นไว้ในฉลากด้วย
119
ข้อ 6 อาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กตาม 3.2 นอกจากต้องมีคุณภาพหรือ
มาตรฐานตามข้อ 4 แล้ว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานเฉพาะดังต่อไปนี้ด้วย คือ
6.1 มีพลังงานไม่น้อยกว่า 251 กิโลจูล (60 กิโลแคลอรี่) และไม่เกิน 356 กิโลจูล
(85 กิโลแคลอรี่) ในจำนวนหรือในอัตราส่วนผสมเพื่อใช้เลี้ยงทารกหรือเด็กตามที่ระบุในฉลาก จำนวน 100
มิลลิลิตร
6.2 มีสารโปรตีน สารไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุต่าง ๆ ในจำนวนที่ให้พลังงาน 418
กิโลจูล (100 กิโลแคลอรี่) ดังต่อไปนี้
6.2.1 สารโปรตีน ต้อง (3)
(ก) มีสารโปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนเทียบเท่าเคซีน
ในปริมาณไม่น้อยกว่า 3.0 กรัม และมีปริมาณสารโปรตีนทั้งหมดไม่เกิน 5.5 กรัม
(ข) หากใช้สารโปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนไม่เทียบเท่าเคซีน
สารโปรตีนนั้นต้องมีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนโดยมีอัตราส่วนของสารโปรตีนที่จะนำมาใช้
ประโยชน์ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของเคซีน หรือมีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนซึ่งวัดโดยวิธีการอื่น
ตามความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แต่ทั้งนี้การใช้สารโปรตีนดังกล่าวต้องปรับ
คุณภาพของสารโปรตีนนั้นให้มีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนเทียบเท่าเคซีนด้วย
การเติมกรดอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการ
ของสารโปรตีนต้องเป็นกรดอมิโนแบบแอลตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยา และเติมในปริมาณเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว
6.2.2 สารไขมันไม่น้อยกว่า 3.0 กรัม และไม่เกิน 6.0 กรัม และมีกรดไขมันชนิด
ไลโนลีอิกไม่น้อยกว่า 300 มิลลิกรัม ในจำนวนสารไขมันทั้งหมดถ้ามีกรดไขมันชนิดที่มีคาร์บอนในโมเลกุล
เกิน 20 อะตอม ให้มีได้ไม่เกินร้อยละ 1 ของพลังงาน 418 กิโลจูล (100 กิโลแคลอรี่)
6.2.3 วิตามินต่าง ๆ ในปริมาณ ดังต่อไปนี้
(ก) วิตามินเอ ไม่น้อยกว่า 75 ไมโครกรัม และไม่เกิน 225 ไมโครกรัม
โดยคำนวณเป็นเรตินอล
(ข) วิตามินดี ไม่น้อยกว่า 40 หน่วยสากล และไม่เกิน 120 หน่วยสากล
(ค) วิตามินอี (อัลฟา-โทโคเฟอรอล) ไม่น้อยกว่า 0.7 หน่วยสากล และ
ต้องมีวิตามินอีไม่น้อยกว่า 0.7 หน่วยสากล ต่อกรดไลโนลีอิก 1 กรัม
(ง) วิตามินเค 1 ไม่น้อยกว่า 4 ไมโครกรัม
(จ) วิตามินบี 1 (ไธอะมีน) ไม่น้อยกว่า 40 ไมโครกรัม
(ฉ) วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) ไม่น้อยกว่า 60 ไมโครกรัม
(ช) ไนอาซิน (นิโคตินาไมด์ หรือกรดนิโคตินิก) ไม่น้อยกว่า 250 ไมโครกรัม
(ซ) วิตามินบี 6 ไม่น้อยกว่า 45 ไมโครกรัม และไม่น้อยกว่า 15 ไมโครกรัม
ต่อโปรตีน 1 กรัม ในกรณีที่มีโปรตีนในสูตรอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กเกินกว่า 3.0 กรัม
ต่อ 418 กิโลจูล (100 กิโลแคลอรี่)
(ฌ) กรดโฟลิก ไม่น้อยกว่า 4 ไมโครกรัม
(ญ) กรดแพนโทธีนิก ไม่น้อยกว่า 300 ไมโครกรัม
(ฎ) วิตามินบี 12 (ไซยาโนโคบาลามิน) ไม่น้อยกว่า 0.15 ไมโครกรัม
(ฐ) ไบโอติน ไม่น้อยกว่า 1.5 ไมโครกรัม
(ณ) วิตามินซี (กรดแอลแอสคอร์บิค) ไม่น้อยกว่า 8 มิลลิกรัม
--------------------------------------------------------------
(3) ความในข้อ 6(6.2.1) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 157) พ.ศ.2537 ถูกยกเลิก โดยข้อ 2 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 171) พ.ศ.2539 เรื่อง อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก (ฉบับที่ 2) (113 ร.จ. ตอนที่ 16 ง.(ฉบับ
พิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
120
6.2.4 แร่ธาตุต่าง ๆ ในปริมาณ ดังต่อไปนี้
(ก) โซเดียม ไม่น้อยกว่า 20 มิลลิกรัม และไม่เกิน 85 มิลลิกรัม
(ข) โพแทสเซียม ไม่น้อยกว่า 80 มิลลิกรัม
(ค) คลอไรด์ ไม่น้อยกว่า 55 มิลลิกรัม
(ง) แคลเซียม ไม่น้อยกว่า 90 มิลลิกรัม
(จ) ฟอสฟอรัส ไม่น้อยกว่า 60 มิลลิกรัม
ทั้งนี้อัตราส่วนของแคลเซียมต่อฟอสฟอรัสต้องไม่น้อยกว่า 1.0 และ
ไม่เกิน 2.0
(ฉ) แมกนีเซียม ไม่น้อยกว่า 6 มิลลิกรัม
(ช) เหล็ก ไม่น้อยกว่า 1 มิลลิกรัม และไม่เกิน 2 มิลลิกรัม
(ช) ไอโอดีน ไม่น้อยกว่า 5 ไมโครกรัม
(ฌ) สังกะสี ไม่น้อยกว่า 0.5 มิลลิกรัม
ในกรณีที่อาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กนั้นมีความประสงค์จะให้ใช้เลี้ยง
ทารกหรือเด็กซึ่งมีระบบการย่อยอาหารผิดปกติ หรือมีการดูดซึมอาหารผิดปกติ หรือแพ้สารอาหารบางชนิด
ได้นั้น ให้มีชนิดและปริมาณของสารอาหารตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยา และให้แสดงวัตถุประสงค์นั้นไว้ในฉลากด้วย
ข้อ 7 อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กชนิดเหลว ต้องทำให้เป็น
เนื้อเดียวกันและใช้กรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนแล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(1) สเตอริไลส์
(2) ยู เอช ที
(3) กรรมวิธีอื่นที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 8 อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก ต้องไม่ใช้กรรมวิธีการ
ฉายรังสี หรือไม่มีส่วนประกอบที่ผ่านการฉายรังสี
ข้อ 9 การผลิตอาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก ถ้าจำเป็นต้องใช้
วัตถุเจือปนอาหารนอกจากวัตถุกันเสีย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปน
อาหาร
ข้อ 10 ภาชนะบรรจุที่ใช้บรรจุอาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
ต้องเป็นภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่สามารถรักษาคุณภาพหรือมาตรฐานของอาหารนั้นไว้ได้ และให้ปฏิบัติ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ภาชนะบรรจุ ด้วย
ข้อ 11 การแสดงฉลากของอาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
ให้ปฏิบัติดังนี้
11.1 ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 68 (พ.ศ.2525) เรื่อง ฉลาก
ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2525 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 95 (พ.ศ.2528)
เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2528 ยกเว้นข้อ 3
11.2 ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และอย่างน้อย
ต้องมีข้อความแสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
11.2.1 ชื่ออาหาร
11.2.2 เลขทะเบียนตำรับอาหารหรือเครื่องหมายการได้รับอนุญาตให้ใช้ฉลาก
แล้วแต่กรณี
11.2.3 ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย แล้วแต่กรณี
อาหารที่ผลิตในประเทศอาจแสดงสำนักงานใหญ่ของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุก็ได้ ในกรณีที่เป็นอาหาร
นำเข้าให้แสดงประเทศผู้ผลิตด้วย
121
11.2.4 ปริมาณของอาหารเป็นระบบเมตริก
(ก) อาหารที่เป็นผงหรือแห้ง ให้แสดงน้ำหนักสุทธิ
(ข) อาหารที่เป็นของเหลว ให้แสดงปริมาตรสุทธิ
(ค) อาหารที่มีลักษณะครึ่งแข็งครึ่งเหลว อาจแสดงเป็นน้ำหนักสุทธิ
หรือปริมาตรสุทธิก็ได้
11.2.5 ส่วนประกอบที่สำคัญของอาหารเป็นร้อยละของน้ำหนักโดยเรียงลำดับ
ปริมาณจากมากไปหาน้อย และต้องแสดงค่าพลังงานและปริมาณสารอาหารดังต่อไปนี้ ต่ออาหาร 100 กรัม
(หรือ 100 มิลลิลิตร) และต่ออาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็กที่พร้อมบริโภค
100 มิลลิลิตร
(ก) ค่าพลังงาน เป็นกิโลแคลอรีหรือกิโลจูล
(ข) โปรตีน เป็นกรัม
(ค) คาร์โบไฮเดรต เป็นกรัม
(ง) ไขมัน เป็นกรัม
(จ) กรดไลโนลีอิก เป็นมิลลิกรัม
(ฉ) วิตามินตามชนิดและหน่วยที่กำหนดไว้ในข้อ 5.2.3 หรือ 6.2.3
แล้วแต่กรณี
(ช) เกลือแร่ตามชนิดและหน่วยที่กำหนดไว้ในข้อ 5.2.4 หรือ 6.2.4
แล้วแต่กรณี
11.2.6 วันเดือนและปีที่ผลิต โดยมีข้อความว่า "ผลิต" กำกับไว้ด้วย หรือ
วันเดือนและปีที่ผลิต โดยมีข้อความว่า "ผลิต" และ วันเดือนและปีที่แบ่งบรรจุ โดยมีข้อความว่า "แบ่งบรรจุ"
กำกับไว้ด้วย กรณีที่เป็นการผลิตโดยการแบ่งบรรจุ แล้วแต่กรณี
11.2.7 วันเดือนและปีที่หมดอายุ โดยมีข้อความว่า "หมดอายุ" กำกับไว้ด้วย
11.2.8 คำแนะนำในการเก็บรักษา โดยเฉพาะภายหลังการเปิดใช้
11.2.9 วิธีเตรียม (ถ้ามี)
11.2.10 อาหารทารก ต้องมีข้อความ ดังต่อไปนี้
(ก) ข้อความว่า “สิ่งสำคัญที่ควรทราบ (4)
- นมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก เพราะมีคุณค่า
ทางโภชนาการครบถ้วน
- อาหารทารก ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ พยาบาล หรือ
นักโภชนาการ
- การเตรียมหรือใช้ส่วนผสมไม่ถูกต้องจะเป็นอันตรายต่อทารก”
ทั้งนี้ การแสดงข้อความทั้ง 3 ข้อความ ให้เรียงกันลงมา โดยอยู่ในกรอบ
เดียวกัน สีของตัวอักษรตัดกับสีพื้นของกรอบ เฉพาะข้อความแรกให้แสดงด้วยตัวอักษรหนาทึบ เห็นได้ชัดเจน
(ข) ข้อความแสดงวิธีใช้หรือตารางแนะนำการเลี้ยงประจำวัน
(ค) ข้อความว่า “ไม่ควรเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง หรือวัตถุให้ความหวานใด ๆ อีก
เพราะอาจทำให้ทารกและเด็กเล็กฟันผุและเป็นโรคอ้วนได้” ด้วยตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่า 2 มิลลิเมตร ที่
อ่านได้ชัดเจนในบริเวณเดียวกับข้อความคำเตือนอื่น ๆ (5)
--------------------------------------------------------------
(4) ความในข้อ 11(11.2.10)(ก) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 157) พ.ศ.2537 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 308) พ.ศ.2550 เรื่อง อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก (ฉบับที่ 4) (124 ร.จ. ตอนที่ 188 ง.
(ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2550) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
(5) ความในข้อ11(11.2.10)(ค) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 157) พ.ศ.2537 ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 2 ของประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 287) พ.ศ.2547 เรื่อง อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก (ฉบับที่ 3) (122 ร.จ. ตอนที่
9 ง.(ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2548)
122
11.2.11 อาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก ต้องมีข้อความ ดังต่อไปนี้
(ก) ข้อความว่า "อย่าใช้เลี้ยงทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน" ด้วยตัวอักษร
เส้นทึบสีแดง ขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 5 มิลลิเมตร ในกรอบสี่เหลี่ยมพื้นสีขาว สีของกรอบตัดกับพื้นของฉลาก
(ข) ข้อความว่า "แต่งกลิ่นธรรมชาติ" "แต่งกลิ่นเลียนธรรมชาติ"
"แต่งกลิ่นสังเคราะห์" "แต่งรสธรรมชาติ" หรือ "แต่งรสเลียนธรรมชาติ" ถ้ามีการใช้ แล้วแต่กรณี
(ค) ข้อความว่า “ไม่ควรเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง หรือวัตถุให้ความหวานใด ๆ อีก
เพราะอาจทำให้ทารกและเด็กเล็กฟันผุและเป็นโรคอ้วนได้” ด้วยตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่า 2 มิลลิเมตร ที่
อ่านได้ชัดเจนในบริเวณเดียวกับข้อความคำเตือนอื่น ๆ(6)
11.2.12 ข้อความที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด
ประกาศฉบับนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารซึ่งออกให้ตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 86 (พ.ศ.2528) เรื่อง อาหารทารก ลงวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2528 และ
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 87 (พ.ศ.2528) เรื่อง อาหารเสริมสำหรับเด็ก ลงวันที่ 10 มกราคม
พ.ศ.2528 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับอาหารเสริมสำหรับเด็กชนิดครบถ้วน ให้ผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้น
ทะเบียนตำรับอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าวมาดำเนินการแก้ไขตำรับอาหารให้มี
รายละเอียดถูกต้องตามประกาศฉบับนี้ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ และ
เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้วให้คงใช้ฉลากเดิมไปพลางก่อนจนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือถึงวันที่ผู้อนุญาต
ได้แจ้งให้ทราบถึงการไม่อนุญาตให้ใช้ฉลากนั้นต่อไป
ในการอนุญาตให้ใช้ฉลากใหม่ตามวรรคหนึ่ง ถ้าปรากฎว่าฉลากเดิมที่ได้จัดทำไว้ใช้ก่อนวันที่
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ใช้บังคับยังเหลืออยู่ และไม่ถูกต้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับนี้ ผู้อนุญาตจะอนุญาตให้ใช้ฉลากเดิมไปพลางก่อนจนกว่าจะหมดก็ได้ ทั้งนี้ต้องไม่เกินหนึ่งปี นับแต่วัน
ที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2537
อาทิตย์ อุไรรัตน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 111 ตอนพิเศษ 54 ง. ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2537)
--------------------------------------------------------------
(6) ความในข้อ11(11.2.11)(ค) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 157) พ.ศ.2537 ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 2 ของประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 287) พ.ศ.2547 เรื่อง อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก (ฉบับที่ 3) (122 ร.จ. ตอนที่ 9 ง.(ฉบับ
พิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2548)
123
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 158 (พ.ศ.2537)
เรื่อง อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง อาหารเสริมสำหรับเด็ก
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็กเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ
ข้อ 2 อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก หมายความว่า อาหารที่ใช้เสริมคุณค่าอาหารและ
สร้างความคุ้นเคยในการกินอาหารทั่วไปให้แก่ทารกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 12 เดือน หรือเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี
ถึง 3 ปี มี 6 ชนิด คือ
2.1 แป้ง ได้แก่ อาหารที่ทำจากธัญญพืชเป็นหลัก
2.2 ผัก ได้แก่ อาหารที่ทำจากพืชผักเป็นหลัก
2.3 ถั่ว ได้แก่ อาหารที่ทำจากถั่วเป็นหลัก
2.4 ผลไม้ ได้แก่ อาหารที่ทำจากผลไม้เป็นหลัก
2.5 เนื้อสัตว์ ได้แก่ อาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ทุกชนิด ตับ ไข่ เป็นหลัก
2.6 ผสม ได้แก่ อาหารตาม 2.1 ถึง 2.5 รวมกันตั้งแต่สองชนิดขึ้นไป
ข้อ 3 อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
3.1 มีกลิ่นรสตามลักษณะเฉพาะของอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก
3.2 มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
3.2.1 ร่วนเป็นผง หรือแห้ง ไม่เกาะเป็นก้อน สำหรับอาหารเสริมสำหรับทารกและ
เด็กเล็กชนิดแห้ง และเมื่อได้ผสมตามคำแนะนำที่แสดงไว้ในฉลากแล้ว ต้องมีลักษณะนุ่มเหมาะสำหรับการ
ป้อนด้วยช้อน
3.2.2 เป็นเนื้อเดียวกันหรือมีชิ้นเล็ก ๆ ผสมอยู่ด้วย เหมาะสำหรับการป้อนด้วยช้อน
สำหรับอาหารเสริมสำหรับเด็กเล็กชนิดเหลว
3.2.3 ลักษณะอื่นตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยา
3.3 มีชนิดและปริมาณสารอาหาร ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะ
กรรมการอาหารและยา
3.4 มีความชื้น ดังต่อไปนี้
3.4.1 ไม่เกินร้อยละ 5 ของน้ำหนัก สำหรับอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก
ชนิดแห้งที่ไม่ต้องผ่านการหุงต้มก่อนรับประทาน
3.4.2 ไม่เกินร้อยละ 8 ของน้ำหนัก สำหรับอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก
ชนิดแห้งที่ต้องผ่านการหุงต้มก่อนรับประทาน
3.5 ไม่มีฮอร์โมน หรือสารปฏิชีวนะ
124
3.6 ไม่ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล
3.7 ไม่มีวัตถุกันเสีย
3.8 ไม่ใส่สี ไม่ใช้วัตถุปรุงแต่งรสอาหาร
3.9 ไม่แต่งกลิ่นรส ทั้งนี้เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา
3.10 ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
3.11 ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์หรือสารเป็นพิษอื่น ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อ
สุขภาพ
3.12 ตรวจไม่พบบักเตรีชนิด อี.โคไล (Escherichia coli) ในอาหาร 0.1 กรัม หรือ
0.1 มิลลิลิตร
3.13 ตรวจไม่พบบักเตรีในอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็กที่ใช้กรรมวิธีสเตอริไลส์
0.1 มิลลิลิตร
3.14 ตรวจไม่พบบักเตรีในอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็กชนิดเหลวที่ใช้กรรมวิธี
ยู เอช ที 0.1 มิลลิลิตร
3.15 ตรวจพบบักเตรีได้ไม่เกิน 50,000 ในอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็กชนิดแห้ง
ที่ไม่ต้องผ่านการหุงต้มก่อนรับประทาน 1 กรัม และไม่เกิน 100,000 ในอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก
ชนิดแห้งที่ต้องผ่านการหุงต้มก่อนรับประทาน 1 กรัม
3.16 ตรวจพบบักเตรีตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
สำหรับอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็กชนิดเหลวที่ใช้กรรมวิธีอื่น
3.17 มีโซเดียมได้ไม่เกิน 200 มิลลิกรัม ในอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก 100 กรัม
โดยคำนวณจากน้ำหนักอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็กในลักษณะพร้อมที่จะบริโภคได้
ข้อ 4 อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็กชนิดเหลวต้องใช้กรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อน
แล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้
4.1 สเตอริไลส์
4.2 ยู เอช ที
4.3 กรรมวิธีอื่นตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 5 อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก ต้องไม่ใช้กรรมวิธีฉายรังสีอาหาร หรือไม่มี
ส่วนประกอบที่ผ่านการฉายรังสี
ข้อ 6 การผลิตอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็กถ้าจำเป็นต้องใช้วัตถุเจือปนอาหาร
นอกจากวัตถุกันเสีย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร
ข้อ 7 ภาชนะบรรจุที่ใช้บรรจุอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก ต้องเป็นภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
ที่สามารถรักษาคุณภาพหรือมาตรฐานของอาหารนั้นไว้ได้ และให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง ภาชนะบรรจุ ด้วย
125
ข้อ 8 การแสดงฉลากอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก ให้ปฏิบัติดังนี้
8.1 ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 68 (พ.ศ.2525) เรื่อง ฉลาก
ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2525 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 95 (พ.ศ.2528)
เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2528 ยกเว้นข้อ 3
8.2 ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และอย่างน้อย
ต้องมีข้อความแสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
8.2.1 ชื่ออาหาร
8.2.2 เลขทะเบียนตำรับอาหาร หรือเครื่องหมายการได้รับอนุญาตให้ใช้ฉลาก
แล้วแต่กรณี
8.2.3 ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย แล้วแต่กรณี อาหาร
ที่ผลิตในประเทศอาจแสดงสำนักงานใหญ่ของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุก็ได้ ในกรณีที่เป็นอาหารนำเข้า
ให้แสดงประเทศผู้ผลิตด้วย
8.2.4 ปริมาณอาหารเป็นระบบเมตริก
(ก) อาหารที่เป็นผงหรือแห้ง ให้แสดงน้ำหนักสุทธิ
(ข) อาหารที่เป็นของเหลว ให้แสดงปริมาตรสุทธิ
(ค) อาหารที่มีลักษณะครึ่งแข็งครึ่งเหลว อาจแสดงเป็นน้ำหนักสุทธิ หรือ
ปริมาตรสุทธิก็ได้
8.2.5 ส่วนประกอบที่สำคัญของอาหารเป็นร้อยละของน้ำหนัก โดยเรียงลำดับ
ปริมาณจากมากไปหาน้อย และต้องแสดงค่าพลังงาน และปริมาณสารอาหารดังต่อไปนี้ ต่อ อาหาร 100 กรัม
(หรือ 100 มิลลิลิตร) และต่อปริมาณอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็กที่แนะนำให้บริโภค 1 ครั้ง
(ก) ค่าพลังงาน เป็นกิโลแคลอรีหรือกิโลจูล
(ข) โปรตีน เป็นกรัม
(ค) คาร์โบไฮเดรต เป็นกรัม
(ง) ไขมัน เป็นกรัม
(จ) วิตามิน ถ้ามีการเติม
(ฉ) เกลือแร่ ถ้ามีการเติม
8.2.6 วันเดือนและปีที่ผลิต โดยมีข้อความว่า "ผลิต" กำกับไว้ด้วย หรือ วันเดือน
และปีที่ผลิต โดยมีข้อความว่า "ผลิต" และ วันเดือนและปีที่แบ่งบรรจุ โดยมีคำว่า "แบ่งบรรจุ" กำกับไว้ด้วย
กรณีที่เป็นการผลิตโดยการแบ่งบรรจุ แล้วแต่กรณี
8.2.7 วันเดือนและปีที่หมดอายุ โดยมีข้อความว่า "หมดอายุ" กำกับไว้ด้วย
8.2.8 คำแนะนำในการเก็บรักษา โดยเฉพาะภายหลังการเปิดใช้
8.2.9 วิธีเตรียม (ถ้ามี)
8.2.10 ข้อความว่า "แต่งกลิ่นธรรมชาติ" "แต่งกลิ่นเลียนธรรมชาติ" "แต่งกลิ่น
สังเคราะห์" "แต่งรสธรรมชาติ" หรือ "แต่งรสเลียนธรรมชาติ" ถ้ามีการใช้ แล้วแต่กรณี
8.2.11 ข้อความว่า "อย่าใช้เลี้ยงทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน" ด้วยตัวอักษรเส้นทึบ
สีแดง ขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 5 มิลลิเมตร ในกรอบสี่เหลี่ยมพื้นสีขาว สีของกรอบตัดกับพื้นของฉลาก
8.2.12 ข้อความที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด
126
ประกาศฉบับนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารซึ่งออกให้
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 87 (พ.ศ.2528) เรื่อง อาหารเสริมสำหรับเด็ก ลงวันที่ 10 มกราคม
พ.ศ.2528 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับอาหารเสริมสำหรับเด็กเฉพาะอย่าง และให้ผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียน
ตำรับอาหาร ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าว มาดำเนินการแก้ไขตำรับอาหารให้มี
รายละเอียดถูกต้องตามประกาศฉบับนี้ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และ
เมื่อได้ดำเนินการดังกล่าวแล้วให้คงใช้ฉลากเดิมไปพลางก่อนจนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือถึงวันที่ผู้อนุญาต
ได้แจ้งให้ทราบถึงการไม่อนุญาตให้ใช้ฉลากนั้นต่อไป
ในการอนุญาตให้ใช้ฉลากใหม่ตามวรรคหนึ่ง ถ้าปรากฎว่าฉลากเดิมที่ได้จัดทำไว้ใช้
ก่อนวันที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ใช้บังคับยังเหลืออยู่ และไม่ถูกต้องตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขฉบับนี้ ผู้อนุญาตจะอนุญาตให้ใช้ฉลากเดิมไปพลางก่อนจนกว่าจะหมดก็ได้ ทั้งนี้ต้องไม่เกิน
หนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2537
อาทิตย์ อุไรรัตน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 111 ตอนพิเศษ 54 ง. ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2537)
127
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 167) พ.ศ.2538
เรื่อง การขยายระยะเวลาการใช้ฉลากนมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลง
สูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรขยายเวลาการใช้ฉลากเดิมที่ยังเหลืออยู่ของนมดัดแปลงสำหรับทารก
และนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก ออกไปอีกระยะหนึ่ง
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ให้ขยายระยะเวลาการใช้ฉลากเดิมในส่วนที่เกี่ยวกับการผ่อนผันให้ผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้น
ทะเบียนตำรับอาหารที่ออกให้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 85 (พ.ศ.2528) เรื่อง นมดัดแปลง
สำหรับทารก ลงวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2528 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 87 (พ.ศ.2528)
เรื่อง อาหารเสริมสำหรับเด็ก ลงวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2528 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับอาหารเสริมสำหรับ
เด็กชนิดครบถ้วน และได้ดำเนินการแก้ไขตำรับอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 156 (พ.ศ.
2537) เรื่อง นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก ลงวันที่
14 สิงหาคม พ.ศ.2537 ออกไปอีก ทั้งนี้ต้องไม่เกินวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2539
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2538
เสนาะ เทียนทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 113 ตอนที่ 11 ง. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539)
128
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 168) พ.ศ.2538
เรื่อง การขยายระยะเวลาการใช้ฉลากอาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรขยายเวลาการใช้ฉลากเดิมที่ยังเหลืออยู่ของอาหารทารกและอาหารสูตร
ต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก ออกไปอีกระยะหนึ่ง
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ให้ขยายระยะเวลาการใช้ฉลากเดิมในส่วนที่เกี่ยวกับการผ่อนผันให้ผู้ที่ได้รับใบสำคัญการขึ้น
ทะเบียนตำรับอาหารที่ออกให้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 86 (พ.ศ.2528) เรื่อง อาหารทารก
ลงวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2528 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 87 (พ.ศ.2528)เรื่อง อาหารเสริม
สำหรับเด็ก ลงวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2528 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับอาหารเสริมสำหรับเด็กชนิดครบถ้วน
และได้ดำเนินการแก้ไขตำรับอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 157 (พ.ศ.2537) เรื่อง
อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก ลงวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2537 ออกไปอีก
ทั้งนี้ต้องไม่เกินวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2539
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2538
เสนาะ เทียนทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 113 ตอนที่ 11 ง. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539)
129
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 169) พ.ศ.2538
เรื่อง การขยายระยะเวลาการใช้ฉลากอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรขยายเวลาการใช้ฉลากเดิมที่ยังเหลืออยู่ของอาหารเสริมสำหรับทารก
และเด็กเล็ก ออกไปอีกระยะหนึ่ง
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ให้ขยายระยะเวลาการใช้ฉลากเดิมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการผ่อนผันให้ผู้ที่ได้รับใบสำคัญการ
ขึ้นทะเบียนตำรับอาหารที่ออกให้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 87 (พ.ศ.2528) เรื่อง อาหาร
เสริมสำหรับเด็ก ลงวันที่ 10 มกราคม พ.ศ.2528 เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับอาหารเสริมสำหรับเด็กเฉพาะ
อย่าง และได้ดำเนินการแก้ไขตำรับอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 158 (พ.ศ.2537) เรื่อง
อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก ลงวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2537 ออกไปอีก ทั้งนี้ต้องไม่เกินวันที่
30 พฤศจิกายน พ.ศ.2539
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ.2538
เสนาะ เทียนทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 113 ตอนที่ 11 ง. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539)
130
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 171) พ.ศ.2539
เรื่อง อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก (ฉบับที่ 2)
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงข้อกำหนดเกี่ยวกับสารโปรตีนที่ใช้ในอาหารทารกและอาหาร
สูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก ให้ชัดเจนขึ้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกความใน 5.2.1 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 157 (พ.ศ.2537)
เรื่อง อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก ลงวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2537 และให้
ใช้ความต่อไปนี้แทน
"5.2.1 สารโปรตีน ต้อง
(ก) มีสารโปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนเทียบเท่าเคซีน
ในปริมาณไม่น้อยกว่า 1.8 กรัม และมีปริมาณสารโปรตีนทั้งหมดไม่เกิน 4.0 กรัม
(ข) หากใช้โปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนไม่เทียบเท่าเคซีน
สารโปรตีนนั้นต้องมีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีน โดยมีอัตราส่วนของสารโปรตีนที่จะนำมาใช้
ประโยชน์ได้ (Protein Efficiency Ratio, PER) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของเคซีน หรือมีคุณค่าทาง
โภชนาการของสารโปรตีนซึ่งวัดโดยวิธีการอื่นตามความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
แต่ทั้งนี้การใช้สารโปรตีนดังกล่าวต้องปรับคุณภาพของสารโปรตีนนั้นให้มีคุณค่าทางโภชนาการของสาร
โปรตีนเทียบเท่าเคซีนด้วย
การเติมกรดอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย (Essential amino acid) เพื่อปรับปรุง
คุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนต้องเป็นกรดอมิโนแบบแอล (L-form amino acid) ตามที่ได้รับความ
เห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และเติมในปริมาณเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์
ดังกล่าว”
ข้อ 2 ให้ยกเลิกความใน 6.2.1 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 157 (พ.ศ.2537)
เรื่อง อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก ลงวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ.2537 และให้ใช้
ความต่อไปนี้แทน
"6.2.1 สารโปรตีน ต้อง
(ก) มีสารโปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนเทียบเท่าเคซีน
ในปริมาณไม่น้อยกว่า 3.0 กรัม และมีปริมาณสารโปรตีนทั้งหมดไม่เกิน 5.5 กรัม
131
(ข) หากใช้สารโปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนไม่เทียบเท่าเคซีน
สารโปรตีนนั้นต้องมีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนโดยมีอัตราส่วนของสารโปรตีนที่จะนำมาใช้
ประโยชน์ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของเคซีน หรือมีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนซึ่งวัดโดยวิธีการอื่น
ตามความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แต่ทั้งนี้การใช้สารโปรตีนดังกล่าวต้องปรับ
คุณภาพของสารโปรตีนนั้นให้มีคุณค่าทางโภชนาการของสารโปรตีนเทียบเท่าเคซีนด้วย
การเติมกรดอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายเพื่อปรับปรุงคุณค่าทางโภชนาการของสาร
โปรตีนต้องเป็นกรดอมิโนแบบแอลตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
และเติมในปริมาณเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว"
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 23 มกราคม พ.ศ.2539
เสนาะ เทียนทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 113 ตอนที่ 16 ง. วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2539)
132
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 174 (พ.ศ.2539)
เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามนำเข้าหรือจำหน่าย
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรห้ามนำเข้าหรือจำหน่ายซึ่งอาหารที่พ้นกำหนดหมดอายุหรือที่ควรบริโภค
ตามที่กำหนดไว้บนฉลาก
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(8) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ให้อาหารดังต่อไปนี้ ที่พ้นกำหนดหมดอายุหรือที่พ้นกำหนดที่ควรบริโภคตามที่แสดงไว้ใน
ฉลาก เป็นอาหารที่ห้ามนำเข้าหรือจำหน่าย
1. อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
2. อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก
3. นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
4. นมเปรี้ยว
5. นมโคที่ผ่านกรรมวิธีพาสเจอไรซ์ เช่น นมสดพาสเจอไรซ์ นมแปลงไขมันพาสเจอไรซ์
นมคืนรูปพาสเจอไรซ์ นมปรุงแต่งพาสเจอไรซ์ และผลิตภัณฑ์ของนมพาสเจอไรซ์ เป็นต้น
6. อาหารมีวัตถุประสงค์พิเศษ
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2539
เสนาะ เทียนทอง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 113 ตอนที่ 103 ง. ลงวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2539)
133
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 179) พ.ศ.2540)
เรื่อง อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2)
------------------------------------------
โดยที่เป็นการส่งเสริมการส่งออกเพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(4)(5)(6)(7)(9) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ให้ยกเลิกความในข้อ 11 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 144 (พ.ศ.2535) เรื่อง อาหาร
ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 11 ประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับกับ
11.1 อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในการส่งออก
11.2 อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทตามข้อ 3(2) ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยาได้ประกาศยกเว้นไว้”
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2540
สมศักดิ์ เทพสุทิน
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 114 ตอนที่ 102 ง. ลงวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2540)
134
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 182 ) พ.ศ.2541
เรื่อง ฉลากโภชนาการ
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้มีการแสดงฉลากโภชนาการ เพื่อให้ข้อมูลและความรู้ด้าน
คุณค่าทางโภชนาการของอาหารแก่ประชาชน อันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคทางด้านอาหารและโภชนาการ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้อาหารดังต่อไปนี้ เป็นอาหารที่ต้องแสดงฉลากโภชนาการ
1.1 อาหารที่มีการกล่าวอ้างทางโภชนาการ
1.2 อาหารที่มีการใช้คุณค่าในการส่งเสริมการขาย
1.3 อาหารที่ระบุกลุ่มผู้บริโภคในการส่งเสริมการขาย
1.4 อาหารอื่นตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด โดยความ
เห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร
ข้อ 2 ในประกาศนี้
“อาหารที่มีการกล่าวอ้างทางโภชนาการ” หมายถึง อาหารที่แสดงข้อมูลทางโภชนาการ
บนฉลากเกี่ยวกับชนิดหรือปริมาณสารอาหาร ปริมาณสารอาหารโดยเปรียบเทียบ หรือหน้าที่ของสารอาหาร
แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงอาหารที่มีการกล่าวอ้างทางโภชนาการเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่องนั้น ๆ
“อาหารที่มีการใช้คุณค่าในการส่งเสริมการขาย” หมายถึง อาหารที่มีการนำข้อมูลเกี่ยว
กับคุณประโยชน์หรือหน้าที่ของตัวผลิตภัณฑ์ ส่วนประกอบหรือสารอาหารอย่างหนึ่งอย่างใดของผลิตภัณฑ์
ที่มีต่อร่างกายหรือสุขภาพ มาใช้เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการขาย
“อาหารที่ระบุกลุ่มผู้บริโภคในการส่งเสริมการขาย” หมายถึง อาหารที่มุ่งจะใช้
กับกลุ่ม ผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มวัยเรียน กลุ่มผู้บริหาร กลุ่มผู้สูงอายุ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงอาหาร
ที่มีการระบุกลุ่มผู้บริโภคเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่องนั้น ๆ
“สารอาหาร” หมายถึง สารอาหารที่กำหนดไว้ในบัญชีหมายเลข 3 แนบท้าย
ประกาศฉบับนี้ และให้หมายความรวมถึงพลังงานที่ได้จากสารอาหารด้วย
ข้อ 3 การแสดงฉลากอาหารตามข้อ 1 ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย
เรื่องฉลาก และต้องแสดงฉลากโภชนาการ โดยปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ด้วย
ข้อ 4 การแสดงฉลากโภชนาการจะต้องแสดงข้อความเป็นภาษาไทย แต่จะมีภาษาต่างประเทศ
ด้วยก็ได้ โดยจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามบัญชีแนบท้ายประกาศฉบับนี้ ดังนี้
4.1 บัญชีหมายเลข 1 : รูปแบบและเงื่อนไขของการแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการ
4.2 บัญชีหมายเลข 2 : วิธีการกำหนดปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคกับจำนวน
หน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ
135
4.3 บัญชีหมายเลข 3 : สารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุ
ตั้งแต่หกปีขึ้นไป
4.4 บัญชีหมายเลข 4 : หลักเกณฑ์ในการกล่าวอ้างทางโภชนาการบนฉลากอาหาร
ข้อ 5 ประกาศฉบับนี้ไม่ใช้บังคับกับ
5.1 นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก และ
อาหารอื่นซึ่งได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดในส่วนที่เกี่ยวกับการแสดงสารอาหารบนฉลาก
ไว้แล้วโดยเฉพาะ
5.2 อาหารที่มิได้จำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภคหรืออาหารที่มิได้ผลิตหรือนำสั่งเข้ามา
เพื่อจำหน่ายในประเทศ
5.3 อาหารที่บรรจุในภาชนะบรรจุย่อย ซึ่งมุ่งหมายจะจำหน่ายรวมกันในภาชนะบรรจุใหญ่
ข้อ 6 ประกาศฉบับนี้
6.1 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาเป็นต้นไป
6.2 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ซึ่งอาหารที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร อาหารที่
ได้รับอนุญาตให้ใช้ฉลากอาหาร อาหารที่ได้รับแจ้งรายละเอียด หรืออาหารที่จะต้องแสดงฉลากโภชนาการ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ ยื่นคำขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยื่นขออนุญาตใช้ฉลากอาหารตาม
ประกาศฉบับนี้ แล้วแต่กรณี ให้ถูกต้องภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ และ
เมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้คงใช้ฉลากนั้นไปพลางก่อนได้จนกว่าจะได้รับอนุญาต หรือถึงวันที่ผู้อนุญาต
ได้แจ้งให้ทราบถึงการไม่อนุญาตให้ใช้ฉลากนั้นต่อไป
ในการอนุญาตให้ใช้ฉลากใหม่ตามวรรคหนึ่ง ถ้าปรากฏว่าฉลากเดิมที่ได้จัดทำไว้ใช้
ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับเหลืออยู่ และไม่ถูกต้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้
ผู้อนุญาตจะอนุญาตให้ใช้ฉลากเดิมไปพลางก่อนจนกว่าจะหมดก็ได้แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปี นับแต่วันที่
ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ
ประกาศ ณ วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2541
รักเกียรติ สุขธนะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับทั่วไป เล่ม 115 ตอนที่ 47 ง. ลงวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2541)
136
บัญชีหมายเลข 1
แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541
รูปแบบและเงื่อนไขของการแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการ
1. รูปแบบของกรอบข้อมูลโภชนาการ ต้องมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ สำหรับรูปแบบ
ที่นอกเหนือจากนี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
1.1 การแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการแบบเต็ม
(1) การแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการแบบเต็มรูปแบบมาตรฐาน
ส่วนที่ 1
ข้อมูลโภชนาการ
หนึ่งหน่วยบริโภค :……………..(………...)
จำนวนหน่วยบริโภคต่อ ……… : ……...
ส่วนที่ 2
ช่วงที่ 1
คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
พลังงานทั้งหมด …… กิโลแคลอรี (พลังงานจากไขมัน ….. กิโลแคลอรี)
ช่วงที่ 2
ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน *
ไขมันทั้งหมด ….. ก. …..%
ไขมันอิ่มตัว ….. ก. …..%
โคเลสเตอรอล ….. มก. …..%
โปรตีน ….. ก.
คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ….. ก. …..%
ใยอาหาร ….. ก. …..%
น้ำตาล ….. ก.
โซเดียม ….. มก. …..%
ช่วงที่ 3
ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน *
วิตามินเอ …..% วิตามินบี 1 …..%
วิตามินบี 2 …..% แคลเซียม …..%
เหล็ก …..%
* ร้อยละของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่
6 ปีขึ้นไป (Thai RDI) โดยคิดจากความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี
ความต้องการพลังงานของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ผู้ที่ต้องการพลังงานวันละ 2,000
กิโลแคลอรี ควรได้รับสารอาหารต่าง ๆ ดังนี้
ส่วนที่ 3
ไขมันทั้งหมด น้อยกว่า 65 ก.
ไขมันอิ่มตัว น้อยกว่า 20 ก.
โคเลสเตอรอล น้อยกว่า 300 มก.
คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 300 ก.
ใยอาหาร 25 ก.
โซเดียม น้อยกว่า 2,400 มก.
พลังงาน (กิโลแคลอรี) ต่อกรัม : ไขมัน = 9 ; โปรตีน = 4 ; คาร์โบไฮเดรต = 4
หมายเหตุ 1. ให้เติมข้อมูลในช่องว่าง “…………” ให้สมบูรณ์ตามรูปแบบของกรอบ
2. ในกรณีที่อาหารดังกล่าวไม่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง หรือไม่มีลักษณะ
การบริโภคใกล้เคียงกับอาหารที่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง ให้ยกเว้นการแสดงปริมาณ
อาหารหนึ่งหน่วยบริโภคและจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ และให้แสดงข้อความ “คุณค่าทาง
โภชนาการต่อ 100 ก.” หรือ “คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 มล.” แทนข้อความ “คุณค่าทางโภชนาการต่อ
หนึ่งหน่วยบริโภค
137
(2) การแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการแบบเต็มรูปแบบขวาง สำหรับฉลากที่มีพื้นที่แนวตั้งจำกัดและมีพื้นที่ตั้งแต่ 250 ตารางเซนติเมตร ขึ้นไป
ข้อมูลโภชนาการ คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน * * ร้อยละของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภค
หนึ่งหน่วยบริโภค : ………….(……...) ไขมันทั้งหมด ….. ก. …..% ต่อวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป(Thai RDI)
จำนวนหน่วยบริโภคต่อ ………. : ……… ไขมันอิ่มตัว ….. ก. …..% โดยคิดจากความต้องการพลังงาน
โคเลสเตอรอล ….. มก. …..% วันละ 2,000 กิโลแคลอรี
พลังงานทั้งหมด ……… กิโลแคลอรี โปรตีน ….. ก. ความต้องการพลังงานของแต่ละบุคคลต่างกันผู้ที่
(พลังงานจากไขมัน ….. กิโลแคลอรี) คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ….. ก. …..% ต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี ควรได้
ใยอาหาร ….. ก. …..% รับสารอาหารต่าง ๆ ดังนี้
น้ำตาล ….. ก. ไขมันทั้งหมด น้อยกว่า 65 ก.
โซเดียม ….. มก. …..% ไขมันอิ่มตัว น้อยกว่า 20 ก.
โคเลสเตอรอล น้อยกว่า 300 มก.
ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน * คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 300 ก.
ใยอาหาร 25 ก.
วิตามินเอ …..% วิตามินบี 1 ….. % วิตามินบี 2 …..% โซเดียม น้อยกว่า 2,400 มก.
แคลเซียม …..% เหล็ก …..% พลังงาน (กิโลแคลอรี) ต่อกรัม : ไขมัน = 9 ;
โปรตีน =4 ; คาร์โบไฮเดรต =4
หมายเหตุ 1. ให้เติมข้อมูลในช่องว่าง “…………” ให้สมบูรณ์ตามรูปแบบของกรอบ
2. ในกรณีที่อาหารดังกล่าวไม่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง หรือไม่มีลักษณะการบริโภคใกล้เคียงกับอาหารที่มีการกำหนดปริมาณ
หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง ให้ยกเว้นการแสดงปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคและจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ และให้แสดงข้อความ
“คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 ก.” หรือ “คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 มล.” แทนข้อความ “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค”
138
(3) การแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการแบบเต็มรูปแบบขวาง สำหรับฉลากที่มีพื้นที่แนวตั้งจำกัดและมีพื้นที่น้อยกว่า 250 ตารางเซนติเมตร
ข้อมูลโภชนาการ คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน *
หนึ่งหน่วยบริโภค : ………….(……...)
จำนวนหน่วยบริโภคต่อ ………. : ……. ไขมันทั้งหมด ….. ก. …..%
ไขมันอิ่มตัว ….. ก. …..%
พลังงานทั้งหมด ……… กิโลแคลอรี โคเลสเตอรอล ….. มก. …..%
(พลังงานจากไขมัน ….. กิโลแคลอรี) โปรตีน ….. ก.
คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ….. ก. …..%
* ร้อยละของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน ใยอาหาร ….. ก. …..%
สำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI) โดยคิดจาก น้ำตาล ….. ก.
ความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี โซเดียม ….. มก. …..%
ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน *
วิตามินเอ …..% วิตามินบี 1 ….. % วิตามินบี 2 …..%
แคลเซียม …..% เหล็ก …..%
หมายเหตุ 1. ให้เติมข้อมูลในช่องว่าง “…………” ให้สมบูรณ์ตามรูปแบบของกรอบ
2. ในกรณีที่อาหารดังกล่าวไม่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง หรือไม่มีลักษณะการบริโภคใกล้เคียงกับอาหารที่มีการกำหนดปริมาณ
หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง ให้ยกเว้นการแสดงปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคและจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ และให้แสดงข้อความ
“คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 ก.” หรือ “คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 มล.” แทนข้อความ “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
139
(4) การแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการแบบเต็มรูปแบบข้อความต่อเนื่องสำหรับฉลากที่มีพื้ที่น้อยกว่า
80 ตารางเซนติเมตร
ข้อมูลโภชนาการ หนึ่งหน่วยบริโภค : ….. (……); จำนวนหน่วยบริโภคต่อ ….. : ..…. คุณค่าทาง
โภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค : พลังงานทั้งหมด ……. กิโลแคลอรี; พลังงานจากไขมัน ……. กิโล
แคลอรี; ไขมันทั้งหมด … ก. (…..%)*; ไขมันอิ่มตัว ……. ก. (…..%)*; โคเลสเตอรอล ……. มก.
(…..%)*; โปรตีน ……. ก.; คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด … ก. (…..%)*; ใยอาหาร ……. ก. (…..%)*; น้ำตาล
……. ก.; โซเดียม ……. มก. (…..%)*; วิตามินเอ (…..%)*; วิตามินบี 1 (…..%)*; วิตามินบี 2
(…..%)*; แคลเซียม (…..%)*; เหล็ก (…..%)* *ร้อยละของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน
สำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI) โดยคิดจากความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี
หมายเหตุ 1. ให้เติมข้อมูลในช่องว่าง “…………” ให้สมบูรณ์ตามรูปแบบของกรอบ
2. ในกรณีที่อาหารดังกล่าวไม่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง หรือไม่มีลักษณะ
การบริโภคใกล้เคียงกับอาหารที่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง ให้ยกเว้นการแสดงปริมาณ
อาหารหนึ่งหน่วยบริโภคและจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ และให้แสดงข้อความ “คุณค่าทาง
โภชนาการต่อ 100 ก.” หรือ “คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 มล.” แทนข้อความ “คุณค่าทางโภชนาการต่อ
หนึ่งหน่วยบริโภค”
140
1.2 การแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการแบบย่อ
ให้เลือกแสดงได้เมื่อสารอาหารที่กำหนดในกรอบข้อมูลโภชนาการแบบเต็มส่วนที่ 2 จำนวน
ตั้งแต่ 8 รายการขึ้นไป จาก 15 รายการ มีปริมาณที่น้อยมากไม่มีความสำคัญจนถือว่าเป็นศูนย์ตามหลักเกณฑ์
ในข้อ 2.5 ของบัญชีนี้ ทั้งนี้หากปริมาณสารอาหารใดที่กำหนดให้แสดงในกรอบข้อมูลโภชนาการแบบเต็ม
แต่ไม่กำหนดให้แสดงในกรอบข้อมูลโภชนาการแบบย่อ มีค่าที่มีนัยสำคัญก็ต้องแสดงไว้ในกรอบข้อมูล
โภชนาการแบบย่อด้วย
(1) การแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการแบบย่อรูปแบบมาตรฐาน
ข้อมูลโภชนาการ
หนึ่งหน่วยบริโภค : ………….(…………)
จำนวนหน่วยบริโภคต่อ ……… : ………
คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค
พลังงานทั้งหมด …….. กิโลแคลอรี
ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน *
ไขมันทั้งหมด ….. ก. ………. %
โปรตีน .…. ก.
คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ….. ก. ………. %
น้ำตาล ...….. ก.
โซเดียม ….. มก. ………. %
* ร้อยละของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป
(Thai RDI) โดยคิดจากความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี
หมายเหตุ 1. ให้เติมข้อมูลในช่องว่าง “…………” ให้สมบูรณ์ตามรูปแบบของกรอบ
2. ในกรณีที่อาหารดังกล่าวไม่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง หรือไม่มีลักษณะการ
ลักษณะการบริโภคใกล้เคียงกับอาหารที่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง ให้ยกเว้นการแสดง
ปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคและจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ และให้แสดงข้อความ “คุณค่า
ทางโภชนาการต่อ 100 ก.” หรือ “คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 มล.” แทนข้อความ “คุณค่าทางโภชนาการ
ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค”
141
(2) การแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการแบบย่อรูปแบบขวาง สำหรับฉลากที่มีพื้นที่แนวตั้งจำกัด
ข้อมูลโภชนาการ คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน*
หนึ่งหน่วยบริโภค : ………….(……...) ไขมันทั้งหมด ….. ก. …..%
จำนวนหน่วยบริโภคต่อ ………. : ……. โปรตีน ….. ก.
คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ….. ก. …..%
พลังงานทั้งหมด ……… กิโลแคลอรี น้ำตาล ….. ก.
* ร้อยละของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน โซเดียม ….. มก. …..%
สำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI) โดยคิดจาก
ความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี
หมายเหตุ 1. ให้เติมข้อมูลในช่องว่าง “…………” ให้สมบูรณ์ตามรูปแบบของกรอบ
2. ในกรณีที่อาหารดังกล่าวไม่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง หรือไม่มีลักษณะการบริโภคใกล้เคียงกับอาหารที่มีการกำหนดปริมาณ
หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง ให้ยกเว้นการแสดงปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคและจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ และให้แสดงข้อความ
“คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 ก.” หรือ “คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 มล.” แทนข้อความ “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค”
142
(3) การแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการแบบย่อรูปแบบข้อความต่อเนื่อง สำหรับฉลากที่มีพื้นที่
น้อยกว่า 80 ตารางเซนติเมตร
ข้อมูลโภชนาการ หนึ่งหน่วยบริโภค : ….. (…….); จำนวนหน่วยบริโภคต่อ …… : ….. คุณค่าทาง
โภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค : พลังงานทั้งหมด ……. กิโลแคลอรี; ไขมันทั้งหมด ……. ก.
(…..%)*; โปรตีน ……. ก.; คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด ……. ก. (…..%)*; น้ำตาล ……. ก.; โซเดียม …….
มก. (…..%)* * ร้อยละของปริมาณสารอาหารที่ แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปี
ขึ้นไป (Thai RDI) โดยคิดจากความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี
หมายเหตุ 1. ให้เติมข้อมูลในช่องว่าง “…………” ให้สมบูรณ์ตามรูปแบบของกรอบ
2. ในกรณีที่อาหารดังกล่าวไม่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง หรือไม่มีลักษณะการบริโภคใกล้เคียงกับอาหาร
ที่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง ให้ยกเว้นการแสดงปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคและจำนวนหน่วยบริโภค
ต่อภาชนะบรรจุ และให้แสดงข้อความ “คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 ก.” หรือ “คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 มล.”
แทนข้อความ “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค”
143
1.3 การแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการแบบควบคู่ (1)
ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์ที่จำห น่ายต้องผสมกับส่วนประกอบอื่น และ/หรือนำไปผ่านกรรมวิธีตามที่ระบุ
บนฉลากก่อนบริโภค หากต้องการแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในสภาพตามที่จำหน่าย และในสภาพ
หลังเตรียมตามคำแนะนำบนฉลากให้แสดงตามรูปแบบกรอบข้อมูลโภชนาการแบบควบคู่นี้ แต่หากต้องการแสดงเฉพาะ
กรอบข้อมูลโภชนาการของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในสภาพตามที่จำหน่ายให้แสดงตามรูปแบบที่กำหนดในข้อ 1.1
กรอบข้อมูลโภชนาการแบบควบคู่
ข้อมูลโภชนาการ
หนึ่งหน่วยบริโภค : …….(……...)
จำนวนหน่วยบริโภคต่อ ……. : ………
คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์หลังเตรียม
พลังงานทั้งหมด กิโลแคลอรี …….. ……..
(พลังงานจากไขมัน กิโลแคลอรี) …….. ……..
คุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน*
ไขมันทั้งหมด …….. ก. ……..% ……..%
ไขมันอิ่มตัว …….. ก. ……..% ……..%
โคเลสเตอรอล ….. มก. ……..% ……..%
โปรตีน …….. ก.
คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด …….. ก. ……..% ……..%
ใยอาหาร …….. ก. ……..% ……..%
น้ำตาล …….. ก.
โซเดียม …….. มก. ……..% ……..%
วิตามินเอ ……..% ……..%
วิตามินบี 1 ……..% ……..%
วิตามินบี 2 ……..% ……..%
แคลเซียม ……..% ……..%
เหล็ก ……..% ……..%
* ร้อยละของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI)
โดยคิดจากความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี
ความต้องการพลังงานของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ผู้ที่ต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี
ควรได้รับสารอาหารต่าง ๆ ดังนี้
ไขมันทั้งหมด น้อยกว่า 65 ก.
ไขมันอิ่มตัว น้อยกว่า 20 ก.
โคเลสเตอรอล น้อยกว่า 300 มก.
คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 300 ก.
ใยอาหาร 25 ก.
โซเดียม น้อยกว่า 2,400 มก.
พลังงาน (กิโลแคลอรี) ต่อกรัม : ไขมัน = 9 ; โปรตีน = 4 ; คาร์โบไฮเดรต = 4
หมายเหตุ 1. ให้เติมข้อมูลในช่องว่าง “…………” ให้สมบูรณ์ตามรูปแบบของกรอบ
2. ในกรณีที่อาหารดังกล่าวไม่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง หรือไม่มีลักษณะการบริโภคใกล้เคียง
กับอาหารที่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง ให้ยกเว้นการแสดงปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคและจำนวน
หน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ และให้แสดงข้อความ “คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 ก.” หรือ “คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100
มล.” แทนข้อความ “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค”
3. คำว่า “ผลิตภัณฑ์” และ “ผลิตภัณฑ์หลังเตรียม” ให้ระบุเป็นชื่อชนิดของอาหารตามข้อเท็จจริง เช่น “แป้งเค้ก
ผสม” และ “เค้ก” ตามลำดับ เป็นต้น --------------------------------------------------------------------------------------
(1) ความใน 1.3 ของข้อ 1 ในบัญชีหมายเลข 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ. 2541 ถูกยกเลิก
โดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 219) พ.ศ.2544 เรื่อง ฉลากโภชนาการ(ฉบับที่ 2) และใช้ความใหม่แทนแล้ว (118 ร.จ. ตอนที่ 70 ง.
(ฉบับพิเศษ แผนราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544)
144
2. เงื่อนไขการแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการ
2.1 ต้องแสดงตามรูปแบบที่กำหนด การแสดงสีของพื้นกรอบข้อมูลให้ใช้สีเดียวกันและสีของข้อความ
ในกรอบข้อมูลต้องใช้สีที่ตัดกันกับสีของพื้นกรอบ ซึ่งทำให้ข้อความที่ระบุอ่านได้ชัดเจน ตัวอักษร
ต้องใช้สีเดียวกันและต้องมีขนาดสัมพันธ์กับพื้นที่ของกรอบ
2.2 ต้องแสดงข้อมูลพลังงานหรือสารอาหารทุกรายการตามที่กำหนดให้แสดงในกรอบข้อมูลโภชนาการ
แต่ละแบบ แม้ว่าพลังงานหรือสารอาหารนั้น ๆ จะมีปริมาณที่น้อยมากไม่มีความสำคัญจนถือว่า
เป็นศูนย์ตามหลักเกณฑ์ในเงื่อนไขการแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการข้อ 2.5
2.3 การแสดงข้อมูลสารอาหารอื่นนอกเหนือจากที่กำหนดให้โดยที่สารอาหารนั้นมีอยู่ในบัญชีหมายเลข 3
แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ ต้องแสดงสารอาหารนั้นในกรอบข้อมูลโภชนาการ
ส่วนที่ 2 ช่วงที่ 1 ถึง 3 และจะต้องแสดงตามลำดับก่อนหลังดังต่อไปนี้ สำหรับสารอาหารที่ไม่มีอยู่
ในบัญชีหมายเลข 3 ดังกล่าว ให้แสดงชนิดและปริมาณสารอาหารนั้นนอกกรอบข้อมูลโภชนาการ
เท่านั้น
ส่วนที่ 2 ช่วงที่ 1 พลังงานทั้งหมด*
พลังงานจากไขมัน*
พลังงานจากไขมันอิ่มตัว
ช่วงที่ 2 ไขมันทั้งหมด*
ไขมันอิ่มตัว*
ไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว
ไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง
โคเลสเตอรอล*
โปรตีน*
คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด*
ใยอาหาร*
ใยอาหารที่ละลายน้ำได้
ใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ
น้ำตาล*
น้ำตาลแอลกอฮอล์
คาร์โบไฮเดรตส่วนอื่น
โซเดียม*
โพแทสเซียม
ช่วงที่ 3 วิตามินเอ*
วิตามินบี 1*
วิตามินบี 2*
แคลเซียม*
เหล็ก*
วิตามินและแร่ธาตุตัวอื่นที่มีอยู่ในบัญชีสารอาหารที่แนะนำให้
บริโภคประจำวัน สำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป
(Thai RDI) ให้แสดงปริมาณเป็นร้อยละของ Thai RDI
โดยเรียงตามลำดับปริมาณจากมากไปน้อย
หมายเหตุ * เป็นข้อมูลโภชนาการที่บังคับให้แสดงในกรอบข้อมูลโภชนาการแบบเต็ม
2.4 หากผลิตภัณฑ์มีการเติมสารอาหารลงในอาหาร หรือมีการกล่าวอ้างถึงสารอาหารใดบนฉลาก
โดยสารอาหารนั้นมิได้บังคับให้แสดงในกรอบข้อมูลโภชนาการ ต้องแสดงสารอาหารนั้นตาม
เงื่อนไขการแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการข้อ 2.3 ด้วย
145
2.5 หลักเกณฑ์การปัดตัวเลขของการแสดงค่าปริมาณสารอาหารบนฉลากโภชนาการ
พลังงานและสารอาหาร หน่วย ผลการ
วิเคราะห์
การแสดงค่าปริมาณสารอาหาร* ผลการคำนวณเป็น
ร้อยละของปริมาณ
ที่แนะนำต่อวัน**
การแสดงค่าปริมาณสารอาหาร
เป็นร้อยละของปริมาณ
ที่แนะนำต่อวัน**
ปริมาณที่น้อยมากไม่มี
ความสำคัญจนถือว่า
เป็นศูนย์
พลังงาน,
พลังงานจากไขมัน
กิโลแคลอรี < 5
< 50
> 50
แสดงค่าเป็น 0
แสดงค่าขึ้นลงขั้นละ 5
แสดงค่าขึ้นลงขั้นละ 10
< 5 กิโลแคลอรี
ไขมันทั้งหมด,
ไขมันอิ่มตัว
กรัม < 0.5
< 5
> 5
แสดงค่าเป็น 0
แสดงค่าขึ้นลงขั้นละ 0.5
แสดงค่าขึ้นลงขั้นละ 1
< 0.5 กรัม
โคเลสเตอรอล มิลลิกรัม < 2
2-5
> 5
แสดงค่าเป็น 0
แสดงค่า “น้อยกว่า 5”
แสดงค่าขึ้นลงขั้นละ 5
ค่าที่ได้ทุกระดับ ปัดเป็นจำนวนเต็ม
ให้ใกล้เคียงมากที่สุด
< 2 มิลลิกรัม
โปรตีน
คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด,
ใยอาหาร, น้ำตาล
กรัม < 0.5
< 1
> 1
แสดงค่าเป็น 0
แสดงค่า “น้อยกว่า 1”
แสดงค่าขึ้นลงขั้นละ 1
< 1 กรัม
(เฉพาะน้ำตาล < 0.5 กรัม)
โซเดียม มิลลิกรัม < 5
5-140
> 140
แสดงค่าเป็น 0
แสดงค่าขึ้นลงขั้นละ 5
แสดงค่าขึ้นลงขั้นละ 10
< 5 มิลลิกรัม
วิตามิน, เกลือแร่
(ยกเว้นโซเดียม)
(ไม่ต้องแสดง) < 2
< 10
> 10-50
> 50
แสดงค่าเป็น 0 หรือ “น้อยกว่า 2”
แสดงค่าขึ้นลงขั้นละ 2
แสดงค่าขึ้นลงขั้นละ 5
แสดงค่าขึ้นลงขั้นละ 10
< ร้อยละ 2 ของปริมาณที่
แนะนำต่อวัน
หมายเหตุ * แสดงต่อปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลาก ถ้าไม่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง หรือไม่มีลักษณะการบริโภคใกล้เคียงกับอาหารที่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงไว้แล้วให้แสดงต่อ
100 ก. หรือต่อ 100 มล.
** ปริมาณที่แนะนำต่อวัน หมายถึง สารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai Recommended Daily Intakes-Thai RDI)
“>” หมายถึง “มากกว่า” “<” หมายถึง “น้อยกว่า” “<” หมายถึง “น้อยกว่าหรือเท่ากับ” “>” หมายถึง “มากกว่าหรือเท่ากับ”
เอกสารอ้างอิง
1. Codex Alimentarius. 1993. Codex Guidelines on Nutrition Labelling CAC/GL 2-1985 (Rev.1-1993)
2. U.S. Food and Drug Administration. 1995. Code of Federal Regulations 21 CFR part 101 : Food Labeling.
146
เอกสารอ้างอิง
1. Codex Alimentarius. 1993. Codex Guidelines on Nutrition Labelling CAC/GL
2-1985 (Rev.1-1993)
2. U.S. Food and Drug Administration. 1995. Code of Federal Regulations 21 CFR
part 101 : Food Labeling.
147
บัญชีหมายเลข 2
แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541
วิธีการกำหนดปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคกับจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ
1. หนึ่งหน่วยบริโภค หมายถึง ปริมาณอาหารที่คนไทยปกติทั่วไปรับประทานได้หมดใน
1 ครั้ง ปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคที่ระบุในฉลากโภชนาการเป็นปริมาณอาหารที่ผู้ผลิตแนะนำให้
ผู้บริโภครับประทานผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ในแต่ละครั้ง หรือเรียกว่า “กินครั้งละ” นั่นเอง
ปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคนี้กำหนดได้จากปริมาณ “หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง”
ซึ่งเป็นค่าปริมาณอาหารโดยน้ำหนักหรือปริมาตรของการรับประทานแต่ละครั้งที่ประมวลได้จากการสำรวจ
พฤติกรรมการบริโภคและข้อมูลจากผู้ผลิตเป็นเกณฑ์ ทั้งนี้ปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคดังกล่าวอาจไม่
เท่ากับปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงก็ได้ แต่จะต้องเป็นค่าที่ใกล้เคียงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
2. จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ หมายถึง จำนวนครั้งของการบริโภคอาหารนั้นที่มี
อยู่ในหนึ่งหน่วยภาชนะบรรจุ
3. ตารางปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงของผลิตภัณฑ์อาหารต่าง ๆ เพื่อประโยชน์
ในการแสดง “หนึ่งหน่วยบริโภค” ในฉลากโภชนาการ จึงกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงของผลิตภัณฑ์
อาหารต่าง ๆ โดยจัดเป็น 7 กลุ่ม ตามลักษณะของผลิตภัณฑ์หรือลักษณะการบริโภคผลิตภัณฑ์ ได้แก่
3.1 กลุ่มนมและผลิตภัณฑ์ (Dairy products)
3.2 กลุ่มเครื่องดื่ม (พร้อมดื่ม) (Beverages)
3.3 กลุ่มอาหารขบเคี้ยวและขนมหวาน (Snack food and desserts)
3.4 กลุ่มอาหารกึ่งสำเร็จรูป (Semi- processed foods)
3.5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบ (Bakery products)
3.6 กลุ่มธัญพืชและผลิตภัณฑ์ (Cereals and grain products)
3.7 กลุ่มอื่น ๆ (Miscellaneous)
147
3.1 กลุ่มนมและผลิตภัณฑ์ (Dairy products)
ลำดับที่ ชนิดอาหาร หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
1. นมและผลิตภัณฑ์นมพร้อมดื่ม 200 มล.
2. นมข้นไม่หวาน (นมข้นจืด) (condensed, evaporated, undiluted) 15 มล.
3. นมข้นหวาน (sweetened, condensed) 20 ก.
4. โยเกิร์ตชนิดครึ่งแข็งครึ่งเหลว 150 ก.
5. โยเกิร์ตชนิดพร้อมดื่ม 150 มล.
6. โยเกิร์ตแช่แข็ง 80 ก.
7. ครีมและครีมเทียม (เหลว) 15 มล.
8. ครีมและครีมเทียม (ผง) 3 ก.
9. ครีมเปรี้ยว 30 ก.
10. ครีมพร่องมันเนย (half & half) 30 มล.
11. ครีมชีสและชีสสเปรด 30 ก.
12. เนยแข็งชนิดคอตเตจ 110 ก.
13. เนยแข็งชนิดริคอตตาและคอตเตจชนิดแห้ง 55 ก.
14. เนยแข็งชนิดพาร์มีซาน โรมาโน 5 ก.
15. เนยแข็งชนิดอื่น 30 ก.
3.2 กลุ่มเครื่องดื่ม (พร้อมดื่ม) (Beverages)
ลำดับที่ ชนิดอาหาร หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
1. น้ำผลไม้
2. เครื่องดื่มจากพืช ผัก และธัญพืช รวมทั้งนมถั่วเหลือง 200 มล.
3. เครื่องดื่มที่มีหรือไม่มีกาซผสมอยู่ (รวมทั้งน้ำบริโภคและน้ำแร่)
4. ชา กาแฟ และเครื่องดื่มอื่น ๆ
148
3.3 กลุ่มอาหารขบเคี้ยวและขนมหวาน (Snack food and desserts)
ลำดับที่ ชนิดอาหาร หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
1. ข้าวเกรียบ ข้าวโพดคั่ว มันฝรั่งทอด ขนมกรอบ กล้วยฉาบ
และ extruded snack ต่าง ๆ
30 ก.
2. ถั่วและนัต (เช่น ถั่วอบเกลือ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์อบเกลือ) 30 ก.
3. ช็อกโกแลตและขนมโกโก้ 40 ก.
4. คัสตาร์ด พุดดิ้ง 140 ก.
5. ขนมหวานไทย เช่น สังขยา วุ้น ฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด 80 ก.
6. วุ้นสำเร็จรูปและขนมเยลลี่ 20 ก.
7. ไอศกรีมนม ไอศกรีมดัดแปลง ไอศกรีมผสม รวมทั้งส่วนเคลือบ
และกรวย
80 ก.
8. ไอศกรีมหวานเย็น น้ำผลไม้แช่แข็ง 80 ก.
9. ไอศกรีมซันเดย์ 80 ก.
10. ลูกอม ลูกกวาด ทอฟฟี่ อมยิ้ม มาร์ชแมลโลว์ 6 ก.
11. หมากฝรั่ง 3 ก.
12. ขนมที่ทำจากธัญพืช ถั่ว นัต และน้ำตาลเป็นหลัก (Grain-based
bars) ทั้งชนิดที่มีและไม่มีไส้หรือเคลือบ เช่น Granola bars,
rice cereal bars กระยาสารท ถั่วตัด ข้าวพอง ข้าวแตน
นางเล็ด
40 ก.
3.4 กลุ่มอาหารกึ่งสำเร็จรูป (Semi-processed food)
ลำดับที่ ชนิดอาหาร หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
1. บะหมี่ เส้นหมี่ วุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ 50 ก.
2. ข้าวต้ม โจ๊ก 50 ก.
149
3.5 กลุ่มผลิตภัณฑ์ขนมอบ (Bakery products)
ลำดับที่ ชนิดอาหาร หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
1. ขนมปัง (Bread) 50 ก.
2. บราวนี 30 ก.
3. คุกกี้ 30 ก.
4. เค้ก
- ชนิดหนัก เช่น ชีสเค้ก เค้กผลไม้ ซึ่งมีส่วนผสมของผลไม้ นัต
ตั้งแต่ 35% ขึ้นไป
80 ก.
- คัพเค้ก เอแคลร์ ครีมพัฟ ชิฟฟอน สปันจ์เค้กที่มีหรือไม่มีไอซิ่ง
หรือไส้
55 ก.
5. เค้กกาแฟ โดนัต และมัฟฟิน 55 ก.
6. ขนมปังกรอบ แครกเกอร์ เวเฟอร์ บิสกิต 30 ก.
7. แครกเกอร์ที่เป็นกรวยไอศกรีม 15 ก.
8. แพนเค้ก 110 ก.
9. วอฟเฟิล 85 ก.
10. พาย เพสตรี้ ทั้งชนิดที่มีและไม่มีไส้ 55 ก.
3.6 กลุ่มธัญพืชและผลิตภัณฑ์ (Cereals and grain products)
ลำดับที่ ชนิดอาหาร หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
1. อาหารเช้าจากธัญพืช (Breakfast cereal) (พร้อมบริโภค)
- ที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 20 กรัมต่อ 1 ถ้วย 15 ก.
- ที่มีน้ำหนักระหว่าง 20 กรัมถึงน้อยกว่า 43 กรัมต่อ 1 ถ้วย 30 ก.
- ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 43 กรัมขึ้นไปต่อ 1 ถ้วย 55 ก.
2. รำข้าว (Bran) หรือจมูกข้าวสาลี (Wheat germ) 15 ก.
3. แป้งสาลี แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งท้าวยายม่อม และ
Cornmeal
30 ก.
4. แป้งข้าวโพด แป้งมันสำปะหลัง แป้งมันฝรั่ง 10 ก.
5. พาสต้า (มะกะโรนี สปาเกตตี และอื่น ๆ) 55 ก. (ดิบ)
140 ก. (ต้มสุก)
25 ก. (ทอดกรอบ)
6. ข้าวเจ้า ข้าวบาร์เล่ย์ 50 ก. (ดิบ)
130 ก. (สุก)
150
3.7 กลุ่มอื่น ๆ (Miscellaneous)
ลำดับที่ ชนิดอาหาร หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
1. อาหารที่บรรจุกระป๋อง ขวดแก้วที่ปิดสนิท ซองอลูมิเนียมฟอยล์
retort pouch
- เนื้อสัตว์ ปลา หอย ในน้ำ น้ำมัน น้ำเกลือ (ไม่รวมของเหลว) 55 ก.
- เนื้อสัตว์ ปลา หอย ในซอส เช่น ซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศ 85 ก.
- เนื้อสัตว์ ปลา หอย ทอดแล้วบรรจุแบบแห้ง เช่น ปลาเกล็ดขาว
ทอดกรอบ
25 ก.
- เนื้อสัตว์ ปลา หอย ทอดแล้วบรรจุกับของเหลว เช่น หอยลาย
ผัดพริก ปลาดุกอุยสามรส
85 ก.
- ปลาแอนโชวี 15 ก.
- ผัก (ไม่รวมของเหลว) เช่น ถั่วฝักยาวในน้ำเกลือ ข้าวโพดอ่อน
ในน้ำเกลือ
130 ก.
- ผักหรือถั่วในซอส 130 ก.
- ผลไม้ (รวมของเหลว) 140 ก.
- ซุปพร้อมบริโภคและแกงต่าง ๆ 200 ก.
- ซุปสกัด 40 มล.
- น้ำกะทิพร้อมบริโภค 80 มล.
2. เบคอน 15 ก.
3. ไส้กรอกที่มีอัตราส่วนความชื้น : โปรตีน น้อยกว่า 2 : 1 เช่น
กุนเชียง เปปเปอโรนี รวมทั้งเนื้อสวรรค์ หมูสวรรค์
40 ก.
4. ไส้กรอกชนิดอื่น ๆ และหมูยอ 55 ก.
5. เนื้อสัตว์แห้ง เช่น หมูหยอง เนื้อทุบ 20 ก.
6. เนื้อสัตว์ดอง รมควัน 55 ก.
7. ผักแช่อิ่มหรือดอง (ไม่รวมของเหลว) 20 ก.
8. ผลไม้แช่อิ่มหรือดอง (ไม่รวมของเหลว) 30 ก.
9. ผลไม้แห้งและผลไม้กวน 30 ก.
10. เนย มาการีน น้ำมัน และไขมันบริโภค 1 ชต.
11. มายองเนส แซนด์วิชสเปรด สังขยาทาขนมปัง เนยถั่ว น้ำพริกเผา 15 ก.
12. น้ำสลัดชนิดต่าง ๆ 30 ก.
13. ซอสสำหรับจิ้ม เช่น ซอสมัสตาร์ด 1 ชต.
151
ลำดับที่ ชนิดอาหาร หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
14. ซอสที่ใช้กับอาหารเฉพาะอย่าง (entrée sauce)
- ซอสสปาเกตตี 125 ก.
- ซอสพิซซ่า 30 ก.
- น้ำจิ้มสุกี้ 30 ก.
- น้ำจิ้มไก่ น้ำจิ้มสะเต๊ะ หน้าตั้ง น้ำปลาหวาน 50 ก.
15. เครื่องปรุงรส
- น้ำส้มสายชู น้ำปลา น้ำเกลือปรุงอาหาร 1 ชต.
- ซอสมะเขือเทศ ซีอิ๊ว ซอสพริก ซอสมะละกอ ซอสแป้ง
ซีอิ๊วหวาน เต้าเจี้ยว
1 ชต.
- ซอสเปรี้ยว 1 ชช.
- น้ำพริกคลุกข้าว เช่น น้ำพริกตาแดง น้ำพริกสวรรค์ 1 ชต.
16. น้ำผึ้ง แยม เยลลี่ 1 ชต.
17. น้ำเชื่อม เช่น เมเปิลไซรัปและผลิตภัณฑ์ราดหน้าขนมต่าง ๆ 30 มล.
18. น้ำตาล 4 ก.
19. เกลือ (รวมทั้งวัตถุทดแทนเกลือ เกลือปรุงรส) 1 ก.
4. วิธีการกำหนดปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคและจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ
4.1 วิธีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค
(1) ใช้หน่วยวัดทั่วไป ได้แก่ ถ้วย แก้ว ชต. (ช้อนโต๊ะ) ชช. (ช้อนชา) ตามความเหมาะสม
ของอาหาร แล้วกำกับด้วยน้ำหนักหรือปริมาตรในระบบเมตริกไว้ในวงเล็บด้วย เช่น “หนึ่งหน่วยบริโภค :
1 ขวด (250 มล.)” เว้นแต่ถ้าไม่สามารถใช้หน่วย ถ้วย แก้ว ชต. ชช. จึงจะใช้หน่วย แผ่น ถาด ขวด ชิ้น ผล
ลูก หัว หรืออื่น ๆ แล้วแต่กรณี หรือเศษส่วนแทนได้ เช่น ขนมปังชนิดแผ่นใช้ “หนึ่งหน่วยบริโภค : 2 แผ่น
(46 กรัม)” อย่างไรก็ตามถ้าไม่สามารถระบุตามปริมาณดังกล่าวข้างต้นได้ หรือผลิตภัณฑ์ที่โดยธรรมชาติมี
ขนาดแตกต่างกัน เช่น ปลาทั้งตัว ให้แจ้งน้ำหนักโดยการประมาณขนาดของผลิตภัณฑ์ให้ใกล้เคียงกับ
ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงที่สุด เช่น “หนึ่งหน่วยบริโภค : ประมาณ 1/2 ตัว (80 กรัมรวมซอส)”
(2) ถ้าอาหารในภาชนะบรรจุนั้นสามารถบริโภคได้หมดใน 1 ครั้ง ให้ใช้ปริมาณทั้งหมด
เช่น “หนึ่งหน่วยบริโภค : 1 กล่อง (200 กรัม)”
(3) อาหารที่เป็นหน่วยใหญ่และจะต้องแบ่งรับประทานเป็นชิ้น ๆ (เช่น เค้กพิซซ่านมเปรี้ยว
ขนาด 1,000 มล.) ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคให้ระบุเป็นเศษส่วนของอาหาร โดยใช้ค่าเศษส่วนที่มีน้ำหนัก
หรือปริมาตรใกล้เคียงกับปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงที่สุด เศษส่วนที่อนุญาตให้ใช้ คือ 1/2 1/3 1/4
1/5 1/6 1/8 ตัวอย่างเช่น เค้ก “หนึ่งหน่วยบริโภค : 1/8 อัน (60 กรัม)”
(4) อาหารที่แยกเป็นชิ้นแต่บรรจุรวมกันในภาชนะบรรจุใหญ่ เช่น ขนมปังแผ่นหรือลูกอม
โดยแต่ละชิ้นจะมีภาชนะบรรจุแยกจากกันหรือไม่ก็ตาม ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลากของ
ภาชนะบรรจุใหญ่ให้กำหนดดังนี้
152
- ถ้าผลิตภัณฑ์ 1 ชิ้น มีน้ำหนักน้อยกว่า 50% ของปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
ให้ระบุจำนวนหน่วยที่รวมแล้วได้น้ำหนักใกล้เคียงกับปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงที่สุด
- ถ้าผลิตภัณฑ์ 1 ชิ้น มีน้ำหนักมากกว่า 50% แต่น้อยกว่า 200% ของปริมาณ
หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงแต่สามารถรับประทานได้ใน 1 ครั้ง ให้ถือว่า 1 ชิ้นเป็น 1 หน่วยบริโภคได้
- ถ้าผลิตภัณฑ์ 1 ชิ้น มีน้ำหนักเท่ากับหรือมากกว่า 200% ของปริมาณหนึ่งหน่วย
บริโภคอ้างอิง แต่สามารถรับประทานได้ใน 1 ครั้ง ให้ถือว่า 1 ชิ้นเป็น 1 หน่วยบริโภค หากไม่สามารถ
รับประทานหมดใน 1 ครั้งให้ใช้เกณฑ์ตามข้อ 4.1 (3) แทน
(5) อาหารที่มีลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน เช่น แป้ง น้ำตาล หน่วยวัดที่ใช้ต้องเหมาะสม
เพื่อให้ปริมาณที่วัดได้ใกล้เคียงกับปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงมากที่สุด เช่น หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
ของน้ำตาลเป็น 4 กรัม ควรวัดด้วยช้อนชาเพื่อให้ได้น้ำหนักใกล้เคียงกับ 4 กรัมมากที่สุด
(6) อาหารที่บรรจุในน้ำ น้ำเกลือ น้ำมัน หรือของเหลวอื่นที่ปกติไม่ได้รับประทาน
ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคจะคิดจากส่วนที่เป็นเนื้ออาหาร (drained solid) เท่านั้น
4.2 การปัดเศษของหน่วยวัดทั่วไป เพื่อกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค
ถ้วยตวง - ปรับส่วนที่เพิ่มเป็น 1/4 หรือ 1/3 ถ้วย ถ้าส่วนที่เพิ่มมากกว่าหรือเท่ากับ
2 ชต. แต่น้อยกว่า 1/4 ถ้วย ให้แจ้งส่วนที่เพิ่มเป็นจำนวน ชต. ตัวอย่างเช่น “หนึ่งหน่วยบริโภค : 1 ถ้วย
3 ชต. (255 กรัม)”
ช้อนโต๊ะ - ถ้าส่วนที่เพิ่มมากกว่าหรือเท่ากับ 1 ชช. แต่น้อยกว่า 1 ชต. ให้แจ้งส่วนที่เพิ่ม
เป็นจำนวน ชช.
- ระหว่าง 1-2 ชต. สามารถแจ้งส่วนที่เพิ่มเป็น 1 1 1/3 1 1/2 2/3 2 ชต.
ช้อนชา - ส่วนเพิ่มน้อยกว่า 1 ชช. ให้แจ้งเพิ่มครั้งละ 1/4 ชช.
หมายเหตุ กรณีที่ตวงวัดได้ค่ากึ่งกลางพอดี เช่น 2.5 ชต. (อยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 กับ 3 ชต.) สามารถ
ปัดขึ้นเป็น 3 ชต. หรือปัดลงเป็น 2 ชต. ก็ได้
1 ถ้วย = 14 ชต. (ของแข็ง) หรือ 16 ชต. (ของเหลว)
1 ชต. = 3 ชช.
4.3 วิธีกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคในระบบเมตริก
(1) อาหารเป็นของเหลวให้ใช้หน่วยเป็น มล. (มิลลิลิตร) หรือ ซม.3 (ลูกบาศก์เซนติเมตร)
สำหรับอาหารที่มีลักษณะอื่นให้ใช้หน่วยน้ำหนักเป็นกรัม โดยการชั่ง ตวง วัด จริง
(2) การปัดเศษปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคในระบบเมตริก
- ค่ามากกว่า 5 - ให้ใช้เลขจำนวนเต็ม โดยการปัดเศษให้เป็นเลขจำนวนเต็มที่ใกล้เคียง เช่น
น้อยกว่าหรือเท่ากับ 15.5 มล. ปัดเป็น 15 มล.
มากกว่า 15.5 มล. ปัดเป็น 16 มล.
- ค่าตั้งแต่ 2-5 - ให้ปัดเศษได้ครั้งละ 0.5 เช่น 2.3 กรัม ปัดเป็น 2.5 กรัม หรือ 2.1 กรัม ปัดเป็น
2 กรัม
- ค่าน้อยกว่า 2 - ให้ปัดเศษได้ครั้งละ 0.1
(3) ถ้าผลิตภัณฑ์สามารถบริโภคได้หมดภายใน 1 ครั้ง ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคใน
ระบบเมตริก คือ น้ำหนักหรือปริมาตรสุทธิของผลิตภัณฑ์ที่ระบุในฉลากด้านหน้า
153
4.4 วิธีการกำหนดจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ โดยทั่วไปแล้วคำนวณจากการหาร
ปริมาณส่วนที่รับประทานได้ทั้งหมดในภาชนะบรรจุนั้นด้วยปริมาณของหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งกำหนดได้ตาม
วิธีในข้อ 4.1 4.2 และ 4.3 ที่กล่าวแล้ว
(1) วิธีการปัดเศษของจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ
- กรณีค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 2-5 ให้แจ้งจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ โดยปัด
เศษทีละ 0.5 ที่ใกล้เคียง เช่น 2 2.5 3 …..
- กรณีค่าที่ได้มากกว่า 5 ให้ปัดเศษเป็นเลขจำนวนเต็ม เช่น 6 7 8 ….. หากค่าที่ได้
อยู่กึ่งกลางพอดี เช่น 7.5 ให้ปัดเป็น 7 เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค
ทั้งนี้หากมีการปัดเศษขึ้นหรือลงให้เพิ่มข้อความ “ประมาณ” กำกับ เช่น ปัดจาก 3.6
เป็น 3.5 ให้ใช้จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุเป็น “ประมาณ 3.5”
(2) ถ้าอาหารทั้งภาชนะบรรจุรวมแล้วมีน้ำหนักน้อยกว่า 50% ของปริมาณหนึ่งหน่วย
บริโภคอ้างอิง ให้ระบุจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุเป็น 1
(3) ถ้าอาหารทั้งภาชนะบรรจุรวมแล้วมากกว่า 150% แต่น้อยกว่า 200% ของปริมาณ
หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง โดยที่ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงมีค่า 100 ก. (หรือ 100 มล.) หรือมากกว่า
ผู้ผลิตสามารถระบุจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุเป็น 1 หรือ 2 ได้ เช่น โยเกิร์ตชนิดครึ่งแข็ง-ครึ่งเหลว
กำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงเป็น 150 ก. ถ้าผลิตภัณฑ์บรรจุ 250 ก. ผลิตภัณฑ์นี้อาจระบุ
จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุเป็น 1 หรือ 2 ก็ได้
4.5 รูปแบบการแสดงปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคและจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะ
บรรจุ อาหารใดมีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงไว้แล้วตามบัญชีข้างต้น หรือมิได้กำหนด
ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงไว้โดยตรง แต่มีลักษณะการบริโภคใกล้เคียงกับอาหารในบัญชีดังกล่าว
ให้แสดงปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคโดยใช้หน่วยวัดทั่วไป แล้วกำกับด้วยปริมาณในระบบเมตริก
ดังตัวอย่างต่อไปนี้
หนึ่งหน่วยบริโภค : 1 กล่อง (200 มล.)
จำนวนหน่วยบริโภคต่อกล่อง : 1
สำหรับอาหารที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ข้างต้น ให้ยกเว้นการแสดงปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภค
และจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ และให้แสดงข้อความ ”คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 ก.” หรือ
“คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 มล.” แทนข้อความ ”คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค”
154
5. ตัวอย่างการกำหนดปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคและจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ
ตัวอย่างที่ 1 ข้าวเกรียบกุ้งบรรจุถุงพลาสติก น้ำหนักสุทธิ 75 กรัม
คำอธิบาย
1. หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงคือ 30 กรัม
2. ชั่งข้าวเกรียบให้ได้น้ำหนักใกล้เคียง 30 ก.
แล้วนับจำนวนชิ้นได้ 64 ชิ้น
3. ดังนั้น
หนึ่งหน่วยบริโภค : 64 ชิ้น (30 กรัม)
4. หาค่าจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ โดยหาร
น้ำหนักสุทธิ 75 กรัม ด้วยปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค
30 กรัม
ได้ดังนี้ 75 / 30 = 2.5
ดังนั้นจำนวนหน่วยบริโภคต่อถุงเป็น 2.5
5. แสดงข้อมูลบนฉลากดังนี้
หนึ่งหน่วยบริโภค : 64 ชิ้น (30 กรัม)
จำนวนหน่วยบริโภคต่อถุง : 2.5
- บัญชีหมายเลข 2 ข้อ 3.3 ลำดับที่ 1
- อาหารนี้ไม่สามารถใช้หน่วยถ้วย แก้ว
หรือ ชต. ชช. ได้ จึงใช้หน่วยชิ้นแทน
(บัญชีหมายเลข 2 ข้อ 4.1(1) และ 4.1(4))
- ค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 2-5 ให้ปัดเศษทีละ 0.5
ที่ใกล้เคียง (บัญชีหมายเลข 2 ข้อ 4.4(1))
ตัวอย่างที่ 2 ซีอิ๊วขาวบรรจุขวดแก้วปริมาตร 700 มิลลิลิตร
คำอธิบาย
1. หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงคือ 1 ชต.
2. ตวงซีอิ๊วขาว 1 ชต. ได้ปริมาตร 15 มล.
3. ดังนั้น
หนึ่งหน่วยบริโภค : 1 ชต. (15 มล.)
4. หาค่าจำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ โดยหาร
ปริมาตรสุทธิ 700 มล. ด้วยปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค
15 มล.
ได้ดังนี้ 700 / 15 = 46.6
ดังนั้นจำนวนหน่วยบริโภคต่อขวดเป็น 47
5. แสดงข้อมูลบนฉลากดังนี้
หนึ่งหน่วยบริโภค : 1 ชต. (15 มล.)
จำนวนหน่วยบริโภคต่อขวด : ประมาณ 47
- บัญชีหมายเลข 2 ข้อ 3.7 ลำดับที่ 15
- ค่าที่ได้มากกว่า 5 ให้ปัดเศษเป็นเลข
จำนวนเต็ม โดยเพิ่มข้อความ “ประมาณ”
กำกับด้วย (บัญชีหมายเลข 2 ข้อ 4.4(1))
156
บัญชีหมายเลข 3
แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541
สารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป
(THAI RECOMMENDED DAILY INTAKES-THAI RDI)
“มาตรการสำคัญในการดำเนินการปรับปรุงและส่งเสริมให้ประชาชนมีภาวะโภชนาการที่ดี
สามารถดำรงสุขภาพอนามัยอย่างสมบูรณ์ คือ การวางแผนจัดการด้านอาหารบริโภค โดยมุ่งให้ประชาชน
ส่วนรวมของประเทศได้รับอาหารบริโภคประจำวันซึ่งประกอบด้วยสารอาหารชนิดต่าง ๆ ที่มีคุณค่าทาง
โภชนาการอย่างเหมาะสมและเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งความต้องการอาหารและ
โภชนาการในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล หรือชุมชน จะเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันเป็นอย่างมาก เนื่องจาก
ปัจจัยแวดล้อมและองค์ประกอบอื่น ๆ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ประเทศต่าง ๆ จะต้องจัดให้มีแนวทางหรือ
หลักการในการแนะนำอาหารบริโภคสำหรับประชาชนในประเทศของตน ให้บริโภคอาหารมีคุณค่าสาร
อาหารชนิดต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับความต้องการด้านโภชนาการอย่างแท้จริง…”
กรมอนามัยได้จัดทำข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย
(Recommended Daily Dietary Allowances for Healthy Thais) ซึ่งใช้ชื่อย่อว่า RDA ขึ้นเมื่อปี
พ.ศ.2532 บัญชี RDA นี้กำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทยไว้ รวม 17 ชนิด โดยแบ่ง
กลุ่มคนไทยเป็นกลุ่มใหญ่ 8 กลุ่มตามอายุและเพศ และเนื่องจากความต้องการสารอาหารบางชนิดแตกต่าง
กันตามอายุ แต่ละกลุ่มจึงยังมีการแบ่งเป็นกลุ่มย่อยตามระดับอายุอีกด้วย ข้อกำหนดนี้จึงจะเป็นประโยชน์
อย่างยิ่งในการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มีสารอาหารตามความต้องการสำหรับแต่ละกลุ่มโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตามการจัดทำฉลากโภชนาการของผลิตภัณฑ์อาหารทั่ว ๆ ไป กำหนดไว้ว่าต้องแสดงคุณค่าทาง
โภชนาการของอาหารนั้นโดยแจ้งชนิดและปริมาณของสารอาหารที่มี รวมถึงให้แจ้งด้วยว่าปริมาณสาร
อาหารที่มีนั้นมีอยู่เป็นสัดส่วนเท่าใดของปริมาณที่ผู้บริโภคต้องการต่อวัน และเนื่องจากผู้บริโภคในที่นี้
หมายถึงบุคคลทั่วไปตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ จึงจำเป็นจะต้องมีค่าความต้องการสารอาหารต่อวันสำหรับบุคคล
ทั่วไปนี้เพียงค่าเดียวเป็นค่ากลาง เพื่อใช้สำหรับการคำนวณและเปรียบเทียบ
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงได้พิจารณาจัดทำบัญชีสารอาหารที่แนะนำให้
ควรบริโภคประจำวันสำหรับคนไทย อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai Recommended Daily Intakes –
Thai RDI) นี้ขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการเป็นค่าอ้างอิงสำหรับคำนวณในแสดงคุณค่าทางโภชนาการ
บนฉลากของอาหาร อย่างไรก็ตามค่า Thai RDI ซึ่งเป็นค่ากลางสำหรับคนไทยทั่วไปนั้นสามารถนำไปใช้ใน
การพัฒนาสูตรอาหาร ใช้เป็นเกณฑ์สำหรับการกำหนดนโยบายทางโภชนาการกว้าง ๆ สำหรับบุคคลทั่วไป
เช่น การเติมสารอาหาร หรือการประยุกต์ใช้อื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสมโดยต้องคำนึงด้วยว่าข้อกำหนดนี้
ใช้สำหรับผู้ที่มีสุขภาพปกติ (healthy) มิใช่ผู้ป่วย เด็กทารก หญิงมีครรภ์ หรือกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งมีความต้องการ
157
ทางโภชนาการต่างไปจากกลุ่มบุคคลปกติ นอกจากนั้นการได้รับสารอาหารต่าง ๆ ตามที่กำหนดนี้ควร
ได้รับจากการบริโภคอาหารหลัก 5 หมู่เป็นสำคัญ เนื่องจากยังมีสารอาหารอื่น ๆ อีกมากในอาหารหลัก
ของเราที่ยังไม่ได้รับการแยกออก และเป็นที่รู้จักเป็นตัวเดี่ยว ๆ แต่ก็มีความสำคัญและจำเป็นต่อระบบการ
ทำงานตามปกติของร่างกาย
สารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI) จัดทำ
ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการแสดงคุณค่าทางโภชนาการบนฉลากของอาหาร หรือที่
เรียกว่า “ฉลากโภชนาการ” (Nutrition Labeling) โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานจากค่า Recommended Daily
Dietary Allowances for Healthy Thais (Thai RDA) โดยเลือกค่าสูงสุดจากค่าที่แนะนำสำหรับคนอายุ
20-29 ปีทั้ง 2 เพศ, ค่า Daily Values (DV), Daily Reference Values (DRV), Reference Daily Intakes
(RDI) (หรือค่า US RDA เดิม) ซึ่งกำหนดโดย United States Food and Drug Administration และ
ค่า Nutrient Reference Values (NRV) จาก Codex โดยกำหนดให้ค่าความต้องการพลังงานวันละ 2,000
กิโลแคลอรี ซึ่งเป็นระดับที่คนไทย (ผู้ใหญ่) ส่วนใหญ่ที่มีสภาวะทางสุขภาพปกติต้องการ เป็นฐานหรือเป็น
ตัวเลขกลางในการคำนวณ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแสดงฉลากโภชนาการเท่านั้น ทั้งนี้ความต้องการ
พลังงานที่แท้จริงต่อวันของแต่ละบุคคลอาจน้อยหรือมากกว่า 2,000 กิโลแคลอรีได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ
เช่น อายุ เพศ และความแตกต่างของระดับการใช้พลังงานทางกายภาพ (physical activity level)
ของแต่ละบุคคล
ลำดับที่
(No.)
สารอาหาร
(Nutrient)
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน
(Thai RDI)
หน่วย
(Unit)
1. ไขมันทั้งหมด (Total Fat) 65* กรัม (g)
2. ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) 20* กรัม (g)
3. โคเลสเตอรอล (Cholesterol) 300 มิลลิกรัม (mg)
4. โปรตีน (Protein) 50* กรัม (g)
5. คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด
(Total Carbohydrate)
300* กรัม (g)
6. ใยอาหาร (Dietary Fiber) 25 กรัม (g)
7. วิตามินเอ (Vitamin A) 800 ไมโครกรัม อาร์ อี
(μg RE)
8. วิตามินบี 1 (Thiamin) 1.5 มิลลิกรัม (mg)
9. วิตามินบี 2 (Riboflavin) 1.7 มิลลิกรัม (mg)
10. ไนอะซิน (Niacin) 20 มิลลิกรัม เอ็น อี
(mg NE)
11. วิตามินบี 6 (Vitamin B6) 2 มิลลิกรัม (mg)
158
ลำดับที่
(No.)
สารอาหาร
(Nutrient)
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน
(Thai RDI)
หน่วย
(Unit)
12. โฟเลต (Folate) 200 ไมโครกรัม (μg)
13. ไบโอติน (Biotin) 150 ไมโครกรัม (μg)
14. กรดแพนโทธินิค (Pantothenic Acid) 6 มิลลิกรัม (mg)
15. วิตามินบี 12 (Vitamin B12) 2 ไมโครกรัม (μg)
16. วิตามินซี (Vitamin C) 60 มิลลิกรัม (mg)
17. วิตามินดี (Vitamin D) 5 ไมโครกรัม (μg)
18. วิตามินอี (Vitamin E) 10 มิลลิกรัม แอลฟา-ที อี
(mgα-TE)
19. วิตามินเค (Vitamin K) 80 ไมโครกรัม (μg)
20. แคลเซียม (Calcium) 800 มิลลิกรัม (mg)
21. ฟอสฟอรัส (Phosphorus) 800 มิลลิกรัม (mg)
22. เหล็ก (Iron) 15 มิลลิกรัม (mg)
23. ไอโอดีน (Iodine) 150 ไมโครกรัม (μg)
24. แมกนีเซียม (Magnesium) 350 มิลลิกรัม (mg)
25. สังกะสี (Zinc) 15 มิลลิกรัม (mg)
26. ทองแดง (Copper) 2 มิลลิกรัม (mg)
27. โพแทสเซียม (Potassium) 3,500 มิลลิกรัม (mg)
28. โซเดียม (Sodium) 2,400 มิลลิกรัม (mg)
29. แมงกานีส (Manganese) 3.5 มิลลิกรัม (mg)
30. ซีลีเนียม (Selenium) 70 ไมโครกรัม (μg)
31. ฟลูออไรด์ (Fluoride) 2 มิลลิกรัม (mg)
32. โมลิบดินัม (Molybdenum) 160 ไมโครกรัม (μg)
33. โครเมียม (Chromium) 130 ไมโครกรัม (μg)
34. คลอไรด์ (Chloride) 3,400 มิลลิกรัม (mg)
* ปริมาณของไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ที่แนะนำให้บริโภคต่อวันคิดจากการ
เปรียบเทียบพลังงานที่ควรได้จากสารอาหารดังกล่าวเป็นร้อยละ 30, 10, 10 และ 60 ตามลำดับของ
พลังงานทั้งหมดหากพลังงานทั้งหมดที่ควรได้รับต่อวันเป็น 2,000 กิโลแคลอรี
(ไขมัน 1 กรัมให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี, โปรตีน 1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี, คาร์โบไฮเดรต
1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี)
159
หมายเหตุ 1. สำหรับน้ำตาลไม่ควรบริโภคเกินร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับต่อวัน
2. คำอธิบายหน่วยของวิตามินเอ ไนอะซิน วิตามินอี และวิตามินดี
2.1 วิตามินเอ RE = Retinol equivalent
1 RE = 1 μg retinol = 6 μg β-carotene = 3.33 IU
2.2 ไนอะซิน NE = Niacin equivalent
1 NE = 1 mg niacin = 60 mg tryptophan
2.3 วิตามินอี α-TE = α-Tocopherol equivalent
1 α-TE = 1 mg D-α-tocopherol = 1.5 IU
2.4 วิตามินดีมีหน่วยเป็น ไมโครกรัม โดยคำนวณเป็น cholecalciferol
1 μg = 40 IU
เอกสารอ้างอิง 1. กรมอนามัย. 2532. ข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันและแนวทางการ
บริโภคสำหรับคนไทย
2. Codex Alimentarius. 1993. Codex Guidelines on Nutrition Labelling
CAC/GL 2-1985 (Rev.1-1993)
3. U.S. Food and Drug Administration . 1995. Code of Federal Regulations
21 CFR part 101 : Food Labeling.
156
บัญชีหมายเลข 3
แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541
สารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป
(THAI RECOMMENDED DAILY INTAKES-THAI RDI)
“มาตรการสำคัญในการดำเนินการปรับปรุงและส่งเสริมให้ประชาชนมีภาวะโภชนาการที่ดี
สามารถดำรงสุขภาพอนามัยอย่างสมบูรณ์ คือ การวางแผนจัดการด้านอาหารบริโภค โดยมุ่งให้ประชาชน
ส่วนรวมของประเทศได้รับอาหารบริโภคประจำวันซึ่งประกอบด้วยสารอาหารชนิดต่าง ๆ ที่มีคุณค่าทาง
โภชนาการอย่างเหมาะสมและเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งความต้องการอาหารและ
โภชนาการในระดับบุคคล กลุ่มบุคคล หรือชุมชน จะเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันเป็นอย่างมาก เนื่องจาก
ปัจจัยแวดล้อมและองค์ประกอบอื่น ๆ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ประเทศต่าง ๆ จะต้องจัดให้มีแนวทางหรือ
หลักการในการแนะนำอาหารบริโภคสำหรับประชาชนในประเทศของตน ให้บริโภคอาหารมีคุณค่าสาร
อาหารชนิดต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับความต้องการด้านโภชนาการอย่างแท้จริง…”
กรมอนามัยได้จัดทำข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย
(Recommended Daily Dietary Allowances for Healthy Thais) ซึ่งใช้ชื่อย่อว่า RDA ขึ้นเมื่อปี
พ.ศ.2532 บัญชี RDA นี้กำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทยไว้ รวม 17 ชนิด โดยแบ่ง
กลุ่มคนไทยเป็นกลุ่มใหญ่ 8 กลุ่มตามอายุและเพศ และเนื่องจากความต้องการสารอาหารบางชนิดแตกต่าง
กันตามอายุ แต่ละกลุ่มจึงยังมีการแบ่งเป็นกลุ่มย่อยตามระดับอายุอีกด้วย ข้อกำหนดนี้จึงจะเป็นประโยชน์
อย่างยิ่งในการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มีสารอาหารตามความต้องการสำหรับแต่ละกลุ่มโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตามการจัดทำฉลากโภชนาการของผลิตภัณฑ์อาหารทั่ว ๆ ไป กำหนดไว้ว่าต้องแสดงคุณค่าทาง
โภชนาการของอาหารนั้นโดยแจ้งชนิดและปริมาณของสารอาหารที่มี รวมถึงให้แจ้งด้วยว่าปริมาณสาร
อาหารที่มีนั้นมีอยู่เป็นสัดส่วนเท่าใดของปริมาณที่ผู้บริโภคต้องการต่อวัน และเนื่องจากผู้บริโภคในที่นี้
หมายถึงบุคคลทั่วไปตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ จึงจำเป็นจะต้องมีค่าความต้องการสารอาหารต่อวันสำหรับบุคคล
ทั่วไปนี้เพียงค่าเดียวเป็นค่ากลาง เพื่อใช้สำหรับการคำนวณและเปรียบเทียบ
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจึงได้พิจารณาจัดทำบัญชีสารอาหารที่แนะนำให้
ควรบริโภคประจำวันสำหรับคนไทย อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai Recommended Daily Intakes –
Thai RDI) นี้ขึ้น เพื่อวัตถุประสงค์หลักในการเป็นค่าอ้างอิงสำหรับคำนวณในแสดงคุณค่าทางโภชนาการ
บนฉลากของอาหาร อย่างไรก็ตามค่า Thai RDI ซึ่งเป็นค่ากลางสำหรับคนไทยทั่วไปนั้นสามารถนำไปใช้ใน
การพัฒนาสูตรอาหาร ใช้เป็นเกณฑ์สำหรับการกำหนดนโยบายทางโภชนาการกว้าง ๆ สำหรับบุคคลทั่วไป
เช่น การเติมสารอาหาร หรือการประยุกต์ใช้อื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสมโดยต้องคำนึงด้วยว่าข้อกำหนดนี้
ใช้สำหรับผู้ที่มีสุขภาพปกติ (healthy) มิใช่ผู้ป่วย เด็กทารก หญิงมีครรภ์ หรือกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งมีความต้องการ
157
ทางโภชนาการต่างไปจากกลุ่มบุคคลปกติ นอกจากนั้นการได้รับสารอาหารต่าง ๆ ตามที่กำหนดนี้ควร
ได้รับจากการบริโภคอาหารหลัก 5 หมู่เป็นสำคัญ เนื่องจากยังมีสารอาหารอื่น ๆ อีกมากในอาหารหลัก
ของเราที่ยังไม่ได้รับการแยกออก และเป็นที่รู้จักเป็นตัวเดี่ยว ๆ แต่ก็มีความสำคัญและจำเป็นต่อระบบการ
ทำงานตามปกติของร่างกาย
สารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI) จัดทำ
ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการแสดงคุณค่าทางโภชนาการบนฉลากของอาหาร หรือที่
เรียกว่า “ฉลากโภชนาการ” (Nutrition Labeling) โดยอาศัยข้อมูลพื้นฐานจากค่า Recommended Daily
Dietary Allowances for Healthy Thais (Thai RDA) โดยเลือกค่าสูงสุดจากค่าที่แนะนำสำหรับคนอายุ
20-29 ปีทั้ง 2 เพศ, ค่า Daily Values (DV), Daily Reference Values (DRV), Reference Daily Intakes
(RDI) (หรือค่า US RDA เดิม) ซึ่งกำหนดโดย United States Food and Drug Administration และ
ค่า Nutrient Reference Values (NRV) จาก Codex โดยกำหนดให้ค่าความต้องการพลังงานวันละ 2,000
กิโลแคลอรี ซึ่งเป็นระดับที่คนไทย (ผู้ใหญ่) ส่วนใหญ่ที่มีสภาวะทางสุขภาพปกติต้องการ เป็นฐานหรือเป็น
ตัวเลขกลางในการคำนวณ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแสดงฉลากโภชนาการเท่านั้น ทั้งนี้ความต้องการ
พลังงานที่แท้จริงต่อวันของแต่ละบุคคลอาจน้อยหรือมากกว่า 2,000 กิโลแคลอรีได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ
เช่น อายุ เพศ และความแตกต่างของระดับการใช้พลังงานทางกายภาพ (physical activity level)
ของแต่ละบุคคล
ลำดับที่
(No.)
สารอาหาร
(Nutrient)
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน
(Thai RDI)
หน่วย
(Unit)
1. ไขมันทั้งหมด (Total Fat) 65* กรัม (g)
2. ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) 20* กรัม (g)
3. โคเลสเตอรอล (Cholesterol) 300 มิลลิกรัม (mg)
4. โปรตีน (Protein) 50* กรัม (g)
5. คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด
(Total Carbohydrate)
300* กรัม (g)
6. ใยอาหาร (Dietary Fiber) 25 กรัม (g)
7. วิตามินเอ (Vitamin A) 800 ไมโครกรัม อาร์ อี
(μg RE)
8. วิตามินบี 1 (Thiamin) 1.5 มิลลิกรัม (mg)
9. วิตามินบี 2 (Riboflavin) 1.7 มิลลิกรัม (mg)
10. ไนอะซิน (Niacin) 20 มิลลิกรัม เอ็น อี
(mg NE)
11. วิตามินบี 6 (Vitamin B6) 2 มิลลิกรัม (mg)
158
ลำดับที่
(No.)
สารอาหาร
(Nutrient)
ปริมาณที่แนะนำต่อวัน
(Thai RDI)
หน่วย
(Unit)
12. โฟเลต (Folate) 200 ไมโครกรัม (μg)
13. ไบโอติน (Biotin) 150 ไมโครกรัม (μg)
14. กรดแพนโทธินิค (Pantothenic Acid) 6 มิลลิกรัม (mg)
15. วิตามินบี 12 (Vitamin B12) 2 ไมโครกรัม (μg)
16. วิตามินซี (Vitamin C) 60 มิลลิกรัม (mg)
17. วิตามินดี (Vitamin D) 5 ไมโครกรัม (μg)
18. วิตามินอี (Vitamin E) 10 มิลลิกรัม แอลฟา-ที อี
(mgα-TE)
19. วิตามินเค (Vitamin K) 80 ไมโครกรัม (μg)
20. แคลเซียม (Calcium) 800 มิลลิกรัม (mg)
21. ฟอสฟอรัส (Phosphorus) 800 มิลลิกรัม (mg)
22. เหล็ก (Iron) 15 มิลลิกรัม (mg)
23. ไอโอดีน (Iodine) 150 ไมโครกรัม (μg)
24. แมกนีเซียม (Magnesium) 350 มิลลิกรัม (mg)
25. สังกะสี (Zinc) 15 มิลลิกรัม (mg)
26. ทองแดง (Copper) 2 มิลลิกรัม (mg)
27. โพแทสเซียม (Potassium) 3,500 มิลลิกรัม (mg)
28. โซเดียม (Sodium) 2,400 มิลลิกรัม (mg)
29. แมงกานีส (Manganese) 3.5 มิลลิกรัม (mg)
30. ซีลีเนียม (Selenium) 70 ไมโครกรัม (μg)
31. ฟลูออไรด์ (Fluoride) 2 มิลลิกรัม (mg)
32. โมลิบดินัม (Molybdenum) 160 ไมโครกรัม (μg)
33. โครเมียม (Chromium) 130 ไมโครกรัม (μg)
34. คลอไรด์ (Chloride) 3,400 มิลลิกรัม (mg)
* ปริมาณของไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว โปรตีน และคาร์โบไฮเดรต ที่แนะนำให้บริโภคต่อวันคิดจากการ
เปรียบเทียบพลังงานที่ควรได้จากสารอาหารดังกล่าวเป็นร้อยละ 30, 10, 10 และ 60 ตามลำดับของ
พลังงานทั้งหมดหากพลังงานทั้งหมดที่ควรได้รับต่อวันเป็น 2,000 กิโลแคลอรี
(ไขมัน 1 กรัมให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี, โปรตีน 1 กรัมให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี, คาร์โบไฮเดรต
1 กรัม ให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี)
159
หมายเหตุ 1. สำหรับน้ำตาลไม่ควรบริโภคเกินร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับต่อวัน
2. คำอธิบายหน่วยของวิตามินเอ ไนอะซิน วิตามินอี และวิตามินดี
2.1 วิตามินเอ RE = Retinol equivalent
1 RE = 1 μg retinol = 6 μg β-carotene = 3.33 IU
2.2 ไนอะซิน NE = Niacin equivalent
1 NE = 1 mg niacin = 60 mg tryptophan
2.3 วิตามินอี α-TE = α-Tocopherol equivalent
1 α-TE = 1 mg D-α-tocopherol = 1.5 IU
2.4 วิตามินดีมีหน่วยเป็น ไมโครกรัม โดยคำนวณเป็น cholecalciferol
1 μg = 40 IU
เอกสารอ้างอิง 1. กรมอนามัย. 2532. ข้อกำหนดสารอาหารที่ควรได้รับประจำวันและแนวทางการ
บริโภคสำหรับคนไทย
2. Codex Alimentarius. 1993. Codex Guidelines on Nutrition Labelling
CAC/GL 2-1985 (Rev.1-1993)
3. U.S. Food and Drug Administration . 1995. Code of Federal Regulations
21 CFR part 101 : Food Labeling.
160
บัญชีหมายเลข 4
แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541
หลักเกณฑ์ในการกล่าวอ้างทางโภชนาการบนฉลากอาหาร
1. การกล่าวอ้างทางโภชนาการ (Nutrition claim) หมายถึง การแสดงข้อความหรือข้อมูลใด ๆ
ที่เกี่ยวข้องกับโภชนาการของอาหารนั้น เช่น การระบุถึงปริมาณของพลังงาน โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต
ตลอดจนวิตามินหรือเกลือแร่ต่าง ๆ การกล่าวอ้างทางโภชนาการแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การกล่าวอ้าง
ปริมาณสารอาหาร (Nutrient content claim) การกล่าวอ้างปริมาณโดยเปรียบเทียบ (Comparative
claim) และการกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหาร (Nutrient function claim)
1.1 การกล่าวอ้างปริมาณสารอาหาร (Nutrient content claim) คือ การกล่าวอ้างถึงระดับ
(level) ของสารอาหารหรือพลังงานในอาหารนั้น เช่น “เป็นแหล่งของแคลเซียม (source of calcium)”
“มีปริมาณใยอาหารสูงและไขมันต่ำ (high in fiber and low in fat)” เป็นต้น อย่างไรก็ตามไม่อนุญาต
การกล่าวอ้าง “ปราศจาก” หรือ “ต่ำ” หากอาหารนั้นหรืออาหารชนิดนั้นโดยธรรมชาติทั่วไปเป็นไป
ตามเงื่อนไขอยู่แล้วโดยมิได้มีการใช้กระบวนการผลิตพิเศษ มีกระบวนการปรับโดยเฉพาะ หรือมีการปรับ
สูตรเพื่อให้อาหารนั้นมีปริมาณสารอาหารที่จะกล่าวอ้างลดลงจนเป็นไปตามเงื่อนไข เนื่องจากจะทำให้
ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าอาหารจากผู้ผลิตนั้นแต่เพียงผู้เดียวที่มีคุณสมบัตินี้ ตัวอย่างเช่น ไม่อนุญาตให้
น้ำบริโภคแสดงข้อความ “ปราศจากพลังงาน” หรือ “ไขมันต่ำ” เนื่องจากน้ำบริโภคทั่วไปจากผู้ผลิตทุกรายก็มี
คุณสมบัตินี้ด้วย ในทางกลับกัน หากอาหารจากผู้ผลิตรายหนึ่งมีการปรับสูตรหรือใช้วัตถุดิบที่แตกต่างไป
จากปกติทั่วไปจนสารอาหารที่จะกล่าวอ้างมีปริมาณที่เป็นไปตามเงื่อนไขแล้ว อาหารนั้นก็สามารถกล่าว
อ้างว่า “ปราศจาก” หรือ “ต่ำ” ได้
1.2 การกล่าวอ้างปริมาณโดยเปรียบเทียบ (Comparative claim) เป็นการเปรียบเทียบ
ปริมาณของสารอาหารหรือพลังงานที่มีในอาหารตั้งแต่สองอย่างขึ้นไป ตัวอย่างการกล่าวอ้าง ได้แก่
“น้อยกว่า (less than หรือ fewer)” “มากกว่า (more than)” “ลดปริมาณลง (reduced)” “พลังงานน้อย
(lite, light)” “เสริม (added, fortified, enriched)” เป็นต้น ในกรณีกล่าวอ้างปริมาณโดยเปรียบเทียบเช่นนี้
อาหารที่ถูกเปรียบเทียบโดยอาหารที่มีการกล่าวอ้างเรียกว่า “อาหารอ้างอิง” อาหารอ้างอิงสำหรับใช้เปรียบเทียบ
เพื่อแสดงข้อกล่าวอ้างโดยเปรียบเทียบ อนุญาตได้เพียงสองแบบ คือ อนุญาตให้เปรียบเทียบกับ
(1) ผลิตภัณฑ์สูตรปกติของผู้ผลิตเอง
(2) ผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันทั่ว ๆ ไปที่เป็นตัวแทนของอาหารประเภทดังกล่าวที่มี
จำหน่ายในประเทศ
161
ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ที่เปรียบเทียบจะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน
เท่านั้น เช่น ซอสปรุงรสกับซอสปรุงรส ที่สำคัญคือ ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างปริมาณโดยเปรียบเทียบหาก
อาหารอ้างอิงมีสารอาหารหรือพลังงานที่จะเปรียบเทียบนั้น อยู่ในปริมาณที่เป็นไปตามเงื่อนไข
ของ “ต่ำ” หรือ “น้อยมาก” อยู่แล้ว
การแสดงข้อกล่าวอ้างโดยเปรียบเทียบจะต้องระบุชื่อชนิดของอาหารอ้างอิงและแสดง
การเปรียบเทียบระดับของสารอาหารหรือพลังงานนั้นที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเป็นเปอร์เซ็นต์หรือเศษส่วนเทียบ
กับปริมาณที่มีอยู่ในอาหารอ้างอิง และระบุปริมาณสารอาหารนั้นต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่ระบุที่ฉลาก
ด้วย เช่น การกล่าวอ้าง “ลดโซเดียม” จะต้องกำกับด้วยข้อความว่า “ลดปริมาณโซเดียมลง 50% เทียบกับ
ซอสปรุงรสสูตรปกติ, ซอสปรุงรสชนิดโซเดียมน้อยมีโซเดียม 200 มก. ต่อ 30 มล. ซอสปรุงรสสูตรปกติมี
โซเดียม 400 มก. ต่อ 30 มล.”
1.3 การกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหาร (Nutrient function claim) คือ การกล่าว
ถึงหน้าที่ของสารอาหารที่มีต่อร่างกาย มีเงื่อนไขดังต่อไปนี้คือ
(1) สารอาหารที่มีการกล่าวอ้างถึง ต้องมีอยู่ในบัญชีสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวัน
สำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI) ซึ่งเป็นบัญชีหมายเลข 3 แนบท้ายประกาศกระทรวงสา
ธารณสุขฉบับนี้
(2) ผลิตภัณฑ์ที่กล่าวอ้างต้องมีสารอาหารนั้นอยู่ในระดับที่จัดว่า “เป็นแหล่งของ” ของ
สารอาหารนั้นในปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงและปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลาก สำหรับใน
กรณีที่ไม่มีการกำหนดค่าหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงไว้ และอาหารนั้นไม่มีลักษณะการบริโภคใกล้เคียงกับ
อาหารที่มีการกำหนดค่าหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงไว้ ให้คำนวณต่อปริมาณผลิตภัณฑ์ 100 กรัม หรือ 100
มิลลิลิตร
(3) การกล่าวอ้างหน้าที่ของสารอาหาร ต้องเป็นการกล่าวถึงสารอาหารตามข้อ 1.3 (1)
โดยไม่ใช่การกล่าวอ้างถึงตัวผลิตภัณฑ์เป็นการเฉพาะ
(4) การกล่าวอ้างดังกล่าวต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้
(5) การกล่าวอ้างจะต้องไม่มีข้อความระบุหรือมีความหมายให้เข้าใจว่าการบริโภค
สารอาหารนั้นจะสามารถป้องกันหรือบำบัดรักษาโรคได้
ตัวอย่างการกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหาร
“แคลเซียมเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟัน”
“แคลเซียมช่วยในกระบวนการสร้างกระดูกและฟันที่แข็งแรง”
“โฟเลตเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง”
“วิตามิน บี 1 และวิตามิน บี 12 ช่วยในการทำงานของระบบประสาท”
อนึ่ง ข้อความกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหารจะต้องได้รับความเห็นชอบจาก
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
162
2. เงื่อนไขในการกล่าวอ้างทางโภชนาการ
2.1 เกณฑ์การกล่าวอ้างทางโภชนาการประเภทการกล่าวอ้างปริมาณสารอาหาร และการ
กล่าวอ้างปริมาณโดยเปรียบเทียบตามข้อ 1.1 และ 1.2 ตามลำดับ มีการกำหนดเงื่อนไขไว้เป็น 2 กรณี คือ
กรณีที่ 1 สำหรับอาหารที่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงไว้ตามบัญชี
หมายเลข 2 แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ และอาหารที่มีลักษณะการบริโภคใกล้เคียงกับ
อาหารที่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงไว้แล้ว ซึ่งสามารถอนุโลมใช้ค่าปริมาณหนึ่งหน่วย
บริโภคอ้างอิงตามบัญชีดังกล่าวได้ให้แสดงการกล่าวอ้างทางโภชนาการตามเงื่อนไขในตารางที่ 1 ของบัญชีนี้
อนึ่ง เฉพาะอาหารที่มีปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงไม่เกิน 30 กรัม หรือ ไม่เกิน
2 ช้อนโต๊ะ เงื่อนไขในการแสดงข้อกล่าวอ้างตามตารางที่ 1 นี้ ให้คำนวณต่อปริมาณอาหารนั้น 50 กรัม
แทนการคำนวณต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงและต่อปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบน
ฉลาก (กรณีที่เป็นอาหารแห้งที่โดยทั่วไปแล้วจะต้องเติมน้ำหรือของเหลวที่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อยจน
ไม่มีนัยสำคัญก่อนจึงจะบริโภค น้ำหนัก 50 กรัมนี้ ให้หมายถึงน้ำหนักอาหารหลังจากที่เติมน้ำหรือของเหลว
แล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดนี้ไม่ใช้บังคับกับเครื่องดื่มแห้ง หรือผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกัน เช่น นมผง
ซึ่งจะใช้ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงของเครื่องดื่ม คือ 200 มิลลิลิตรของอาหารหลังเติมน้ำ)
กรณีที่ 2 สำหรับอาหารที่ไม่เป็นไปตามกรณีที่ 1 เท่านั้น ที่จะให้กล่าวอ้างทาง
โภชนาการโดยคำนวณต่อปริมาณอาหาร 100 กรัม หรือ 100 มิลลิลิตร ตามเงื่อนไขที่กำหนดในตารางที่ 2
ของบัญชีนี้
2.2 อาหารที่อยู่ในเกณฑ์ที่จะแสดงการกล่าวอ้างทางโภชนาการตามตารางที่ 1 หรือ
ตารางที่ 2 ของบัญชีนี้ได้ หรืออาหารที่มีการกล่าวอ้างเกี่ยวกับหน้าที่ของสารอาหารจะต้องปฏิบัติตาม
เงื่อนไขเพิ่มเติมดังนี้ด้วยคือ
สำหรับอาหารในกรณีที่ 1 ของข้อ 2.1 หากอาหารนั้นในปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค
อ้างอิงและปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลาก (หรือ ในปริมาณอาหาร 50 กรัม เฉพาะอาหาร
ที่มีปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงไม่เกิน 30 กรัม หรือ ไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ) มีปริมาณ
ไขมันทั้งหมด มากกว่า 13 กรัม หรือ
ไขมันอิ่มตัว มากกว่า 4 กรัม หรือ
โคเลสเตอรอล มากกว่า 60 มิลลิกรัม หรือ
โซเดียม มากกว่า 360 มิลลิกรัม
หรือ
สำหรับอาหารในกรณีที่ 2 ของข้อ 2.1 หากอาหารนั้นในปริมาณ 100 กรัม หรือ
100 มิลลิลิตร มีปริมาณ
ไขมันทั้งหมด มากกว่า 13 กรัม หรือ
ไขมันอิ่มตัว มากกว่า 4 กรัม หรือ
โคเลสเตอรอล มากกว่า 60 มิลลิกรัม หรือ
โซเดียม มากกว่า 360 มิลลิกรัม
การแสดงข้อกล่าวอ้างใดก็ตามจะต้องกำกับด้วยข้อความแสดงปริมาณไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว
โคเลสเตอรอล หรือโซเดียม ที่อยู่ในระดับเกินปริมาณดังกล่าวไว้ติดกับข้อกล่าวอ้างนั้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
หรือเห็นได้ชัดที่สุดบนฉลากด้วย โดยข้อความกำกับนี้จะต้องมีขนาดไม่เล็กกว่าครึ่งหนึ่งของข้อกล่าวอ้าง
163
ตัวอย่าง
“โซเดียมต่ำ
ไขมันทั้งหมด 14 กรัมต่อ 200 มิลลิลิตร”
2.3 เงื่อนไขการแสดงข้อความที่เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น “เพื่อสุขภาพ ( healthy, healthful,
healthiness, health)” หรือข้อความในลักษณะเดียวกัน มีดังต่อไปนี้คือ
(1) อาหารนั้นจะต้องเข้าข่ายเงื่อนไขการแสดงข้อความ “ไขมันต่ำ (low fat)” และ
“ไขมันอิ่มตัวต่ำ (low saturated fat)” ได้ตามเกณฑ์ในตารางที่ 1 หรือตารางที่ 2 แล้วแต่กรณี และ
(2) อาหารนั้นในปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงและในปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่
แสดงบนฉลาก หรือในปริมาณ 100 กรัม (หรือ 100 มิลลิลิตร) แล้วแต่ว่าเข้าข่ายในกรณีที่ 1 หรือกรณีที่ 2
ตามข้อ 2.1 จะต้องประกอบด้วย
โซเดียม ไม่เกิน 360 มิลลิกรัม และ
โคเลสเตอรอล ไม่เกิน 60 มิลลิกรัม และ
วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 โปรตีน แคลเซียม เหล็ก และ
ใยอาหาร อย่างน้อยร้อยละ 10 ของ Thai RDI
หมายเหตุ สำหรับผักสดหรือผลไม้สดให้ยกเว้นข้อกำหนดด้านปริมาณวิตามินเอ
วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 โปรตีน แคลเซียม เหล็ก และใยอาหาร
2.4 เงื่อนไขอื่น ๆ
หากมีการกล่าวถึงชนิดและปริมาณสารอาหารใดเป็นการเฉพาะบนฉลากนอกกรอบ
ข้อมูลโภชนาการ โดยที่ไม่มุ่งหมายเพื่อเป็นการกล่าวอ้างแต่เพื่อเป็นการแจ้งปริมาณให้ผู้บริโภคทราบ ทั้งนี้
รวมถึงการกล่าวถึงชนิดและปริมาณสารอาหารที่เป็นส่วนหนึ่งของชื่ออาหารด้วย โดยที่อาหารนั้นไม่อยู่ใน
เกณฑ์ที่จะแสดงข้อกล่าวอ้างตามเงื่อนไขได้ ให้ระบุข้อความที่สื่อว่าไม่มีจุดมุ่งหมายในการกล่าวอ้างใด ๆ
กำกับข้อมูลปริมาณสารอาหารดังกล่าวไว้ด้วย เช่น “มีโซเดียม 200 มก. ต่อ 30 มิลลิลิตร – ไม่ใช่อาหาร
ชนิดโซเดียมต่ำ”
3. ตัวอย่างการกล่าวอ้างทางโภชนาการ
ตัวอย่างที่ 1 โยเกิร์ตพร้อมดื่ม ยูเอชที ตราตาร์ตาร์ ขนาดบรรจุกล่องละ 180 มิลลิลิตร
อาหารนี้มีผลวิเคราะห์ต่อ 100 มล. ดังนี้
ไขมันทั้งหมด 1.83 ก.
ไขมันอิ่มตัว 0.70 ก.
โคเลสเตอรอล 0 มก.
โซเดียม 36.44 มก.
คำอธิบาย
1. ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง คือ 150 มล. -จากบัญชีหมายเลข 2 ข้อ 3.1 ลำดับที่ 5
2. ปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลาก : 1 กล่อง (180 มล.) -ถ้าอาหารในภาชนะบรรจุนั้นสามารถ
บริโภคได้หมดใน 1 ครั้ง ให้ใช้ปริมาณ
ทั้งหมด เช่น 1 กล่อง (บัญชีหมายเลข 2
ข้อ 4.1(2))
164
อาหารนี้มีผลวิเคราะห์ต่อ 100 มล. ดังนี้
ไขมันทั้งหมด 1.83 ก.
ไขมันอิ่มตัว 0.70 ก.
โคเลสเตอรอล 0 มก.
โซเดียม 36.44 มก.
คำอธิบาย
3. โยเกิร์ตพร้อมดื่มนี้ มีการพัฒนาสูตรขึ้นเป็นการเฉพาะ จึงอยู่ในข่ายที่จะ
แสดงข้อกล่าวอ้าง เช่น ไขมันต่ำ ได้ ถ้าคำนวณแล้วพบว่าอยู่ในเกณฑ์
-ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้าง “ปราศจาก” หรือ “ต่ำ”
หากอาหารนั้นโดยธรรมชาติทั่วไป เป็นไป
ตามเงื่อนไขอยู่แล้ว (บัญชีหมายเลข 4
ข้อ 1.1)
4. คำนวณ
4.1 ปริมาณไขมันทั้งหมดต่อหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
= (1.83/100) x 150 = 2.7 กรัม ปัดเศษเป็น 3.0 กรัม
-อาหารนี้ เป็นอาหารในข้อ 2.1 กรณีที่ 1
ของบัญชีหมายเลข 4 จึงต้องใช้ตารางที่ 1
ในการคำนวณว่าเป็นไปตามเกณฑ์หรือไม่
-ปัดเศษตามหลักเกณฑ์ในบัญชีหมายเลข 1
ข้อ 2.5 ได้ไขมันไม่เกิน 3 กรัม
4.2 ปริมาณไขมันต่อปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลาก
= (1.83/100) x 180 = 3.3 กรัม ปัดเศษเป็น 3.5 กรัม
-ปัดเศษตามหลักเกณฑ์ในบัญชีหมายเลข 1
ข้อ 2.5 ได้ไขมันเกิน 3 กรัม
สรุป โยเกิร์ตพร้อมดื่มนี้ไม่สามารถกล่าวอ้าง “ไขมันต่ำ” ได้ -เงื่อนไขคือ ต้องมีไขมันไม่เกิน 3 กรัม ทั้งต่อ
หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง และต่อปริมาณ
หนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลาก
(บัญชีหมายเลข 4 ตารางที่ 1)
ตัวอย่างที่ 2 อาหารเช่นเดียวกับ ตัวอย่างที่ 1 แต่มีขนาดบรรจุกล่องละ 150 มิลลิลิตร
(เท่ากับหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง)
คำอธิบาย
1. อาหารนี้จะแสดงข้อกล่าวอ้างว่า “ไขมันต่ำ” ได้ เนื่องจากมีไขมันทั้งหมด
ไม่เกิน 3 กรัม ทั้งต่อหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงและต่อปริมาณหนึ่งหน่วย
บริโภคที่แสดงบนฉลาก
2. อย่างไรก็ตามต้องตรวจสอบปริมาณไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว
โคเลสเตอรอล และโซเดียม ทั้งต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงและ
ต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลากเพิ่มเติมด้วย เนื่องจากอาจ
ต้องแสดงข้อความกำกับข้อกล่าวอ้าง
ไขมันทั้งหมด (1.83/100) x 150 = 2.7 กรัม ปัดเศษเป็น 3.0 กรัม
ไขมันอิ่มตัว (0.70/100) x 150 = 1.05 กรัม ปัดเศษเป็น 1.0 กรัม
โคเลสเตอรอล (0/100) x 150 = 0 มิลลิกรัม
โซเดียม (36.44/100) x 150 = 54.66 มิลลิกรัม ปัดเศษเป็น 55 มิลลิกรัม
สรุป โยเกิร์ตพร้อมดื่มตามตัวอย่างที่ 2 นี้สามารถกล่าวอ้าง “ไขมันต่ำ” ได้
โดยไม่ต้องมีข้อความแสดงปริมาณไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว โคเลส
เตอรอล หรือโซเดียม กำกับ
-ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบัญชีหมายเลข 4
ข้อ 2.2 ด้วย
-ต้องไม่เกิน 13 กรัม
-ต้องไม่เกิน 4 กรัม
-ต้องไม่เกิน 60 มิลลิกรัม
-ต้องไม่เกิน 360 มิลลิกรัม
-ปัดเศษตามหลักเกณฑ์ในบัญชีหมายเลข 1
ข้อ 2.5
165
ตัวอย่างที่ 3 ข้าวเกรียบกุ้ง บรรจุถุงพลาสติกน้ำหนักสุทธิ 75 กรัม
อาหารนี้มีผลวิเคราะห์ต่อ 100 ก. ดังนี้
ไขมันทั้งหมด 32.14 ก.
ไขมันอิ่มตัว 12.99 ก.
โคเลสเตอรอล 0 มก.
โซเดียม 981.5 มก.
แคลเซียม 70.5 มก.
เหล็ก 3.0 มก.
คำอธิบาย
1. ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง คือ 30 ก. -จากบัญชีหมายเลข 2 ข้อ 3.3 ลำดับที่ 1
2. คำนวณการกล่าวอ้างปริมาณสารอาหาร เทียบกับข้าวเกรียบน้ำหนัก
50 กรัม
-หากปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงมีค่า
ไม่เกิน 30 ก. หรือไม่เกิน 2 ชต.ให้คำนวณ
การกล่าวอ้างเทียบกับอาหารปริมาณ 50 ก.
(บัญชีหมายเลข 4 ข้อ 2.1 กรณีที่ 1)
2.1 แคลเซียม (70.5/100) x 50 = 35.25 มิลลิกรัม
คิดเป็นร้อยละของ Thai RDI ได้ (35.25/800) x 100 = 4.41 %
ปัดเศษเป็น 4 %
ดังนั้น อาหารนี้ไม่สามารถกล่าวอ้างปริมาณแคลเซียมได้
-Thai RDI ของแคลเซียมคือ 800 มิลลิกรัม
(บัญชีหมายเลข 3 ลำดับที่ 20 )
-ปดั เศษตามหลักเกณฑใ์ นบัญชีหมายเลข 1 ขอ้ 2.5
-การกล่าวอ้างได้ จะต้องมีปริมาณตั้งแต่
ร้อยละ 10 ของ Thai RDI ขึ้นไป
2.2 เหล็ก (3.0/100) x 50 = 1.5 มิลลิกรัม
คิดเป็นร้อยละของ Thai RDI ได้ (1.5/15) x 100 = 10 %
ดังนั้น อาหารนี้จะกล่าวอ้างว่า “มีเหล็ก” หรือ “เป็นแหล่งของเหล็ก” ได้
-Thai RDI ของเหล็กคือ 15 มิลลิกรัม
(บัญชีหมายเลข 3 ลำดับที่ 22 )
-การกล่าวอ้างได้ จะต้องมีปริมาณตั้งแต่
ร้อยละ 10 ของ Thai RDI ขึ้นไป
3. อย่างไรก็ตามต้องตรวจสอบปริมาณไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว
โคเลสเตอรอล และโซเดียม ต่ออาหารปริมาณ 50 กรัมเพิ่มเติมด้วย
เนื่องจากอาจต้องแสดงข้อความกำกับข้อกล่าวอ้าง
ไขมันทั้งหมด (32.14/100) x 50 = 16.07 กรัม ปัดเศษเป็น 16 กรัม
ไขมันอิ่มตัว (12.99/100) x 50 = 6.495 กรัม ปัดเศษเป็น 6 กรัม
โคเลสเตอรอล (0/100) x 50 = 0 มิลลิกรัม
โซเดียม (981.5/100) x 50 = 490.75 มิลลิกรัม ปัดเศษเป็น 490 มิลลิกรัม
-ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของบัญชีหมายเลข 4
ข้อ 2.2 ด้วย สำหรับในกรณีนี้ ใช้การคำนวณ
ต่ออาหาร 50 กรัม เนื่องจากปริมาณหนึ่ง
หน่วยบริโภคอ้างอิงมีค่าไม่เกิน 30 กรัม
-ต้องไม่เกิน 13 กรัม
-ต้องไม่เกิน 4 กรัม
-ต้องไม่เกิน 60 มิลลิกรัม
-ต้องไม่เกิน 360 มิลลิกรัม
-ปดั เศษตามหลักเกณฑใ์ นบัญชีหมายเลข 1 ขอ้ 2.5
สรุป ข้าวเกรียบนี้ จะแสดงข้อกล่าวอ้างว่า “มีเหล็ก” หรือ “เป็นแหล่งของ
เหล็ก” ได้โดยจะต้องมีข้อความแสดงปริมาณไขมันทั้งหมด ไขมันอิ่มตัว
และโซเดียม กำกับ โดยข้อความกำกับนี้จะต้องมีขนาดไม่เล็กกว่าครึ่งหนึ่งของ
ข้อกล่าวอ้าง ดังนี้
“เป็นแหล่งของเหล็ก
ไขมันทั้งหมด 16 ก.
ไขมันอิ่มตัว 6 ก.
โซเดียม 490 มก.
ต่อข้าวเกรียบ 50 ก.”
4. เอกสารอ้างอิง
4.1 United States Food And Drug Administration. 1997. Code of Federal
Regulations 21 CFR Part 101 Subpart D : Specific Requirements for Nutrient Content Claims.
4.2 Codex Alimentarius. 1997. Guidelines for Use of Nutrition Claims.
166
ตารางที่ 1 เงื่อนไขการกล่าวอ้างทางโภชนาการโดยใช้เกณฑ์ต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค
(สำหรับอาหารที่เป็นไปตามข้อ 2.1 กรณีที่ 1 )
พลังงาน/
สารอาหาร ข้อกล่าวอ้าง
เงื่อนไข
(ต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
และต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่
แสดงบนฉลาก) *
เงื่อนไขเพิ่มเติม
พลังงาน ปราศจาก, ไม่มี
(free, without,
free of, no, zero)
มีพลังงานน้อยกว่า 5 กิโลแคลอรี
ต่ำ
(low, few, low
source of, low in)
มีพลังงานไม่เกิน 40 กิโลแคลอรี
1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารนั้นโดย
ธรรมชาติเป็นไปตามเงื่อนไขอยู่แล้ว
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
ลด,
น้อยกว่า
(reduced, reduced
in, less, fewer,
lower, lower in)
ลดปริมาณพลังงานลงตั้งแต่ร้อยละ 25
ขึ้นไป เมื่อเทียบกับอาหารอ้างอิง
1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารอ้างอิงเป็น
อาหาร “พลังงานต่ำ” อยู่แล้ว
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.2 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
พลังงานน้อย
(light, lite)
1.ลดปริมาณไขมันลงตั้งแต่ร้อยละ 50
ขึ้นไปเทียบกับอาหารอ้างอิง (สำหรับ
ผลิตภัณฑ์นั้นมีพลังงานจากไขมันตั้งแต่
ร้อยละ 50 ขึ้นไป ของพลังงานทั้งหมด)
หรือ
2.ลดพลังงานลงตั้งแต่ 1/3 ส่วนขึ้นไป
เทียบกับอาหารอ้างอิง (สำหรับผลิตภัณฑ์
นั้นมีพลังงานจากไขมันน้อยกว่าร้อยละ
50 ของพลังงานทั้งหมด)
1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารอ้างอิงเป็น
อาหาร “ไขมันต่ำ” หรือ “พลังงานต่ำ” อยู่แล้ว
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.2 และ 2.2
ของบัญชีนี้ด้วย
3.ถ้าอาหารที่แสดงข้อกล่าวอ้างนี้มีพลังงานน้อยกว่า
40 กิโลแคลอรี หรือมีไขมันน้อยกว่า 3 กรัมต่อ
ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง ไม่ต้องแสดง
ร้อยละหรือสัดส่วนของพลังงานที่ลดลง
167
พลังงาน/
สารอาหาร ข้อกล่าวอ้าง
เงื่อนไข
(ต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
และต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่
แสดงบนฉลาก) *
เงื่อนไขเพิ่มเติม
ไขมัน
ทั้งหมด
ปราศจาก, ไม่มี
(free, without,
free of, no, zero,
nonfat)
มีไขมันทั้งหมดน้อยกว่า 0.5 กรัม 1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารนั้นโดยธรรม-
ชาติเป็นไปตามเงื่อนไขอยู่แล้ว
2.ถ้ามีส่วนผสมที่เป็นไขมันหรือส่วนผสมที่เข้าใจ
โดยทั่วไปว่ามีไขมัน ให้ทำเครื่องหมายกำกับชื่อ
ส่วนผสมนั้น แล้วอธิบายว่า “มีผลต่อปริมาณ
ไขมันน้อยมาก”
3.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
ต่ำ
(low, low in, low
source of, little)
มีไขมันทั้งหมดไม่เกิน 3 กรัม 1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารนั้น โดยธรรม-
ชาติเป็นไปตามเงื่อนไขอยู่แล้ว
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
ลด,
น้อยกว่า
(reduced, reduced
in, lower, lower in,
less)
ลดปริมาณไขมันทั้งหมดลงตั้งแต่ร้อยละ
25 ขึ้นไปเมื่อเทียบกับอาหารอ้างอิง
1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารอ้างอิงเป็น
อาหาร “ไขมันต่ำ” อยู่แล้ว
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.2 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
ไขมัน
อิ่มตัว
ปราศจาก, ไม่มี
(free, without,
free of, no,
zero)
1.มีกรดไขมันอิ่มตัวน้อยกว่า 0.5 กรัม
และ
2.ปริมาณกรดไขมันรูปแบบทรานส์
น้อยกว่า 0.5 กรัม
1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารนั้นโดยธรรม-
ชาติเป็นไปตามเงื่อนไขอยู่แล้ว
2.ถ้ามีส่วนผสมที่เป็นไขมันอิ่มตัวหรือเข้าใจโดยทั่วไป
ว่ามีไขมันอิ่มตัว ให้ทำเครื่องหมายกำกับชื่อ
ส่วนผสมนั้น แล้วอธิบายว่า “มีผลต่อปริมาณ
ไขมันอิ่มตัวน้อยมาก”
3.ต้องแสดงปริมาณไขมันทั้งหมดและโคเลสเตอรอล
ควบคู่กับข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับปริมาณไขมันอิ่มตัว
ทุกแห่ง โดยมีขนาดไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของ
ข้อกล่าวอ้าง
ยกเว้น ก. ถ้าผลิตภัณฑ์มีโคเลสเตอรอลน้อยกว่า
2 มิลลิกรัม ต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
ไม่ต้องแสดงปริมาณโคเลสเตอรอลกำกับ
ข.หากผลิตภัณฑ์มีไขมันทั้งหมดไม่เกิน
0.5 กรัม ต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
ไม่ต้องแสดงปริมาณไขมันทั้งหมดกำกับข้อกล่าว
อ้างเกี่ยวกับไขมันอิ่มตัว
4.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
168
พลังงาน/
สารอาหาร ข้อกล่าวอ้าง
เงื่อนไข
(ต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
และต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่
แสดงบนฉลาก) *
เงื่อนไขเพิ่มเติม
ไขมัน
อิ่มตัว
ต่ำ
(low, low in, low
source of, a little)
1.มีกรดไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 1 กรัม และ
2.พลังงานจากกรดไขมันอิ่มตัวไม่เกิน
ร้อยละ 15 ของพลังงานทั้งหมด
1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารนั้นโดยธรรม-
ชาติเป็นไปตามเงื่อนไขอยู่แล้ว
2.ต้องแสดงปริมาณไขมันทั้งหมดและโคเลสเตอรอล
ควบคู่กับข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับปริมาณไขมันอิ่มตัว
ทุกแห่ง โดยมีขนาดไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของ
ข้อกล่าวอ้าง
ยกเว้น ก. ถ้าผลิตภัณฑ์มีโคเลสเตอรอลน้อยกว่า
2 มิลลิกรัมต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
ไม่ต้องแสดงปริมาณโคเลสเตอรอลกำกับ
ข.หากผลิตภัณฑ์มีไขมันทั้งหมดไม่เกิน
3 กรัม ต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง ไม่ต้อง
แสดงปริมาณไขมันทั้งหมดกำกับข้อกล่าวอ้าง
เกี่ยวกับไขมันอิ่มตัว
3.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
ลด,
น้อยกว่า
(reduced, reduced
in, lower, lower in,
less)
ลดปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวลงตั้งแต่
ร้อยละ 25 ขึ้นไป เมื่อ เทียบกับอาหาร
อ้างอิง
1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารอ้างอิงเป็น
“ไขมันอิ่มตัวต่ำ” อยู่แล้ว
2.ต้องแสดงปริมาณไขมันทั้งหมดและโคเลสเตอรอล
ควบคู่กับข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับปริมาณไขมันอิ่มตัว
ทุกแห่ง โดยมีขนาดไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของ
ข้อกล่าวอ้าง
ยกเว้น ก. ถ้าผลิตภัณฑ์มีโคเลสเตอรอลน้อยกว่า
2 มิลลิกรัมต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
ไม่ต้องแสดงปริมาณโคเลสเตอรอลกำกับ
ข.หากผลิตภัณฑ์มีไขมันทั้งหมดไม่เกิน
3 กรัม ต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง ไม่ต้อง
แสดงปริมาณไขมันทั้งหมดกำกับข้อกล่าวอ้าง
เกี่ยวกับไขมันอิ่มตัว
3.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.2 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
169
พลังงาน/
สารอาหาร ข้อกล่าวอ้าง
เงื่อนไข
(ต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
และต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่
แสดงบนฉลาก) *
เงื่อนไขเพิ่มเติม
โคเลส
เตอรอล
ปราศจาก, ไม่มี
(free, without,
free of, no, zero)
1.มีโคเลสเตอรอลน้อยกว่า 2 มิลลิกรัม
และ
2.กรดไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 2 กรัม
1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารนั้นโดยธรรม-
ชาติเป็นไปตามเงื่อนไขอยู่แล้ว
2.ถ้ามีส่วนผสมที่เข้าใจโดยทั่วไปว่ามีโคเลสเตอรอล
เปน็ สว่ นประกอบ ใหท้ ำเครื่องหมายกำกับชื่อสว่ นผสมนั้น
แลว้ อธิบายวา่ “มีผลตอ่ ปริมาณโคเลสเตอรอลนอ้ ยมาก”
3.ถ้ามีปริมาณไขมันทั้งหมดเกิน 13 กรัม ต่อ
ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงและต่อปริมาณ
อาหารหนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลาก ต้องระบุ
ปริมาณไขมันทั้งหมดต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค
ที่แสดงบนฉลาก โดยแสดงควบคู่กับข้อกล่าวอ้าง
ทุกด้าน หากแสดงข้อกล่าวอ้างหลายแห่งในฉลาก
ด้านเดียวกัน ให้แสดงติดกับข้อกล่าวอ้างที่เด่นที่สุด
และใช้ตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่าครึ่งหนึ่งของข้อ
กล่าวอ้างดังกล่าว
4.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
ต่ำ
(low, low in, low
source of, little)
1.มีโคเลสเตอรอลไม่เกิน 20 มิลลิกรัม
และ
2.กรดไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 2 กรัม
1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารนั้นโดยธรรม-
ชาติเป็นไปตามเงื่อนไขอยู่แล้ว
2.ถ้ามีปริมาณไขมันทั้งหมดเกิน 13 กรัม ต่อ
ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงและต่อปริมาณ
อาหารหนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลาก ต้องระบุ
ปริมาณไขมันทั้งหมดต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภค
ที่แสดงบนฉลาก โดยแสดงควบคู่กับข้อกล่าวอ้าง
ทุกด้าน หากแสดงข้อกล่าวอ้างหลายแห่งในฉลาก
ด้านเดียวกัน ให้แสดงติดกับข้อกล่าวอ้างที่เด่นที่สุด
และใช้ตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่าครึ่งหนึ่งของข้อ
กล่าวอ้างดังกล่าว
3.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
170
พลังงาน/
สารอาหาร ข้อกล่าวอ้าง
เงื่อนไข
(ต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
และต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่
แสดงบนฉลาก) *
เงื่อนไขเพิ่มเติม
โคเลส
เตอรอล
ลด,
น้อยกว่า
(reduced, reduced
in, lower, lower in,
less)
1.ลดปริมาณโคเลสเตอรอลลงตั้งแต่
ร้อยละ 25 ขึ้นไป เมื่อเทียบกับอาหาร
อ้างอิง และ
2.มีกรดไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 2 กรัม
1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารอ้างอิงเป็น
อาหาร “โคเลสเตอรอลต่ำ” อยู่แล้ว
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.2 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
3.หากมีปริมาณไขมันทั้งหมดมากกว่า 13 กรัมต่อ
ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงและต่อปริมาณ
หนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลาก ให้กำกับ
ข้อความระบุปริมาณโคเลสเตอรอลที่ลดลง
เทียบกับที่มีอยู่ในอาหารอ้างอิง ด้วยปริมาณไข
มันทั้งหมดที่มีอยู่ในปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่
แสดงบนฉลาก โดยใช้ตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่า
ครึ่งหนึ่งของข้อกล่าวอ้าง
โซเดียม ปราศจาก, ไม่มี
(free, without,
free of, no, zero)
มีโซเดียมน้อยกว่า 5 มิลลิกรัม 1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารนั้นโดยธรรม-
ชาติเป็นไปตามเงื่อนไขอยู่แล้ว
2.คิดเป็นปริมาณโซเดียมในอาหาร ไม่ใช่เกลือ
(โซเดียมคลอไรด์) และ
3.ถ้ามีส่วนผสมที่เป็นเกลือ (โซเดียมคลอไรด์) หรือ
ส่วนผสมที่เข้าใจโดยทั่วไปว่ามีโซเดียม ให้ทำ
เครื่องหมายกำกับชื่อส่วนผสมนั้นแล้วอธิบายว่า
“มีผลต่อปริมาณโซเดียมน้อยมาก”
4.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
ปราศจากเกลือ
(salt free)
ต้องได้ตามเงื่อนไขและเงื่อนไขเพิ่มเติม
ของ “ปราศจากโซเดียม”
ต่ำมาก
(very low, very low
in)
มีโซเดียมน้อยกว่า 35 มิลลิกรัม
ต่ำ
(low, low in, low
source of, little)
มีโซเดียมน้อยกว่า 140 มิลลิกรัม
1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารนั้นโดยธรรม-
ชาติเป็นไปตามเงื่อนไขอยู่แล้ว
2.คิดเป็นปริมาณโซเดียมในอาหาร ไม่ใช่เกลือ
(โซเดียมคลอไรด์) และ
3.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
ลด, น้อยกว่า
(reduced, reduced
in, lower, lower in,
less)
ลดปริมาณโซเดียมลงตั้งแต่ร้อยละ 25
ขึ้นไปเมื่อเทียบกับอาหารอ้างอิง
1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารอ้างอิงเป็น
อาหาร “โซเดียมต่ำ” อยู่แล้ว
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.2 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
171
พลังงาน/
สารอาหาร ข้อกล่าวอ้าง
เงื่อนไข
(ต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
และต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่
แสดงบนฉลาก) *
เงื่อนไขเพิ่มเติม
โซเดียม โซเดียมน้อย
(light, lite)
ลดปริมาณโซเดียมลงตั้งแต่ร้อยละ 50
ขึ้นไปเมื่อเทียบกับอาหารอ้างอิง
1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารอ้างอิงเป็น
อาหาร “โซเดียมต่ำ” อยู่แล้ว
2.หากอาหารอ้างอิงมีพลังงานมากกว่า 40 กิโล-
แคลอรี หรือมีไขมันมากกว่า 3 กรัมต่อปริมาณ
หนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง การกล่าวอ้างว่า “light”
สำหรับโซเดียมในกรณีนี้ต้องกำกับว่า “โซเดียม
น้อย (light in sodium)” เนื่องจาก “light, lite”
อาจหมายถึง “พลังงานน้อย” ได้อีกด้วย
3.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.2 และ 2.2
ของบัญชีนี้ด้วย
ไม่เติมเกลือ /
ไม่ใส่เกลือ
(unsalted, no salt,
no salt added,
without salt added)
1.ไม่มีการเติมเกลือระหว่างกระบวนการ
ผลิต และ
2.อาหารที่ใช้เปรียบเทียบต้องเป็นอาหาร
ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งโดยปกติแล้วใช้เกลือ
ในการผลิต
หากผลิตภัณฑ์ไม่ได้ตามเงื่อนไข “ปราศจาก
โซเดียม” ต้องกำกับว่า “ไม่ใช่อาหารที่ปราศจาก
โซเดียม” ด้วย
ใส่เกลือเล็กน้อย
(lightly salted)
ใส่เกลือน้อยกว่าอาหารปกติ ตั้งแต่ร้อยละ
50 ขึ้นไป
ต้องกำกับว่า “ไม่ใช่อาหารโซเดียมต่ำ” ด้วย
น้ำตาล
(หมายถึง
mono-
และ disaccharides)
ปราศจาก, ไม่มี
(free, without,
free of, no, zero,
sugarless)
มีน้ำตาลน้อยกว่า 0.5 กรัม 1.ห้ามใช้ข้อกล่าวอ้างนี้ หากอาหารนั้นโดยธรรม-
ชาติเป็นไปตามเงื่อนไขอยู่แล้ว
2.ถ้าอาหารมีส่วนผสมที่เป็นน้ำตาลหรือส่วนผสมที่
เข้าใจโดยทั่วไปว่ามีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ให้
ทำเครื่องหมายกำกับชื่อส่วนผสมนั้นแล้วอธิบาย
ว่า “มีผลต่อปริมาณน้ำตาลน้อยมาก”
3.ถ้าอาหารเป็นไปตามเงื่อนไข “พลังงานต่ำ”
หรือ “ลดพลังงาน” หรือ “พลังงานน้อย” ให้แสดง
ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวบนฉลากด้วย
4.ถ้าอาหารไม่เป็น “พลังงานต่ำ” หรือ “ลดพลัง
งาน” หรือ “พลังงานน้อย” ให้กำกับว่า “ไม่ใช่
อาหารพลังงานต่ำ” หรือ “ไม่ใช่อาหารลดพลังงาน”
หรือ “ไม่ใช่สำหรับการควบคุมน้ำหนัก” ตามลำดับ
5.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
172
พลังงาน/
สารอาหาร ข้อกล่าวอ้าง
เงื่อนไข
(ต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
และต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่
แสดงบนฉลาก) *
เงื่อนไขเพิ่มเติม
ลดปริมาณลง,
น้อยกว่า
(reduced, reduced
in, lower, lower in,
less)
ลดปริมาณน้ำตาลลงตั้งแต่ร้อยละ 25
ขึ้นไป เมื่อเทียบกับอาหารอ้างอิง
ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.2 และ 2.2 ของ
บัญชีนี้ด้วย
น้ำตาล
(หมายถึง
mono-
และ disaccharides)
ไม่เติมน้ำตาล /
ไม่ใส่น้ำตาล
(no added sugar,
without added
sugar, no sugar
added)
1.ไม่มีการเติมน้ำตาลหรือส่วนผสมที่มี
น้ำตาลในระหว่างการผลิตหรือการ
บรรจุและ
2.ไม่มีส่วนผสมที่มีการเติม หรือ
เพิ่มปริมาณน้ำตาล เช่น แยม เยลลี
หรือน้ำผลไม้เข้มข้น และ
3.ต้องไม่มีน้ำตาลเกิดขึ้นจากกระบวนการ
ผลิต หรือถ้ามีต้องรวมกันแล้วได้ตาม
เงื่อนไข “ปราศจาก/ไม่มี” และ
4.อาหารอ้างอิงมีการเติมน้ำตาลเป็น
ส่วนประกอบ ส่วนอาหารนี้ไม่มีการเติม
ถ้าอาหารนั้นไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของ “พลังงาน
ต่ำ” หรือ “ลดพลังงาน” ต้องกำกับว่า “ไม่ใช่อาหาร
พลังงานต่ำ” หรือ “ไม่ใช่อาหารลดพลังงาน”
“ไม่ปรับความหวาน
เพิ่ม” หรือ
“ไม่เติมวัตถุให้ความ
หวาน”
(unsweetened,
contains
no added
sweeteners)
ใช้กับอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงอยู่แล้ว
โดยธรรมชาติ เช่น น้ำผลไม้ อย่างไรก็ตาม
ห้ามใช้ข้อความ “ปราศจากน้ำตาล
(sugar free)”
โปรตีน
ใยอาหาร
วิตามิน
เกลือแร่
(ไม่รวม
โซเดียม)
สูง, อุดม
(high, rich in,
excellent source of)
มีสารอาหารนั้นอยู่ในปริมาณตั้งแต่ร้อยละ 20
ของ Thai RDI** ขึ้นไป
1.สำหรับใยอาหาร หากปริมาณไขมันทั้งหมด
ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข “ต่ำ” การกล่าวอ้างปริมาณ
ใยอาหารต้องกำกับด้วยปริมาณไขมันทั้งหมดต่อ
ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลากด้วย
อักษรที่มีขนาดไม่เล็กกว่าครึ่งหนึ่งของข้อกล่าวอ้าง
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 2.2 ของบัญชีนี้ด้วย
173
พลังงาน/
สารอาหาร ข้อกล่าวอ้าง
เงื่อนไข
(ต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง
และต่อปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่
แสดงบนฉลาก) *
เงื่อนไขเพิ่มเติม
เป็นแหล่งของ, มี
(good source,
contains, provides)
มีสารอาหารนั้นอยู่ในปริมาณร้อยละ
10-19 ของ Thai RDI**
1.สำหรับใยอาหาร หากปริมาณไขมันทั้งหมด
ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข “ต่ำ” การกล่าวอ้างปริมาณ
ใยอาหารต้องกำกับด้วยปริมาณไขมันทั้งหมดต่อ
ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลากด้วย
อักษรที่มีขนาดไม่เล็กกว่าครึ่งหนึ่งของข้อกล่าวอ้าง
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 2.2 ของบัญชีนี้ด้วย
โปรตีน
ใยอาหาร
วิตามิน
เกลือแร่
(ไม่รวม
โซเดียม) เสริม, เพิ่ม, มากกว่า
(increased, more,
added, fortified,
enriched)
เมื่อเทียบกับอาหารอ้างอิงแล้ว อาหารนี้
มีสารอาหารที่จะกล่าวอ้างอยู่ในปริมาณ
ที่สูงกว่าระดับที่มีอยู่ในอาหารอ้างอิง
โดยปริมาณค่าความแตกต่างนั้นจะต้อง
ไม่น้อยกว่าปริมาณร้อยละ 10 ของ
Thai RDI**
1.ต้องระบุอาหารอ้างอิงด้วย
2.สำหรับใยอาหาร หากปริมาณไขมันทั้งหมด
ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข “ต่ำ” การกล่าวอ้างปริมาณ
ใยอาหารต้องกำกับด้วยปริมาณไขมันทั้งหมดต่อ
ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลากด้วย
อักษรที่มีขนาดไม่เล็กกว่าครึ่งหนึ่งของข้อกล่าวอ้าง
3.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 2.2 ของบัญชีนี้ด้วย
หมายเหตุ
* เฉพาะอาหารที่มีปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงไม่เกิน 30 กรัม หรือ ไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ เงื่อนไขในการ
แสดงข้อกล่าวอ้างตามตารางที่ 1 นี้ ให้คำนวณต่อปริมาณอาหารนั้น 50 กรัม แทนการคำนวณต่อ
ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงและต่อปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคที่แสดงบนฉลาก (กรณีที่เป็น
อาหารแห้งที่โดยทั่วไปแล้วจะต้องเติมน้ำหรือของเหลวที่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อยจนไม่มีนัยสำคัญ
ก่อนจึงจะบริโภค น้ำหนัก 50 กรัมนี้ ให้หมายถึงน้ำหนักอาหารหลังจากที่เติมน้ำหรือของเหลวแล้ว
อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดนี้ไม่ใช้บังคับกับเครื่องดื่มแห้ง หรือผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกัน เช่น นมผง
ซึ่งจะใช้ปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิงเป็น 200 มิลลิลิตรของอาหารหลังเติมน้ำ)
** Thai RDI หมายถึง สารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป
(Thai Recommended Daily Intakes)
ตารางที่ 2 เงื่อนไขการกล่าวอ้างทางโภชนาการโดยใช้เกณฑ์ต่อ 100 กรัม หรือ 100 มิลลิลิตร
(สำหรับอาหารที่เป็นไปตามข้อ 2.1 กรณีที่ 2)
พลังงาน/ เงื่อนไข
สารอาหาร
ข้อกล่าวอ้าง
ต่ออาหาร 100 กรัม (ของแข็ง) ต่ออาหาร 100 มิลลิลิตร (ของเหลว)
พลังงาน ปราศจาก, ไม่มี
(free, without, free of,
no)
- 1.ไม่เกิน 4 กิโลแคลอรี และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
ต่ำ
(low)
1.ไม่เกิน 40 กิโลแคลอรี และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
1.ไม่เกิน 20 กิโลแคลอรี และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
ลดปริมาณลง,
น้อยกว่า
(reduced, reduced
in, less, less than,
fewer, lower, lower
in)
1. โดยลดลงตั้งแต่ร้อยละ 25 ขึ้นไป และ
2.ปริมาณพลังงานที่ลดลงจะต้อง
ไม่น้อยกว่า 40 กิโลแคลอรีด้วย
1.โดยลดลงตั้งแต่ร้อยละ 25 ขึ้นไป และ
2.ปริมาณพลังงานที่ลดลงจะต้อง
ไม่น้อยกว่า 20 กิโลแคลอรีด้วย
174
พลังงาน/ เงื่อนไข
สารอาหาร
ข้อกล่าวอ้าง
ต่ออาหาร 100 กรัม (ของแข็ง) ต่ออาหาร 100 มิลลิลิตร(ของเหลว)
ไขมันทั้งหมด ปราศจาก, ไม่มี
(free, without, free of,
no)
1.ไม่เกิน 0.5 กรัม และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
1.ไม่เกิน 0.5 กรัม และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
ต่ำ
(low)
1.ไม่เกิน 3 กรัม และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
1.ไม่เกิน 1.5 กรัม และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
ลดปริมาณลง,น้อยกว่า
(reduced, reduced
in, less, less than,
lower, lower in)
1.ลดไขมันทั้งหมดลงเมื่อเทียบกับ
ผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นอาหารชนิดเดียว
กันหรือคล้ายคลึงกัน โดยลดลงตั้งแต่
ร้อยละ 25 ขึ้นไป และ
2.ปริมาณไขมันทั้งหมดที่ลดลงจะต้อง
ไม่น้อยกว่า 3 กรัมด้วย
1.ลดไขมันทั้งหมดลงเมื่อเทียบกับ
ผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นอาหารชนิดเดียว
กันหรือคล้ายคลึงกัน โดยลดลงตั้งแต่
ร้อยละ 25 ขึ้นไป และ
2.ปริมาณไขมันทั้งหมดที่ลดลงจะต้อง
ไม่น้อยกว่า 1.5 กรัมด้วย
ไขมันอิ่มตัว ปราศจาก, ไม่มี
(free, without, free of,
no)
1.ไม่เกิน 0.1 ก. และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
1.ไม่เกิน 0.1 ก. และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
ต่ำ
(low)
1.ไม่เกิน 1.5 ก. และ
2.พลังงานจากไขมันอิ่มตัวไม่เกิน
ร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมด และ
3.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
1.ไม่เกิน 0.75 ก. และ
2.พลังงานจากไขมันอิ่มตัวไม่เกิน
ร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมดและ
3.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
ลดปริมาณลง,น้อยกว่า
(reduced, reduced
in, less, less than,
lower, lower in)
1.ลดไขมันอิ่มตัวลงเมื่อเทียบกับ
ผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นอาหารชนิดเดียว
กันหรือคล้ายคลึงกัน โดยลดลงตั้ง
แต่ร้อยละ 25 ขึ้นไป และ
2.ปริมาณไขมันอิ่มตัวที่ลดลงจะต้อง
ไม่น้อยกว่า 1.5 ก. ด้วย
1.ลดไขมันอิ่มตัวลงเมื่อเทียบกับ
ผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นอาหารชนิดเดียว
กันหรือคล้ายคลึงกัน โดยลดลงตั้งแต่
ร้อยละ 25 ขึ้นไป และ
2.ปริมาณไขมันอิ่มตัวที่ลดลงจะต้อง
ไม่น้อยกว่า 0.75 ก. ด้วย
โคเลสเตอรอล ปราศจาก, ไม่มี
(free, without, free of,
no)
1.ไม่เกิน 5 มก. และ
2.ไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 1.5 ก. และ
3.พลังงานจากไขมันอิ่มตัวไม่เกิน
ร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมด และ
4.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
1.ไม่เกิน 5 มก. และ
2.ไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 0.75 ก. และ
3.พลังงานจากไขมันอิ่มตัวไม่เกิน
ร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมด และ
4.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
ต่ำ
(low)
1.ไม่เกิน 20 มก. และ
2.ไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 1.5 ก. และ
3.พลังงานจากไขมันอิ่มตัวไม่เกิน
ร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมด และ
4.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
1.ไม่เกิน 10 มก. และ
2.ไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 0.75 ก. และ
3.พลังงานจากไขมันอิ่มตัวไม่เกิน
ร้อยละ 10 ของพลังงานทั้งหมด และ
4.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
ลดปริมาณลง,น้อยกว่า
(reduced, reduced
in, less, less than,
lower, lower in)
1.ลดโคเลสเตอรอลลงเมื่อเทียบกับ
ผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นอาหารชนิดเดียวกัน
หรือคล้ายคลึงกัน โดยลดลงตั้งแต่
ร้อยละ 25 ขึ้นไป และ
2.ปริมาณโคเลสเตอรอลที่ลดลงจะต้อง
ไม่น้อยกว่า 20 มก. ด้วย
1.ลดโคเลสเตอรอลลงเมื่อเทียบกับ
ผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นอาหารชนิดเดียว
กันหรือคล้ายคลึงกัน โดยลดลงตั้งแต่
ร้อยละ 25 ขึ้นไป และ
2.ปริมาณโคเลสเตอรอลที่ลดลง
จะต้องไม่น้อยกว่า 10 มก. ด้วย
175
พลังงาน/ เงื่อนไข
สารอาหาร
ข้อกล่าวอ้าง
ต่ออาหาร 100 กรัม (ของแข็ง) ต่ออาหาร 100 มิลลิลิตร(ของเหลว)
น้ำตาล ปราศจาก, ไม่มี
(free, without, free of,
no)
1.ไม่เกิน 0.5 ก. และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
1.ไม่เกิน 0.5 ก. และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
ลดปริมาณลง,
น้อยกว่า
(reduced, reduced
in, less, less than,
lower, lower in)
ลดน้ำตาลลงเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์
อื่นที่เป็นอาหารชนิดเดียวกันหรือ
คล้ายคลึงกัน โดยลดลงตั้งแต่ร้อยละ
25 ขึ้นไป
ลดน้ำตาลลงเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์
อื่นที่เป็นอาหารชนิดเดียวกันหรือ
คล้ายคลึงกัน โดยลดลงตั้งแต่ร้อยละ
25 ขึ้นไป
โซเดียม ปราศจาก, ไม่มี
(free, without, free of,
no)
1.ไม่เกิน 5 มก. และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
1.ไม่เกิน 5 มก. และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
ต่ำมาก
(very low)
1.ไม่เกิน 40 มก. และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
1.ไม่เกิน 20 มก. และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
ต่ำ
(low)
1.ไม่เกิน 120 มก. และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
1.ไม่เกิน 60 มก. และ
2.ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อ 1.1
ของบัญชีนี้ด้วย
ลดปริมาณลง,น้อยกว่า
(reduced, reduced
in, less, less than,
lower, lower in)
1.ลดโซเดียมลงเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์
อื่นที่เป็นอาหารชนิดเดียวกันหรือ
คล้ายคลึงกัน โดยลดลงตั้งแต่ร้อยละ
25 ขึ้นไปและ
2.ปริมาณโซเดียมที่ลดลงจะต้อง
ไม่น้อยกว่า 120 มก. ด้วย
1.ลดโซเดียมลงเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์
อื่นที่เป็นอาหารชนิดเดียวกันหรือ
คล้ายคลึงกัน โดยลดลงตั้งแต่ร้อยละ
25 ขึ้นไปและ
2.ปริมาณโซเดียมที่ลดลงจะต้อง
ไม่น้อยกว่า 60 มก. ด้วย
ใยอาหาร เป็นแหล่งของ, มี
(good source,
contain, provide)
ไม่น้อยกว่า 3 ก. ต่ออาหาร 100 ก.
หรือ
ไม่น้อยกว่า 1.5 ก. ต่อพลังงาน 100
กิโลแคลอรี
ไม่น้อยกว่า 1.5 ก.
ต่อพลังงาน 100 กิโลแคลอรี
สูง, อุดม
(high, rich, rich in,
excellent source of)
ไม่น้อยกว่า 6 ก. ต่ออาหาร 100 ก.
หรือ
ไม่น้อยกว่า 3 ก. ต่อพลังงาน 100
กิโลแคลอรี
ไม่น้อยกว่า 3 ก.
ต่อพลังงาน 100 กิโลแคลอรี
เสริม, เพิ่ม, มากกว่า
(increased, more
than, added,
enriched, fortified)
1.เพิ่มใยอาหารขึ้นเมื่อเทียบกับ
ผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นอาหารชนิดเดียว
กันหรือคล้ายคลึงกัน โดยเพิ่มขึ้นตั้งแต่
ร้อยละ 25 ขึ้นไป และ
2.ปริมาณใยอาหารที่เพิ่มขึ้นจะต้อง
ไม่น้อยกว่า 3 ก. ด้วย
1.เพิ่มใยอาหารขึ้นเมื่อเทียบกับ
ผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นอาหารชนิดเดียว
กันหรือคล้ายคลึงกัน โดยเพิ่มขึ้นตั้ง
แต่ร้อยละ 25 ขึ้นไป และ
2.ปริมาณใยอาหารที่เพิ่มขึ้นจะต้อง
ไม่น้อยกว่า 1.5 ก.ต่อพลังงาน 100
กิโลแคลอรี
176
พลังงาน/ เงื่อนไข
สารอาหาร
ข้อกล่าวอ้าง
ต่ออาหาร 100 กรัม (ของแข็ง) ต่ออาหาร 100 มิลลิลิตร(ของเหลว)
โปรตีน เป็นแหล่งของ, มี
(good source,
contains, provides)
ไม่น้อยกว่า 5 ก. ต่ออาหาร 100 ก.
หรือ
ไม่น้อยกว่า 2.5 ก. ต่อพลังงาน
100 กิโลแคลอรี
ไม่น้อยกว่า 2.5 ก. ต่อ 100 มล.
หรือต่อพลังงาน 100 กิโลแคลอรี
สูง, อุดม
(high, rich, rich in,
excellent source of)
ไม่น้อยกว่า 10 ก. ต่ออาหาร 100 ก.
หรือ
ไม่น้อยกว่า 5 ก. ต่อพลังงาน
100 กิโลแคลอรี
ไม่น้อยกว่า 5 ก. ต่อ 100 มล.
หรือต่อพลังงาน 100 กิโลแคลอรี
เสริม, เพิ่ม, มากกว่า
(increased, more
than, added,
enriched, fortified)
1.เพิ่มโปรตีนขึ้นเมื่อเทียบกับ
ผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นอาหารชนิดเดียวกัน
หรือคล้ายคลึงกัน โดยเพิ่มขึ้นตั้งแต่
ร้อยละ 25 ขึ้นไป และ
2.ปริมาณโปรตีนที่เพิ่มขึ้นจะต้อง
ไม่น้อยกว่า 5 ก. ต่ออาหาร 100 ก.
หรือไม่น้อยกว่า 2.5 ก. ต่อพลังงาน
100 กิโลแคลอรี
1.เพิ่มโปรตีนขึ้นเมื่อเทียบกับ
ผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นอาหารชนิดเดียว
กันหรือคล้ายคลึงกัน โดยเพิ่มขึ้นตั้ง
แต่ร้อยละ 25 ขึ้นไป และ
2.ปริมาณโปรตีนที่เพิ่มขึ้นจะต้อง
ไม่น้อยกว่า 2.5 ก. ต่ออาหาร 100 ก.
หรือต่อพลังงาน 100 กิโลแคลอรี
วิตามินและเกลือแร่
(ไม่รวมโซเดียม)
เป็นแหล่งของ, มี
(good source,
contains, provides)
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15ของ Thai RDI*
ต่ออาหาร 100 ก.
หรือ
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของ Thai RDI*
ต่อพลังงาน 100 กิโลแคลอรี
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 7.5ของ Thai RDI*
ต่ออาหาร 100 มล.
หรือ
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของ Thai RDI*
ต่อพลังงาน 100 กิโลแคลอรี
สูง, อุดม
(high, rich, rich in,
excellent source of)
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของ Thai RDI*
ต่ออาหาร 100 ก.
หรือ
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10ของ Thai RDI*
ต่อพลังงาน 100 กิโลแคลอรี
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของ Thai RDI*
ต่ออาหาร 100 มล.
หรือ
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10ของ Thai RDI*
ต่อพลังงาน 100 กิโลแคลอรี
เสริม, เพิ่ม, มากกว่า
(increased, more
than, added,
enriched, fortified)
เพิ่มวิตามินหรือเกลือแร่ขึ้นตั้งแต่ร้อยละ
10 ขึ้นไปเมื่อเทียบกับอาหารอ้างอิง
โดยระดับปริมาณที่แตกต่างนั้นจะต้อง
ไม่น้อยกว่าปริมาณร้อยละ 10 ของ
Thai RDI* ของวิตามินหรือเกลือแร่นั้น
เพิ่มวิตามินหรือเกลือแร่ขึ้นตั้งแต่ร้อยละ
10 ขึ้นไปเมื่อเทียบกับอาหารอ้างอิง
โดยระดับปริมาณที่แตกต่างนั้นจะต้อง
ไม่น้อยกว่าปริมาณร้อยละ 10 ของ
Thai RDI* ของวิตามินหรือเกลือแร่นั้น
*Thai RDI หมายถึง สารอาหารที่แนะนำให้บริโภคประจำวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai Recommended
Daily Intakes)
177
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 184) พ.ศ.2542
เรื่อง น้ำมันปาล์ม (ฉบับที่ 2)
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงมาตรการในการควบคุมน้ำมันปาล์ม
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(4)(5)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรค 2 ของข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56
(พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันปาล์ม ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2524
“น้ำมันปาล์มตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงน้ำมันปาล์มที่จะต้องนำไปผ่านกระบวนการเพื่อ
ให้เหมาะสมก่อนการบริโภค ซึ่งจะต้องแสดงวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนว่ามิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการ
บริโภค”
ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในข้อ 7 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) เรื่อง
น้ำมันปาล์ม ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2524
ข้อ 3 ให้ยกเลิกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหาร
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันปาล์ม ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.
2524 สำหรับน้ำมันปาล์มที่ใช้ประโยชน์อย่างอื่นนอกจากใช้รับประทานซึ่งออกให้ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้
ใช้บังคับ
ประกาศฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2542
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับทั่วไป เล่ม 116 ตอนที่ 41 ง. ลงวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2542)
178
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 191) พ.ศ.2543
เรื่อง ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 189) พ.ศ.2542
-----------------------------------------
ด้วยปรากฏมีหลักฐานเชื่อได้ว่าอาหารที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศเบลเยี่ยมมีความปลอดภัย
ในการบริโภคจากการปนเปื้อนสารไดออกซิน จึงเห็นควรปรับมาตรการการควบคุมการนำเข้าให้สอดคล้อง
กับสถานการณ์ในปัจจุบัน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(8) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 189) พ.ศ.2542 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้าม
นำเข้าหรือจำหน่าย ลงวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2542
ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 117 ตอนพิเศษ 83 ง. ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2543)
179
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 193) พ.ศ.2543
เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรให้มีมาตรการการประกันคุณภาพของอาหารเพื่อให้อาหารมีคุณภาพ
มาตรฐาน และเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับอาหารที่ปลอดภัย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(7) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา
29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้
กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศ
ไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้อาหารดังต่อไปนี้ เป็นอาหารที่กำหนดวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และ
การเก็บรักษาอาหาร
(1) อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็ก
(2) อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก
(3) นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
(4) น้ำแข็ง
(5) (1)
(6) เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
(7) อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
(8) นมโค
(9) นมเปรี้ยว
(10) ไอศกรีม
(11) นมปรุงแต่ง
(12) ผลิตภัณฑ์ของนม
(13) วัตถุเจือปนอาหาร
(14) (2)
(15) (2)
(16) โซเดียมซัยคลาเมตและอาหารที่มีโซเดียมซัยคลาเมต
(17) อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
-----------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 1(5) (น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ.2543 ถูกยกเลิก
โดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 220) พ.ศ.2544 เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 3) (118 ร.จ.ตอนที่ 70 ง. (ฉบับพิเศษ
แผนกราชกิจาฯ) ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544) เนื่องจากำหนดเป็น GMP เฉพาะแล้ว และไม่มีการเพิ่มข้อความใดๆ เข้ามาแทนข้อความที่ถูกยกเลิก
(2) ความในข้อ 1(14) (สีผสมอาหาร) และข้อ 1 (15) (วัตถุที่ใช้ปรุงแต่งรสอาหาร) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่
193) พ.ศ.2543 ถูกยกเลิกโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 281) พ.ศ.2547) เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร (121 ร.จ.ตอนที่ 97 ง. (ฉบับพิเศษ
แผนกราชกิจาฯ) ลงวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2547) และไม่มีการเพิ่มข้อความใดเข้ามาแทนข้อความที่ถูกยกเลิก
180
(18) ชา
(19) กาแฟ
(20) น้ำปลา
(21) (3)
(22) น้ำแร่ธรรมชาติ
(23) น้ำส้มสายชู
(24) น้ำมันและไขมัน
(25) น้ำมันถั่วลิสง
(26) ครีม
(27) น้ำมันเนย
(28) เนย
(29) เนยแข็ง
(30) กี
(31) เนยเทียม
(32) อาหารกึ่งสำเร็จรูป
(33) ซอสบางชนิด
(34) น้ำมันปาล์ม
(35) น้ำมันมะพร้าว
(36) เครื่องดื่มเกลือแร่
(37) น้ำนมถั่วเหลืองในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ยกเว้นที่มีสถานที่ผลิตที่ไม่เข้าลักษณะ
เป็นโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน)
(38 ) ช็อกโกแลต
(39) แยม เยลลี มาร์มาเลด ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
(40) อาหารที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ
(41) ไข่เยี่ยวม้า
(42) รอยัลเยลลีและผลิตภัณฑ์รอยัลเยลลี
(43) ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง
(44) น้ำผึ้ง (ยกเว้นที่มีสถานที่ผลิตที่ไม่เข้าลักษณะเป็นโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน)
(45) ข้าวเติมวิตามิน
(46) แป้งข้าวกล้อง
(47) น้ำเกลือปรุงอาหาร
(48) ซอสในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
(49) ขนมปัง
(50) หมากฝรั่งและลูกอม
-----------------------------------------------------------
(3) ความในข้อ 1(21) (น้ำที่เหลือจากการผลิตโมโนโซเดียมกลูตาเมต) (52) (อาหารที่มีวัตถุที่ใช้เพื่อรักษาคุณภาพหรือมาตรฐาน
ของอาหารรวมอยู่ในภาชนะบรรจุ) และ (56) (อาหารที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ.2543
ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ.2543
(118 ร.จ.ตอนที่ 93 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจาฯ) ลงวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2544) และไม่มีการเพิ่มข้อความใดๆ เข้ามาแทนข้อความที่ถูกยกเลิก
181
(51) วุ้นสำเร็จรูปและขนมเยลลี่
(52) (3)
(53) (4)
(54) ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์
(55) วัตถุแต่งกลิ่นรส
(56) (3)
(57) อาหารแช่เยือกแข็งที่ได้ผ่านการเตรียม (prepared) และหรือการแปรรูป (processed) (5)
ข้อ 2 ผู้ผลิตอาหารตามข้อ 1 เพื่อจำหน่ายต้องปฏิบัติตามวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ใน
การผลิต และการเก็บรักษาอาหาร ที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายประกาศนี้
ข้อ 3 ผู้นำเข้าอาหารตามข้อ 1 เพื่อจำหน่าย ต้องจัดให้มีใบรับรองวิธีการผลิต เครื่องมือ
เครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายประกาศนี้
ข้อ 4 ให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตผลิตอาหาร หรือใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร หรือ
ใบสำคัญการใช้ฉลากอาหาร ตามข้อ 1 ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับที่ปฏิบัติไม่เป็นไปตามข้อ 2 หรือข้อ 3
ทำการปรับปรุงแก้ไขหรือจัดให้มีใบรับรองแล้วแต่กรณี ให้ถูกต้องตามประกาศนี้ภายในสองปี นับแต่วันที่
ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 5 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
-----------------------------------------------------------
(3) ความในข้อ 1(21) (น้ำที่เหลือจากการผลิตโมโนโซเดียมกลูตาเมต) (52) (อาหารที่มีวัตถุที่ใช้เพื่อรักษาคุณภาพหรือมาตรฐาน
ของอาหารรวมอยู่ในภาชนะบรรจุ) และ (56) (อาหารที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ.2543
ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ.2543
(118 ร.จ.ตอนที่ 93 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจาฯ) ลงวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2544) และไม่มีการเพิ่มข้อความใด เข้ามาแทนข้อความที่ถูกยกเลิก
(4) ความในข้อ 1(53) (ผลิตภัณฑ์กระเทียม) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ.2543 ถูกยกเลิก โดยประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) พ.ศ.2548 แทนด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (122 ร.จ.ตอนที่ 150 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจาฯ) ลงวันที่ 28 ธันวาคม
พ.ศ.2548) และไม่มีการเพิ่มข้อความใดๆ เข้ามาแทนข้อความที่ถูกยกเลิก
(5) ความในข้อ 1 (57) (อาหารแช่เยือกแข็ง) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ.2543 ถูกยกเลิก โดยข้อ 2 ของ
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 239) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ.2543 (118 ร.จ.ตอนที่ 93 ง. (ฉบับ
พิเศษ แผนกราชกิจาฯ) ลงวันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2544) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
(6) สตีวิโอไซด์และอาหารที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์ ชาสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาหารฉายรังสี เป็นอาหารที่กำหนด
วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร (ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พ.ศ.2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์และ
อาหารที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์ (119 ร.จ.ตอนที่ 91 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจาฯ) ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2545), ประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 280) พ.ศ.2547 เรื่อง ชาสมุนไพร (121 ร.จ.ตอนที่ 82 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจาฯ) ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2547),
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 293) พ.ศ.2548 เรื่อง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (122 ร.จ.ตอนที่ 150 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจาฯ) ลงวันที่
28 ธันวาคม พ.ศ.2548), ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 297) พ.ศ.2549 เรื่อง อาหารฉายรังสี (123 ร.จ.ตอนที่ 93 ง. (ฉบับพิเศษ แผนก
ราชกิจาฯ) ลงวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2549))
182
บัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 193) พ.ศ.2543
เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร ตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารว่าด้วยสุขลักษณะทั่วไป
การผลิตอาหารจะต้องมีการกำหนดวิธีการผลิต เครื่องมือ เครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนั้นจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ลำดับที่ หัวข้อ เนื้อหา
1. สถานที่ตั้งและอาคารผลิต 1.1 สถานที่ตั้งตัวอาคารและที่ใกล้เคียง ต้องอยู่ในที่ที่จะไม่ทำให้อาหารที่ผลิตเกิดการปนเปื้อนได้ง่าย โดย
1.1.1 สถานที่ตั้งตัวอาคารและบริเวณโดยรอบสะอาด ไม่ปล่อยให้มีการสะสมสิ่งที่ไม่ใช้แล้ว หรือสิ่งปฏิกูลอันอาจเป็น
แหล่งเพาะพันธุ์สัตว์และแมลง รวมทั้งเชื้อโรคต่าง ๆ ขึ้นได้
1.1.2 อยู่ห่างจากบริเวณหรือสถานที่ที่มีฝุ่นมากผิดปกติ
1.1.3 ไม่อยู่ใกล้เคียงกับสถานที่น่ารังเกียจ
1.1.4 บริเวณพื้นที่ตั้งตัวอาคารไม่มีน้ำขังแฉะและสกปรก และมีท่อระบายน้ำเพื่อให้ไหลลงสู่ทางระบายน้ำสาธารณะใน
กรณีที่สถานที่ตั้งตัวอาคารซึ่งใช้ผลิตอาหารอยู่ติดกับบริเวณที่มีสภาพไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นไปตามข้อ 1.1.1-1.1.4 ต้องมี
กรรมวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันและกำจัดแมลงและสัตว์นำโรค ตลอดจนฝุ่นผงและสาเหตุของการปนเปื้อนอื่น ๆ ด้วย
1.2 อาคารผลิตมีขนาดเหมาะสม มีการออกแบบและก่อสร้างในลักษณะที่ง่ายแก่การทะนุบำรุงสภาพ รักษาความสะอาด และ
สะดวกในการปฏิบัติงาน โดย
1.2.1 พื้น ฝาผนัง และเพดานของอาคารสถานที่ผลิต ต้องก่อสร้างด้วยวัสดุที่คงทน เรียบ ทำความสะอาด และซ่อมแซมให้
อยู่ในสภาพที่ดีตลอดเวลา
1.2.2 ต้องแยกบริเวณผลิตอาหารออกเป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกับที่อยู่อาศัย
1.2.3 ต้องมีมาตรการป้องกันสัตว์และแมลงไม่ให้เข้าในบริเวณอาคารผลิต
1.2.4 จัดให้มีพื้นที่เพียงพอที่จะติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตให้เป็นไปตามสายงานการผลิตอาหารแต่ละ
ประเภท และแบ่งแยกพื้นที่การผลิตเป็นสัดส่วนเพื่อป้องกันการปนเปื้อนอันอาจเกิดขึ้นกับอาหารที่ผลิตขึ้น
1.2.5 ไม่มีสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วหรือไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตอยู่ในบริเวณผลิต
1.2.6 จัดให้มีแสงสว่างและการระบายอากาศที่เหมาะสมเพียงพอสำหรับการปฏิบัติงานภายในอาคารผลิต
183
ลำดับที่ หัวข้อ เนื้อหา
2. เครื่องมือ เครื่องจักร และ
อุปกรณ์ในการผลิต
2.1 ภาชนะหรืออุปกรณ์ในการผลิตที่สัมผัสกับอาหาร ต้องทำจากวัสดุที่ไม่ทำปฏิกิริยากับอาหารอันอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค
2.2 โต๊ะที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตในส่วนที่สัมผัสกับอาหาร ต้องทำด้วยวัสดุที่ไม่เกิดสนิม ทำความสะอาดง่าย และไม่ทำให้
เกิดปฏิกิริยาที่อาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพของผู้บริโภค โดยมีความสูงเหมาะสมและมีเพียงพอในการปฏิบัติงาน
2.3 การออกแบบติดตั้งเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้เหมาะสมและคำนึงถึงการปนเปื้อนที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งสามารถ
ทำความสะอาดตัวเครื่องมือ เครื่องจักร และบริเวณที่ตั้งได้ง่ายและทั่วถึง
2.4 เครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ในการผลิต ต้องเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน
3. การควบคุมกระบวนการผลิต 3.1 การดำเนินการทุกขั้นตอนจะต้องมีการควบคุมตามหลักสุขาภิบาลที่ดีตั้งแต่การตรวจรับวัตถุดิบและส่วนผสมในการผลิตอาหาร
การขนย้าย การจัดเตรียม การผลิต การบรรจุ การเก็บรักษาอาหาร และการขนส่ง
3.1.1 วัตถุดิบและส่วนผสมในการผลิตอาหาร ต้องมีการคัดเลือกให้อยู่ในสภาพที่สะอาด มีคุณภาพดี เหมาะสำหรับใช้ในการ
ผลิตอาหารสำหรับบริโภค ต้องล้างหรือทำความสะอาดตามความจำเป็นเพื่อขจัดสิ่งสกปรก หรือสิ่งปนเปื้อนที่อาจติดหรือปนมากับ
วัตถุนั้น ๆ และต้องเก็บรักษาวัตถุดิบภายใต้สภาวะที่ป้องกันการปนเปื้อนได้โดยมีการเสื่อมสลายน้อยที่สุด และมีการหมุนเวียน
สต๊อกของวัตถุดิบและส่วนผสมอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ
3.1.2 ภาชนะบรรจุอาหารและภาชนะที่ใช้ในการขนถ่ายวัตถุดิบและส่วนผสมในการผลิตอาหาร ตลอดจนเครื่องมือที่ใช้ในการ
นี้ ต้องอยู่ในสภาพที่เหมาะสมและไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนกับอาหารในระหว่างการผลิต
3.1.3 น้ำแข็งและไอน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตที่สัมผัสกับอาหาร ต้องมีคุณภาพมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
เรื่อง น้ำแข็งและน้ำบริโภค และการนำไปใช้ในสภาพที่ถูกสุขลักษณะ
3.1.4 น้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตอาหาร ต้องเป็นน้ำสะอาดบริโภคได้ มีคุณภาพมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
เรื่อง น้ำบริโภค และการนำไปใช้ในสภาพที่ถูกสุขลักษณะ
3.1.5 การผลิต การเก็บรักษา ขนย้าย และขนส่งผลิตภัณฑ์อาหาร ต้องป้องกันการปนเปื้อนและป้องกันการเสื่อมสลายของ
อาหารและภาชนะบรรจุด้วย
3.1.6 การดำเนินการควบคุมกระบวนการผลิตทั้งหมด ให้อยู่ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม
184
ลำดับที่ หัวข้อ เนื้อหา
3.2 จัดทำบันทึกและรายงานอย่างน้อยดังต่อไปนี้
3.2.1 ผลการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์
3.2.2 ชนิดและปริมาณการผลิตของผลิตภัณฑ์และวันเดือนปีที่ผลิต
โดยให้เก็บบันทึกและรายงานไว้อย่างน้อย 2 ปี
4. การสุขาภิบาล 4.1 น้ำที่ใช้ภายในโรงงาน ต้องเป็นน้ำสะอาดและจัดให้มีการปรับคุณภาพน้ำตามความจำเป็น
4.2 จัดให้มีห้องส้วมและอ่างล้างมือหน้าห้องส้วมให้เพียงพอสำหรับผู้ฏิบัติงาน และต้องถูกสุขลักษณะ มีอุปกรณ์ในการล้างมือ
อย่างครบถ้วน และต้องแยกต่างหากจากบริเวณผลิต หรือไม่เปิดสู่บริเวณผลิตโดยตรง
4.3 จัดให้มีอ่างล้างมือในบริเวณผลิตให้เพียงพอและมีอุปกรณ์การล้างมืออย่างครบถ้วน
4.4 จัดให้มีวิธีการป้องกันและกำจัดสัตว์และแมลงในสถานที่ผลิตตามความเหมาะสม
4.5 จัดให้มีภาชนะรองรับขยะมูลฝอยที่มีฝาปิดในจำนวนที่เพียงพอ และมีระบบกำจัดขยะมูลฝอยที่เหมาะสม
4.6 จัดให้มีทางระบายน้ำทิ้งและสิ่งโสโครกอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตอาหาร
5. การบำรุงรักษาและ
การทำความสะอาด
5.1 ตัวอาคารสถานที่ผลิตต้องทำความสะอาดและรักษาให้อยู่ในสภาพสะอาดถูกสุขลักษณะโดยสม่ำเสมอ
5.2 ต้องทำความสะอาด ดูแลและเก็บรักษาเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ในการผลิตให้อยู่ในสภาพที่สะอาดทั้งก่อนและหลัง
การผลิต สำหรับชิ้นส่วนของเครื่องมือเครื่องจักรต่าง ๆ ที่อาจเป็นแหล่งสะสมจุลินทรีย์ หรือก่อให้เกิดการปนเปื้อนอาหาร สามารถ
ทำความสะอาดด้วยวิธีที่เหมาะสมและเพียงพอ
5.3 พื้นผิวของเครื่องมือและอุปกรณ์การผลิตที่สัมผัสกับอาหาร ต้องทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ
5.4 เครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ในการผลิต ต้องมีการตรวจสอบและบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สม่ำเสมอ
5.5 การใช้สารเคมีที่ใช้ล้างทำความสะอาด ตลอดจนเคมีวัตถุที่ใช้เกี่ยวข้องกับการผลิตอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ปลอดภัย และการเก็บ
รักษาวัตถุดังกล่าวจะต้องแยกเป็นสัดส่วนและปลอดภัย
185
ลำดับที่ หัวข้อ เนื้อหา
6. บุคลากรและสุขลักษณะ
ผู้ปฏิบัติงาน
6.1 ผู้ปฏิบัติงานในบริเวณผลิตต้องไม่เป็นโรคติดต่อหรือโรคน่ารังเกียจตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง หรือมีบาดแผลอันอาจก่อให้
เกิดการปนเปื้อนของผลิตภัณฑ์
6.2 เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนในขณะที่ดำเนินการผลิตและมีการสัมผัสโดยตรงกับอาหาร หรือส่วนผสมของอาหาร หรือส่วนใด
ส่วนหนึ่งของพื้นที่ผิวที่อาจมีการสัมผัสกับอาหาร ต้อง
6.2.1 สวมเสื้อผ้าที่สะอาดและเหมาะสมต่อการปฏิบัติงาน กรณีที่ใช้เสื้อคลุมก็ต้องสะอาด
6.2.2 ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนเริ่มปฏิบัติงาน และหลังการปนเปื้อน
6.2.3 ใช้ถุงมือที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์และสะอาดถูกสุขลักษณะ ทำด้วยวัสดุที่ไม่มีสารละลายหลุดออกมาปนเปื้อนอาหารและ
ของเหลวซึมผ่านไม่ได้ สำหรับจับต้องหรือสัมผัสกับอาหาร กรณีไม่สวมถุงมือต้องมีมาตรการให้คนงานล้างมือ เล็บ แขนให้สะอาด
6.2.4 ไม่สวมใส่เครื่องประดับต่าง ๆ ขณะปฏิบัติงาน และดูแลสุขอนามัยของมือและเล็บให้สะอาดอยู่เสมอ
6.2.5 สวมหมวก หรือผ้าคลุมผม หรือตาข่าย
6.3 มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับสุขลักษณะทั่วไป และความรู้ทั่วไปในการผลิตอาหารตามความเหมาะสม
6.4 ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิต ปฏิบัติตามข้อ 6.1-6.2 เมื่ออยู่ในบริเวณผลิต
186
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 194) พ.ศ.2543
เรื่อง ฉลาก
-----------------------------------------
โดยเป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา
29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้
กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศ
ไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิก
(1) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 68 (พ.ศ.2525) เรื่อง ฉลาก ลงวันที่
29 เมษายน พ.ศ.2525
(2) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 95 (พ.ศ.2528) เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2)
ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2528
ข้อ 2 ให้อาหารดังต่อไปนี้ ต้องมีฉลาก
(1) อาหารควบคุมเฉพาะ
(2) อาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
(3) อาหารที่รัฐมนตรีประกาศให้เป็นอาหารที่ต้องมีฉลาก
(4) อาหารอื่นนอกจากอาหารตาม (1) (2) และ (3)
ข้อ 3 ฉลากของอาหารที่จำหน่ายต่อผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยแต่จะมีภาษา
ต่างประเทศด้วยก็ได้ และจะต้องมีข้อความแสดงรายละเอียดดังต่อไปนี้ เว้นแต่สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยาจะยกเว้นให้ไม่ต้องระบุข้อความหนึ่งข้อความใด
(1) ชื่ออาหาร
(2) เลขสารบบอาหาร
(3) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุสำหรับอาหารที่ผลิตในประเทศ ชื่อและที่ตั้ง
ของผู้นำเข้าและประเทศผู้ผลิตสำหรับอาหารนำเข้า แล้วแต่กรณี
สำหรับอาหารที่ผลิตในประเทศ อาจแสดงชื่อและที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของผู้ผลิต
หรือของผู้แบ่งบรรจุก็ได้
(4) ปริมาณของอาหารเป็นระบบเมตริก
(4.1) อาหารที่เป็นของแข็ง ให้แสดงน้ำหนักสุทธิ
(4.2) อาหารที่เป็นของเหลว ให้แสดงปริมาตรสุทธิ
(4.3) อาหารที่มีลัก ษณะครึ่งแข็งครึ่งเหลว อาจแสดงเป็นน้ำหนักสุทธิหรือ
ปริมาตรสุทธิก็ได้
187
(4.4) อื่น ๆ แสดงเป็นน้ำหนักสุทธิ
กรณีที่อาหารมีส่วนผสมที่เป็นชิ้นหรือเนื้ออาหารผสมอยู่กับส่วนผสมที่เป็นน้ำหรือ
ของเหลว และแยกกันอย่างชัดเจน ให้แสดงปริมาณน้ำหนักเนื้ออาหาร (drained weight) เว้นแต่อาหารที่
ไม่อาจแยกเนื้ออาหารออกจากน้ำหรือของเหลวนั้นได้
(5) ส่วนประกอบที่สำคัญเป็นร้อยละของน้ำหนักโดยประมาณเรียงตามลำดับปริมาณ
จากมากไปน้อย เว้นแต่ (1)
(ก) อาหารที่มีเนื้อที่ของฉลากทั้งแผ่นน้อยกว่า 35 ตารางเซนติเมตร แต่ทั้งนี้จะต้อง
มีข้อความแสดงส่วนประกอบที่สำคัญไว้บนหีบห่อของอาหารนั้น หรือ
(ข) อาหารที่มีส่วนประกอบที่สำคัญแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่รวมถึงวัตถุเจือปนอาหาร
วัตถุแต่งกลิ่นรส วัตถุปรุงแต่งรสอาหาร หรือสีผสมอาหาร ที่เป็นส่วนผสม
(6) ข้อความว่า “ใช้วัตถุกันเสีย” ถ้ามีการใช้
(7) ข้อความว่า “เจือสีธรรมชาติ” หรือ “เจือสีสังเคราะห์” ถ้ามีการใช้แล้วแต่กรณี
(8) ข้อความว่า “ใช้ …….. เป็นวัตถุปรุงแต่งรสอาหาร” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชื่อของ
วัตถุปรุงแต่งรสอาหารที่ใช้)
(9) ข้อความว่า “ใช้ ……. เป็นวัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุ
ชื่อของวัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ใช้) ด้วยตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่า 2 มิลลิเมตร สีของตัวอักษร
ตัดกับสีของพื้นฉลาก
(10) ข้อความว่า “แต่งกลิ่นธรรมชาติ” “แต่งกลิ่นเลียนธรรมชาติ” “แต่งกลิ่นสังเคราะห์”
“แต่งรสธรรมชาติ” หรือ “แต่งรสเลียนธรรมชาติ” ถ้ามีการใช้แล้วแต่กรณี
(11) วันเดือนและปีที่ผลิต เดือนและปีที่ผลิต วันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค หรือ
วันเดือนและปีที่อาหารยังมีคุณภาพหรือมาตรฐานดี โดยมีข้อความว่า “ผลิต” “หมดอายุ” หรือ “ควรบริโภค
ก่อน” กำกับไว้ด้วยแล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(11.1) วันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค สำหรับอาหารที่เก็บไว้ได้ไม่เกิน 90 วัน
(11.2) เดือนและปีที่ผลิต หรือ วันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค สำหรับ
อาหารที่เก็บไว้ได้เกิน 90 วัน
(11.3) วันเดือนและปีที่ผลิต และ วันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค สำหรับ
อาหารที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด
การแสดงข้อความตาม (11.1) (11.2) และ (11.3) จะต้องแสดงให้เรียงตามลำดับ
ของวันเดือนปีตามที่กำหนด กรณีการแสดงเดือนอาจแสดงโดยใช้ตัวอักษรแทนได้
สำหรับวันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค อาจแสดงวันเดือนและปีที่ควรบริโภค
ก่อนแทนได้
-----------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 3(5) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 194) พ.ศ.2543 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข(ฉบับที่ 252) พ.ศ.2545 เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) (119 ร.จ. ตอนที่ 54 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 18 มิถุนายน
พ.ศ.2545)และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
188
(12) คำแนะนำในการเก็บรักษา (ถ้ามี)
(13) วิธีปรุงเพื่อรับประทาน (ถ้ามี)
(14) วิธีการใช้และข้อความที่จำเป็นสำหรับอาหารที่มุ่งหมายจะใช้กับทารกหรือเด็กอ่อน
หรือบุคคลกลุ่มใดใช้โดยเฉพาะ
(15) ข้อความที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดให้ต้องมี สำหรับอาหาร
ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด
ฉลากของอาหารตามข้อ 2(4) อย่างน้อยต้องแสดงข้อความตาม (1)(3)(4) และ (11)
ข้อ 4 ฉลากของอาหารที่มิได้จำหน่ายต่อผู้บริโภคแต่จำหน่ายให้กับผู้ปรุงหรือผู้จำหน่าย
อาหาร ให้แสดงฉลากตามข้อ 3 เว้นแต่ในกรณีที่มีคู่มือหรือเอกสารประกอบที่แสดงรายละเอียดตามข้อ
3(5) ถึง 3(10) และ 3(12) ถึง 3(15) อยู่แล้ว จะแสดงข้อความเพียงข้อ 3(1) ถึง 3(4) และ 3(11) ก็ได้
ข้อ 5 ฉลากของอาหารที่มิได้จำหน่ายต่อผู้บริโภคและมิใช่อาหารที่ต้องแสดงฉลากตาม
ข้อ 3 หรือข้อ 4 ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย เว้นแต่อาหารที่นำเข้าอาจแสดงข้อความเป็นภาษาอังกฤษ
ก็ได้ และอย่างน้อยต้องมีข้อความ ดังต่อไปนี้ (2)
(1) ชื่อและประเภทหรือชนิดของอาหาร
(2) เลขสารบบอาหาร (ถ้ามี)
(3) ปริมาณสุทธิของอาหารเป็นระบบเมตริก
(4) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุสำหรับอาหารที่ผลิตในประเทศ ชื่อและ
ที่ตั้งของผู้นำเข้าและประเทศผู้ผลิตสำหรับอาหารนำเข้า แล้วแต่กรณี ทั้งนี้สำหรับอาหารที่ผลิตในประเทศ
อาจแสดงชื่อและที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุก็ได้
ข้อ 6 ฉลากของอาหารที่ผลิตเพื่อส่งออกจะแสดงข้อความเป็นภาษาใดก็ได้ แต่อย่างน้อย
ต้องระบุ
6.1 ประเทศผู้ผลิต
6.2 เลขสารบบอาหาร (ถ้ามี)
ข้อ 7 ฉลากของอาหารดังต่อไปนี้ ต้องส่งมอบให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาตรวจ
อนุมัติให้ใช้ก่อนนำไปใช้
(1) อาหารควบคุมเฉพาะ
(2) อาหารอื่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
ฉลากของอาหารที่ได้รับอนุญาตให้ใช้แล้ว ต้องแสดงเลขสารบบอาหารตามแบบที่
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนดไว้ที่ฉลาก
ข้อ 8 การแสดงเลขสารบบอาหารสำหรับอาหารตามข้อ 2(1) ข้อ 2(2) และข้อ 2(3) ให้เป็นไป
ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด
-----------------------------------------------------------
(2) ความในข้อ 5 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 194) พ.ศ.2543 ถูกยกเลิก โดยข้อ 2 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข(ฉบับที่
252) พ.ศ.2545 เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) (119 ร.จ. ตอนที่ 54 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2545) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
189
ข้อ 9 ฉลากของอาหารต้องปิด ติด หรือแสดงไว้ในที่เปิดเผยที่ภาชนะบรรจุและหรือหีบห่อของ
ภาชนะบรรจุอาหาร และมองเห็นได้ชัดเจน โดยมีขนาดของฉลากสัมพันธ์กับพื้นที่ของภาชนะบรรจุหรือ
หีบห่อนั้น ๆ
ข้อ 10 ฉลากของอาหารต้องไม่ทำให้เข้าใจผิดไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมระหว่างอาหาร
กับข้อความ รูป รูปภาพ รอยประดิษฐ์ เครื่องหมาย หรือเครื่องหมายการค้าที่แนะนำผลิตภัณฑ์ชนิดอื่น
ข้อ 11 ฉลากที่มีข้อความ รูป รูปภาพ รอยประดิษฐ์ เครื่องหมาย หรือเครื่องหมายการค้า
ไม่ว่าจะเป็นภาษาใดที่ปรากฏในฉลาก ต้อง
(1) ไม่เป็นเท็จหรือหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร หรือไม่ทำให้เข้าใจผิด
ในสาระสำคัญ
(2) ไม่แสดงถึงชื่ออาหาร ส่วนประกอบของอาหาร อัตราส่วนของอาหาร ปริมาณของ
อาหาร หรือแสดงถึงสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จหรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อ
(3) ไม่ทำให้เข้าใจว่ามีวัตถุตามข้อความ ชื่อ รูป รูปภาพ รอยประดิษฐ์ เครื่องหมาย
หรือเครื่องหมายการค้าดังกล่าวผสมอยู่ในอาหารโดยที่ไม่มีวัตถุนั้นผสมอยู่ หรือมีผสมอยู่ในปริมาณที่ไม่อาจ
แสดงสรรพคุณได้
ข้อ 12 ข้อความในฉลากต้องมีลักษณะเห็นได้ชัดเจนและอ่านได้ง่าย
การแสดงข้อความตามข้อ 3(1) ข้อ 3(4) และข้อ 3(11) ให้แสดงในตำแหน่งที่สามารถ
เห็นได้ชัดเจน
กรณีการแสดงข้อความตามข้อ 3(11) ไว้ที่ด้านล่างของภาชนะบรรจุ ต้องมีข้อความที่
ฉลากนั้นว่าจะดู วันเดือนและปีที่ผลิต เดือนและปีที่ผลิต วันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค หรือ วันเดือน
และปีที่อาหารยังมีคุณภาพหรือมาตรฐานดี ได้ที่ใด
ข้อ 13 การแสดงสีของพื้นฉลากและสีของข้อความในฉลากต้องใช้สีที่ตัดกัน ซึ่งทำให้ข้อความ
ที่ระบุอ่านได้ชัดเจน ขนาดของตัวอักษรต้องสัมพันธ์กับขนาดของพื้นที่ฉลาก เว้นแต่ข้อความดังต่อไปนี้
ต้องมีขนาดตัวอักษร ตำแหน่ง และแบบตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด
(1) เลขสารบบอาหาร
(2) ข้อความตามข้อ 3(15)
ข้อ 14 ฉลากที่มีเครื่องหมายการค้าแสดงไว้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอาจ
กำหนดให้ระบุคำว่า “ตรา” หรือ “เครื่องหมายการค้า” กำกับเครื่องหมายการค้าไว้ด้วย ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้
ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาหารนั้น
190
ข้อ 15 ชื่ออาหารตามข้อ 3(1) ต้องไม่ทำให้เข้าใจผิดในสาระสำคัญ ไม่เป็นเท็จ ไม่เป็นการ
หลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อ ทำให้เข้าใจผิด หรือขัดกับวัฒนธรรมอันดีงามของไทย หรือส่อไปในทาง
ทำลายคุณค่าของภาษาไทย และมีข้อความต่อเนื่องกันในแนวนอน ขนาดของตัวอักษรใกล้เคียงกัน อ่านได้
ชัดเจน และให้ใช้ชื่ออย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) ชื่อเฉพาะของอาหาร ชื่อสามัญหรือชื่อที่ใช้เรียกอาหารตามปกติ
(2) ชื่อที่แสดงประเภทหรือชนิดของอาหาร
(3) ชื่อทางการค้า การใช้ชื่อนี้ต้องมีข้อความแสดงประเภทหรือชนิดของอาหารกำกับ
ชื่ออาหารด้วย โดยจะอยู่ในบรรทัดเดียวกับชื่อทางการค้าก็ได้ และจะมีขนาดตัวอักษรต่างกับชื่อทางการค้า
ก็ได้ แต่ต้องสามารถอ่านได้ชัดเจน
เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยาอาจกำหนดให้ระบุข้อความหนึ่งข้อความใดประกอบชื่ออาหาร เช่น สารที่ใช้บรรจุ (Packing media)
กรรมวิธีการผลิต รูปลักษณะของอาหาร ชนิดของส่วนของพืช หรือส่วนที่เป็นต้นกำเนิดของอาหาร
ข้อ 16 ให้ใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 68 (พ.ศ.
2525) เรื่อง ฉลาก ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2525 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่
95 (พ.ศ.2528) เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2528 และฉบับที่เกี่ยวข้องซึ่งออกให้ก่อน
วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 17 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ซึ่งอาหารที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอ
รับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และเมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้คงใช้
ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 18 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
191
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 195) พ.ศ.2543
เรื่อง เครื่องดื่มเกลือแร่
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง เครื่องดื่มเกลือแร่
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 108 (พ.ศ.2530) เรื่อง เครื่องดื่มเกลือแร่
ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2530
ข้อ 2 ให้เครื่องดื่มเกลือแร่เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 3 เครื่องดื่มเกลือแร่ หมายความว่า เครื่องดื่มที่มีเกลือแร่เป็นส่วนประกอบหลัก และหมายความ
รวมถึงเครื่องดื่มเกลือแร่ชนิดแห้งด้วย
ข้อ 4 เครื่องดื่มเกลือแร่ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) เครื่องดื่มเกลือแร่ 1 ลิตร ประกอบด้วย
(1.1) โซเดียม ไม่น้อยกว่า 460 มิลลิกรัม และไม่เกิน 920 มิลลิกรัม
(1.2) น้ำตาลกลูโคสหรือฟรุคโตส ไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 ของน้ำหนัก หรือซูโครส
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ของน้ำหนัก
(1.3) โพแทสเซียม ไม่เกิน 195 มิลลิกรัม (ถ้ามี)
(1.4) ไบคาร์บอเนต ไม่เกิน 793 มิลลิกรัม (ถ้ามี)
(1.5) ซิเตรต ไม่เกิน 819 มิลลิกรัม (ถ้ามี)
เครื่องดื่มเกลือแร่นอกจากจะต้องมีส่วนประกอบตาม (1.1) และ (1.2) แล้ว
หากจะใช้เกลือแร่อื่นนอกจาก (1.3) และ (1.4) หรือน้ำตาลอื่น ให้ใช้ได้ในปริมาณตามที่ได้รับความเห็นชอบ
จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(2) มีกลิ่นและรสตามลักษณะเฉพาะของเครื่องดื่มเกลือแร่นั้น
(3) ไม่มีตะกอน เว้นแต่ตะกอนที่เกิดจากการใช้สารปรุงแต่งกลิ่นรสบางชนิดอันเป็น
ส่วนประกอบของเครื่องดื่มเกลือแร่
(4) น้ำที่ใช้ผลิตต้องเป็นน้ำที่มีคุณภาพหรือมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
(5) คุณสมบัติทางจุลินทรีย์
(ก) ตรวจพบแบคทีเรียชนิดโคลิฟอร์มน้อยกว่า 2.2 ต่อเครื่องดื่มเกลือแร่
100 มิลลิลิตร โดยวิธี เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
(ข) ตรวจไม่พบแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli)
192
(ค) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(ง) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์หรือสารเป็นพิษอื่นในปริมาณที่อาจเป็นอันตราย
ต่อสุขภาพ
(จ) ไม่มีเชื้อรา
(6) ไม่มีสารปนเปื้อน เว้นแต่
(6.1) สารหนู ไม่เกิน 0.2 ส่วนในล้านส่วน
(6.2) ตะกั่ว ไม่เกิน 0.3 ส่วนในล้านส่วน
(6.3) ทองแดง ไม่เกิน 5 ส่วนในล้านส่วน
(6.4) สังกะสี ไม่เกิน 5 ส่วนในล้านส่วน
(6.5) เหล็ก ไม่เกิน 15 ส่วนในล้านส่วน
(6.6) ดีบุก ไม่เกิน 250 ส่วนในล้านส่วน
(6.7) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่เกิน 10 ส่วนในล้านส่วน
(7) ไม่ใช้วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล
(8) ไม่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ เว้นแต่แอลกอฮอล์ที่ใช้เป็นตัวทำละลายสารปรุงแต่ง
บางชนิดที่ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่มเกลือแร่
(9) ไม่มีแคฟเฟอีน
เครื่องดื่มเกลือแร่ชนิดแห้งมีความชื้นได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของน้ำหนัก และเมื่อละลาย
ตามที่กำหนดไว้ในฉลากแล้ว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามวรรคหนึ่ง
ข้อ 5 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องดื่มเกลือแร่เพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 6 การใช้ภาชนะบรรจุเครื่องดื่มเกลือแร่ ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง ภาชนะบรรจุ
ขนาดบรรจุเครื่องดื่มเกลือแร่ให้เป็นไปตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา เว้นแต่เครื่องดื่มเกลือแร่ชนิดแห้งต้องมีขนาดบรรจุสำหรับละลายในน้ำ 250
มิลลิลิตร เท่านั้น
ข้อ 7 การแสดงฉลากของเครื่องดื่มเกลือแร่
(1) ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
(2) ต้องมีข้อความแสดงรายละเอียดดังต่อไปนี้ด้วยตัวอักษรขนาดความสูงไม่น้อยกว่า
2 มิลลิเมตร เห็นได้ชัดเจนในกรอบสี่เหลี่ยม สีแดง พื้นขาว
(2.1) เด็กและทารกไม่ควรรับประทาน
(2.2) เฉพาะผู้สูญเสียเหงื่อจากการออกกำลังกาย
(2.3) ไม่ควรรับประทานเกินวันละ …… หน่วย (ความที่เว้นไว้ให้ระบุจำนวนหน่วย
ที่ควรบริโภค ทั้งนี้จำนวนดังกล่าวเมื่อรวมกันแล้วจะต้องไม่เกินวันละ 1 ลิตร)
193
ข้อ 8 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 108 (พ.ศ.2530) เรื่อง เครื่องดื่มเกลือแร่ ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2530
ซึ่งออกให้ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 9 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าเครื่องดื่มเกลือแร่ที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยื่นคำ
ขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการ
ผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 5 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลือ
อยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 10 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
194
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 196) พ.ศ.2543
เรื่อง ชา
------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ชา
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 58 (พ.ศ.2524) เรื่อง ชา ลงวันที่
29 พฤษภาคม พ.ศ.2524
ข้อ 2 ให้ชาเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 3 ชาตามข้อ 2 แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังต่อไปนี้
(1) ชา หมายความว่า ใบ ยอด และก้าน ที่ยังอ่อนอยู่ของต้นชาในสกุล Camellia
ที่ทำให้แห้งแล้ว
(2) ชาผงสำเร็จรูป (instant tea) หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำของเหลว
ซึ่งสกัดมาจากชาและนำมาทำให้เป็นผงกระจายตัวได้ง่ายเพื่อใช้เป็นเครื่องดื่มได้ทันที
(3) ชาปรุงสำเร็จ หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากชาตาม (1) หรือ (2) มาปรุงแต่งรส
ในลักษณะพร้อมบริโภคและบรรจุในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ไม่ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเป็นชนิดเหลวหรือ
แห้งให้ถือว่าเป็นชา ซึ่งต้องปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ด้วย
ข้อ 4 ชาตามข้อ 3(1) ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 8 ของน้ำหนัก
(2) มีเถ้าทั้งหมด (total ash) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 และไม่เกินร้อยละ 8 ของน้ำหนัก
ชาแห้ง
(3) มีเถ้าที่ละลายน้ำได้ (water soluble ash) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 45 ของเถ้าทั้งหมด
(4) มีสารที่สกัดได้ด้วยน้ำร้อน (hot water extract) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 32 ของน้ำหนัก
ชาแห้ง
(5) มีกาเฟอีน (caffeine) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.5 ของน้ำหนัก
(6) ไม่ใส่สี
ในกรณีที่ชามีวัตถุอื่นผสมอยู่เพื่อแต่งกลิ่น วัตถุที่นำมาผสมต้องไม่เป็นอันตรายต่อ
ร่างกาย และต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 5 ชาตามข้อ 3(2) ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 6 ของน้ำหนัก
(2) มีเถ้าทั้งหมดไม่เกินร้อยละ 20 ของน้ำหนักชาผงสำเร็จรูปแห้ง
195
(3) มีกาเฟอีน (caffeine) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4.0 ของน้ำหนัก เว้นแต่ชาผงสำเร็จรูปที่
สกัดเอากาเฟอีนออกแล้ว ให้มีกาเฟอีนได้ในปริมาณที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา
(4) ไม่ใส่สี
ในกรณีชาผงสำเร็จรูปมีวัตถุอื่นผสมอยู่เพื่อแต่งกลิ่นหรือรส วัตถุที่นำมาผสมต้องไม่เป็น
อันตรายต่อร่างกาย และต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 6 ชาตามข้อ 3(3) ชนิดเหลว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีกลิ่นและรสตามลักษณะเฉพาะของชา
(2) ไม่มีตะกอน เว้นแต่ตะกอนอันมีตามธรรมชาติของส่วนประกอบ
(3) น้ำที่ใช้ผลิตต้องเป็นน้ำที่มีคุณภาพหรือมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่า
ด้วยเรื่องน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
(4) ตรวจพบแบคทีเรียชนิดโคลิฟอร์มน้อยกว่า 2.2 ต่อชาปรุงสำเร็จ 100 มิลลิลิตร
โดยวิธีเอ็มพีเอ็น (Most Probable Number)
(5) ตรวจไม่พบแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli)
(6) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(7) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์หรือสารเป็นพิษอื่นในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อ
สุขภาพ
(8) ไม่มียีสต์และเชื้อรา
(9) ตรวจพบสารปนเปื้อนได้ไม่เกินที่กำหนด ดังต่อไปนี้
(9.1) สารหนู ไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม ต่อชาปรุงสำเร็จชนิดเหลว 1 กิโลกรัม
(9.2) ตะกั่ว ไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัม ต่อชาปรุงสำเร็จชนิดเหลว 1 กิโลกรัม
(9.3) ทองแดง ไม่เกิน 5 มิลลิกรัม ต่อชาปรุงสำเร็จชนิดเหลว 1 กิโลกรัม
(9.4) สังกะสี ไม่เกิน 5 มิลลิกรัม ต่อชาปรุงสำเร็จชนิดเหลว 1 กิโลกรัม
(9.5) เหล็ก ไม่เกิน 15 มิลลิกรัม ต่อชาปรุงสำเร็จชนิดเหลว 1 กิโลกรัม
(9.6) ดีบุก ไม่เกิน 250 มิลลิกรัม ต่อชาปรุงสำเร็จชนิดเหลว 1 กิโลกรัม
(9.7) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่เกิน 10 มิลลิกรัม ต่อชาปรุงสำเร็จชนิดเหลว
1 กิโลกรัม
(10) ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลหรือใช้ร่วมกับน้ำตาลนอกจากการใช้น้ำตาลได้
โดยใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ตามมาตรฐานอาหาร เอฟ เอ โอ/ดับบลิว เอช โอ, โคเด็กซ์
(Joint FAO/WHO, Codex) ที่ว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร และฉบับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม
ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยาประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร
(11) ให้ใช้วัตถุกันเสียได้ ดังต่อไปนี้
(11.1) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่เกิน 70 มิลลิกรัม ต่อชาปรุงสำเร็จชนิดเหลว
1 กิโลกรัม
(11.2) กรดเบนโซอิกหรือกรดซอร์บิก หรือเกลือของกรดทั้งสองนี้ โดยคำนวณ
เป็นตัวกรดได้ไม่เกิน 200 มิลลิกรัม ต่อชาปรุงสำเร็จชนิดเหลว 1 กิโลกรัม
196
การใช้วัตถุกันเสียให้ใช้ได้เพียงชนิดหนึ่งชนิดใดตามปริมาณที่กำหนดใน (11.1)
หรือ (11.2) ถ้าใช้เกินหนึ่งชนิดต้องมีปริมาณของชนิดที่ใช้รวมกันไม่เกินปริมาณของวัตถุกันเสียชนิดที่กำหนด
ให้ใช้น้อยที่สุด
เมื่อจำเป็นต้องใช้วัตถุกันเสียแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้น ต้องได้รับ
ความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(12) ในกรณีชาปรุงสำเร็จมีวัตถุอื่นผสมอยู่เพื่อแต่งกลิ่นหรือรส วัตถุที่นำม าผสม
ต้องไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 7 ชาปรุงสำเร็จชนิดแห้ง ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 6 ของน้ำหนัก
(2) เมื่อละลายหรือผสมน้ำตามที่กำหนดไว้ในฉลาก ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตาม
ข้อ 6
ข้อ 8 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย
เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 9 การใช้ภาชนะบรรจุชา ให้ปฏิบัติต ามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ภาชนะบรรจุ
ข้อ 10 การแสดงฉลากของชา ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
และฉลากของชาปรุงสำเร็จพร้อมบริโภคชนิดเหลวตามข้อ 3(3) ต้องแสดงข้อความ “มีกาเฟอีน..…..
มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร” (ความที่เว้นไว้ให้แสดงปริมาณกาเฟอีน) ด้วยตัวอักษรสีเข้มเส้นทึบ ขนาดความสูง
ไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร ที่อ่านได้ชัดเจนอยู่ในกรอบพื้นสีขาว บริเวณเดียวกับชื่ออาหารหรือเครื่องหมายการค้า (1)
ข้อ 11 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 58 (พ.ศ.2524) เรื่อง ชา ลงวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ.2524 ซึ่งออกให้ก่อนวันที่
ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 12 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าชาที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอรับ
เลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการผ่อนผัน
การปฏิบัติตามข้อ 8 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไปจน
กว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 13 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
-----------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 10 ของประกาศกระทรวงสาธาณสุข (ฉบับที่ 196) พ.ศ.2543 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 277) พ.ศ.2546 เรื่อง ชา (ฉบับที่ 2) (120 ร.จ. ตอนที่144 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2546)
และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
197
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 197) พ.ศ.2543
เรื่อง กาแฟ
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง กาแฟ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิก
(1) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 77 (พ.ศ.2527) เรื่อง กาแฟ ลงวันที่
13 มกราคม พ.ศ.2527
(2) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2533) เรื่อง กาแฟ (ฉบับที่ 2)
ลงวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2533
(3) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 181) พ.ศ.2540 เรื่อง กาแฟ (ฉบับที่ 3)
ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2540
ข้อ 2 ให้กาแฟที่คั่วแล้ว เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 3 กาแฟตามข้อ 2 แบ่งออกเป็น 6 ชนิด ดังต่อไปนี้
(1) กาแฟแท้ หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผลที่แก่จัดของต้นกาแฟในสกุล
คอฟเฟีย (Coffea) ผ่านกรรมวิธีเอาเมล็ดออก นำเมล็ดมาคั่วจนได้ที่ และอาจบดให้ได้ขนาดตามความต้องการ
(2) กาแฟผสม หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกาแฟตาม (1) ที่มีสิ่งอื่นที่ไม่เป็น
อันตรายต่อสุขภาพเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย
(3) กาแฟที่สกัดกาเฟอีนออก หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกาแฟตาม (1) ที่ได้
สกัดเอากาเฟอีนออก
(4) กาแฟสำเร็จรูป หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผลที่แก่จัดของต้นกาแฟในสกุล
คอฟเฟียผ่านกรรมวิธีเอาเมล็ดออก นำเมล็ดมาคั่วจนได้ที่โดยมิได้มีการผสมสิ่งอื่นใด แล้วนำมาสกัดด้วยน้ำ
เท่านั้น นำไประเหยน้ำออกจนแห้งด้วยกรรมวิธีที่เหมาะสม มีลักษณะเป็นผง หรือเป็นเกล็ด หรือลักษณะ
อื่น ๆ และสามารถละลายน้ำได้หมดทันที
(5) กาแฟสำเร็จรูปผสม หมายความว่า กาแฟสำเร็จรูปตาม (4) ที่มีสิ่งอื่นที่ไม่เป็น
อันตรายต่อสุขภาพเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย
(6) กาแฟสำเร็จรูปที่สกัดกาเฟอีนออก หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกาแฟตาม
(4) ที่ได้สกัดเอากาเฟอีนออก
198
ในกรณีที่นำกาแฟตาม (1)(2)(3)(4)(5) หรือ (6) มาปรุงแต่งรสในลักษณะพร้อมบริโภค
และบรรจุในภาชนะปิดสนิทไม่ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะเป็นชนิดเหลวหรือแห้ง ให้ถือว่าเป็นกาแฟซึ่งต้อง
ปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ด้วย
ข้อ 4 กาแฟแท้ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีกลิ่นและรสของกาแฟแท้
(2) มีเถ้าทั้งหมดไม่เกินร้อยละ 6 ของน้ำหนัก และเถ้าทั้งหมดนั้นต้องละลายน้ำได้
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของน้ำหนัก
(3) มีกาเฟอีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 ของน้ำหนัก
(4) มีน้ำตาล คำนวณเป็นน้ำตาลอินเวิร์ตทั้งหมดได้ไม่เกินร้อยละ 1.5 ของน้ำหนัก
(5) ไม่ผสมวัตถุอื่นใด ยกเว้นวัตถุที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพที่ใช้เพื่อการคั่วและ
แต่งกลิ่น
(6) ไม่ใช้สี เว้นแต่สีน้ำตาลเคี่ยวไหม้หรือสีคาราเมล
ข้อ 5 กาแฟผสมต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีกาแฟเป็นส่วนผสมไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักเมื่อแห้ง
(2) ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ตามมาตรฐาน เอฟ เอ โอ/ดับบลิว เอช โอ,
โคเด็กซ์ (Joint FAO/WHO, Codex) ที่ว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร และฉบับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม
ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยาประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร
(3) มีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา
ข้อ 6 กาแฟที่สกัดกาเฟอีนออก ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีกาเฟอีนไม่เกินร้อยละ 0.1 ของน้ำหนัก
(2) มีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา
ข้อ 7 กาแฟสำเร็จรูป ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีกลิ่นและรสของกาแฟแท้
(2) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 5 ของน้ำหนัก
(3) มีเถ้าทั้งหมดไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนักเมื่อแห้ง
(4) มีกาเฟอีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.5 ของน้ำหนัก
ข้อ 8 กาแฟสำเร็จรูปผสม ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 5 ของน้ำหนัก
(2) มีกาเฟอีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.5 ของน้ำหนัก
(3) ไม่ใช้สี เว้นแต่ สีน้ำตาลเคี่ยวไหม้ หรือสีคาราเมล
(4) ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ตามมาตรฐาน เอฟ เอ โอ/ดับบลิว เอช โอ,
โคเด็กซ์ (Joint FAO/WHO, Codex) ที่ว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร และฉบับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม
ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยาประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร
199
(5) มีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา
ข้อ 9 กาแฟสำเร็จรูปที่สกัดกาเฟอีนออก ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 5 ของน้ำหนัก
(2) มีกาเฟอีนไม่เกินร้อยละ 0.3 ของน้ำหนัก
(3) มีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยา
ข้อ 10 กาแฟตามวรรคสองของข้อ 3 ชนิดเหลว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีกลิ่นและรสตามลักษณะเฉพาะของกาแฟนั้น
(2) มีกาเฟอีนไม่เกิน 100 มิลลิกรัม ต่อกาแฟปรุงสำเร็จชนิดเหลว 100 มิลลิลิตร และ
กาเฟอีนดังกล่าวต้องมาจากกาแฟที่ใช้เป็นวัตถุดิบเท่านั้น
(3) ตรวจพบแบคทีเรียชนิดโคลิฟอร์ม น้อยกว่า 2.2 ต่อกาแฟ 100 มิลลิลิตร โดยวิธี
เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
(4) ตรวจไม่พบแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli)
(5) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(6) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์หรือสารเป็นพิษอื่นในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อ
สุขภาพ
(7) ไม่มียีสต์และเชื้อรา
(8) ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ตามมาตรฐาน เอฟ เอ โอ/ดับบลิว เอช โอ,
โคเด็กซ์ (Joint FAO/WHO, Codex) ที่ว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร และฉบับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม
ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยาประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร
(9) มีวัตถุกันเสียได้ ดังต่อไปนี้
(9.1) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่เกิน 70 มิลลิกรัม ต่อกาแฟปรุงสำเร็จ 1 กิโลกรัม
(9.2) กรดเบนโซอิค หรือกรดซอร์บิค หรือเกลือของกรดทั้งสองนี้ โดยคำนวณเป็น
ตัวกรดได้ไม่เกิน 200 มิลลิกรัม ต่อกาแฟปรุงสำเร็จ 1 กิโลกรัม
การใช้วัตถุกันเสียให้ใช้ได้เพียงชนิดหนึ่งชนิดใดตามปริมาณที่กำหนดใน (9.1)
หรือ (9.2) ถ้าใช้เกินหนึ่งชนิด ต้องมีปริมาณรวมกันไม่เกินปริมาณของวัตถุกันเสียชนิดที่กำหนดให้ใช้น้อยที่สุด
เมื่อจำเป็นต้องใช้วัตถุกันเสียแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้น ต้องได้รับ
ความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 11 กาแฟปรุงสำเร็จชนิดแห้ง ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) ความชื้นได้ไม่เกินร้อยละ 6 ของน้ำหนัก
(2) เมื่อละลายหรือผสมน้ำตามที่กำหนดไว้ในฉลาก ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน
ตามข้อ 10
ข้อ 12 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้ากาแฟเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 13 การใช้ภาชนะบรรจุกาแฟ ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ภาชนะบรรจุ
200
ข้อ 14 การแสดงฉลากของกาแฟ ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ฉลาก และฉลากของกาแฟพร้อมบริโภคชนิดเหลวตามข้อ 3 วรรคสอง ต้องแสดงข้อความ “มีกาเฟอีน ……
มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร” (ความที่เว้นไว้ให้แสดงปริมาณกาเฟอีน) ด้วยตัวอักษรสีเข้มเส้นทึบ ขนาดความสูง
ไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร ที่อ่านได้ชัดเจนอยู่ในกรอบพื้นสีขาว บริเวณเดียวกับชื่ออาหารหรือเครื่องหมายการค้า (1)
ข้อ 15 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร หรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 77 (พ.ศ.2527) เรื่อง กาแฟ ลงวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2527 แก้ไข
เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 132 (พ.ศ.2533) เรื่อง กาแฟ (ฉบับที่ 2) ลงวันที่
15 ตุลาคม พ.ศ.2533 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 181) พ.ศ.2540 เรื่อง กาแฟ (ฉบับที่ 3)
ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2540 ซึ่งออกให้ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่
วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 16 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้ากาแฟที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยื่นคำขอรับ
เลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการผ่อนผัน
การปฏิบัติตามข้อ 12 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไป
จนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 17 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำห นดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวัน
ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
-----------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 14 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 197) พ.ศ.2543 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 276) พ.ศ.2546 เรื่อง กาแฟ (ฉบับที่ 2) (120 ร.จ. 144ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2546)
และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
201
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 198) พ.ศ.2543
เรื่อง น้ำนมถั่วเหลืองในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง น้ำนมถั่วเหลืองใน
ภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 70 (พ.ศ.2525) เรื่อง น้ำนมถั่วเหลืองใน
ภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2525
ข้อ 2 ให้น้ำนมถั่วเหลืองในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 3 น้ำนมถั่วเหลือง หมายความว่า ของเหลวที่ได้จากถั่วเหลืองหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของ
ถั่วเหลือง และอาจผสมวัตถุอื่นที่มีคุณค่าทางอาหารด้วยหรือไม่ก็ได้
ทั้งนี้ ให้หมายความรวมถึงน้ำนมถั่วเหลืองชนิดเข้มข้นที่ต้องเจือจางก่อนบริโภค และ
น้ำนมถั่วเหลืองชนิดแห้งที่ต้องละลายก่อนบริโภค
ข้อ 4 การผลิตน้ำนมถั่วเหลือง ต้องใช้ถั่วเหลืองเป็นส่วนประกอบหลัก และในกรณีที่เป็น
น้ำนมถั่วเหลืองชนิดเหลวต้องผ่านกรรมวิธีแล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้
(1) สเตอริไลส์ หมายความว่า กรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนไม่ต่ำกว่า 100 องศา
เซลเซียส ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
(2) ยูเอชที หมายความว่า กรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนไม่ต่ำกว่า 133 องศาเซลเซียส
ไม่น้อยกว่า 1 วินาที และนำมาบรรจุในสภาวะที่ปราศจากเชื้อ (Aseptic Condition)
(3) กรรมวิธีอื่นที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 5 น้ำนมถั่วเหลืองตามข้อ 3 วรรคหนึ่ง ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีกลิ่นและรสตามลักษณะของน้ำนมถั่วเหลืองนั้น
(2) มีลักษณะเป็นของเหลวเนื้อเดียวกัน
(3) มีโปรตีนจากถั่วเหลืองไม่น้อยกว่าร้อยละ 2 ของน้ำหนัก
(4) มีไขมันจากถั่วเหลืองไม่น้อยกว่าร้อยละ 1 ของน้ำหนัก
(5) ไม่มีวัตถุกันเสีย
(6) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(7) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์หรือสารเป็นพิษอื่นในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(8) ตรวจพบแบคทีเรียชนิดโคลิฟอร์ม น้อยกว่า 2.2 ต่อน้ำนมถั่วเหลือง 100 มิลลิลิตร
โดยวิธี เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
202
(9) ตรวจไม่พบแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli) ในน้ำนมถั่วเหลือง 0.1
มิลลิลิตร
(10) ตรวจไม่พบแบคทีเรียในน้ำนมถั่วเหลืองที่ผ่านกรรมวิธีสเตอริไลส์ 0.1 มิลลิลิตร
และมีแบคทีเรียไม่เกิน 10 ในน้ำนมถั่วเหลืองที่ผ่านกรรมวิธี ยู เอช ที 1 มิลลิลิตร
(11) ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลหรือใช้ร่วมกับน้ำตาลนอกจากการใช้น้ำตาลได้
โดยใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ตามมาตรฐานอาหาร เอฟ เอ โอ/ดับบลิว เอช โอ, โคเด็กซ์
(Joint FAO/WHO, Codex) ที่ว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร และฉบับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม
ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหาร
และยาประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร
(12) ไม่มีสารปนเปื้อน เว้นแต่
(12.1) สารหนู ไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัมต่อน้ำนมถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
(12.2) ตะกั่ว ไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัมต่อน้ำนมถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
(12.3) ทองแดง ไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อน้ำนมถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
(12.4) สังกะสี ไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อน้ำนมถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
(12.5) เหล็ก ไม่เกิน 15 มิลลิกรัมต่อน้ำนมถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
(12.6) ดีบุก ไม่เกิน 250 มิลลิกรัมต่อน้ำนมถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
(12.7) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่เกิน 10 มิลลิกรัมต่อน้ำนมถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
ข้อ 6 น้ำนมถั่วเหลืองชนิดเข้มข้นเมื่อเจือจางตามที่กำหนดไว้ในฉลากแล้ว ต้องมีคุณภาพหรือ
มาตรฐานตามข้อ 5
ข้อ 7 น้ำนมถั่วเหลืองชนิดแห้ง ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีลักษณะเป็นผงไม่เกาะเป็นก้อน
(2) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 6 ของน้ำหนัก
(3) มีแบคทีเรียไม่เกิน 100,000 ในน้ำนมถั่วเหลืองชนิดแห้ง 1 กรัม
(4) เมื่อละลายหรือผสมน้ำตามที่กำหนดไว้ในฉลากแล้ว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน
ตามข้อ 5
ข้อ 8 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าน้ำนมถั่วเหลืองในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษา
อาหาร
ข้อ 9 การใช้ภาชนะบรรจุน้ำนมถั่วเหลือง ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย
เรื่อง ภาชนะบรรจุ
ข้อ 10 การแสดงฉลากของน้ำนมถั่วเหลือง ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
ข้อ 11 ประกาศฉบับนี้ ไม่ใช้บังคับกับน้ำนมถั่วเหลืองที่ผลิตเพื่อจำหน่ายโดยสถานที่ผลิตที่
ไม่เข้าลักษณะเป็นโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน
203
ข้อ 12 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 70 (พ.ศ.2525) เรื่อง น้ำนมถั่วเหลืองในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
ลงวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2525 ซึ่งออกให้ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่
ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 13 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าน้ำนมถั่วเหลืองในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่
ประกาศนี้ใช้บังคับยื่นคำขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอ
ดังกล่าวแล้วให้ได้รับการผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 8 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และ
ให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 14 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
204
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 199) พ.ศ.2543
เรื่อง น้ำแร่ธรรมชาติ
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง น้ำแร่
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 146 (พ.ศ.2535) เรื่อง น้ำแร่ ลงวันที่
30 กันยายน พ.ศ.2535
ข้อ 2 ให้น้ำแร่ธรรมชาติในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 3 น้ำแร่ธรรมชาติ หมายความว่า น้ำแร่ธรรมชาติที่ได้จากแหล่งน้ำใต้ดินที่เกิดขึ้นเอง
โดยธรรมชาติและมีแร่ธาตุต่าง ๆ อยู่ตามคุณสมบัติสำหรับแหล่งน้ำนั้น ๆ
ข้อ 4 การผลิตน้ำแร่ธรรมชาติจะต้องกระทำภายในบริเวณแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติแหล่งนั้น ๆ
เท่านั้น โดยอาจจะนำไปผ่านกรรมวิธีการผลิตก่อนการบรรจุก็ได้ ซึ่งจะต้องกระทำตามกรรมวิธีการผลิต
ดังต่อไปนี้
(1) การปรับปริมาณก๊าซที่มีอยู่ในน้ำแร่ธรรมชาติ
(2) การกำจัดสารประกอบที่ไม่คงตัว เช่น สารประกอบเหล็ก แมงกานีส กำมะถัน
สารหนู เป็นต้น ให้กำจัดโดยวิธีทำให้ตกตะกอน (decantation) และหรือโดยวิธีการกรอง (filtration) เท่านั้น
แต่อาจมีการเติมอากาศ (aeration) เพื่อเร่งการตกตะกอนและหรือการกรองตามความจำเป็นก่อน
การกำจัดก็ได้
การผลิตน้ำแร่ตามวรรคหนึ่งต้องไม่ทำให้สารประกอบที่สำคัญในน้ำแร่ธรรมชาติ
เปลี่ยนแปลงไป
ข้อ 5 น้ำแร่ธรรมชาติ ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) ใส ไม่มีตะกอน
(2) แร่ธาตุที่มีอยู่ในน้ำแร่ธรรมชาติต้องมีปริมาณที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ดังต่อไปนี้
(2.1) ทองแดง ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 1 ลิตร
(2.2) แมงกานีส ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 1 ลิตร
(2.3) บอเรต โดยคำนวณเป็นโบรอน ไม่เกิน 5 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 1 ลิตร
(2.4) สารหนู โดยคำนวณเป็นสารหนูทั้งหมดไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่
ธรรมชาติ 1 ลิตร
(2.5) แบเรียม ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 1 ลิตร
(2.6) แคดเมียม ไม่เกิน 0.003 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 1 ลิตร
205
(2.7) โครเมียม โดยคำนวณเป็นโครเมียมทั้งหมดไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่
ธรรมชาติ 1 ลิตร
(2.8) ตะกั่ว ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 1 ลิตร
(2.9) ปรอท ไม่เกิน 0.001 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 1 ลิตร
(2.10) ซิลีเนียม ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 1 ลิตร
(2.11) ไนเตรต โดยคำนวณเป็นไนเตรต ไม่เกิน 50 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 1 ลิตร
(2.12) พลวง ไม่เกิน 0.005 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 1 ลิตร
(2.13) นิเกิล ไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 1 ลิตร
(3) ตรวจพบสารปนเปื้อนได้ไม่เกินที่กำหนด ดังต่อไปนี้
(3.1) ไซยาไนด์ ไม่เกิน 0.07 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 1 ลิตร
(3.2) ไนไตรต์ โดยคำนวณเป็นไนไตรต์ ไม่เกิน 0.02 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ
1 ลิตร
(3.3) ไม่พบสารกำจัดศัตรูพืชและสัตว์
(3.4) ไม่พบโพลีคลอริเนตเตดไบพีนีล (polychlorinated biphenyls)
(3.5) ไม่พบสารลดการตึงผิว (surface active agents)
(3.6) ไม่พบน้ำมันแร่ (mineral oil)
(3.7) ไม่พบโพลีนิวเคลียร์อะโรแมติกไฮโดรคาร์บอน (polynuclear aromatic
hydrocarbons)
(4) คุณสมบัติทางจุลินทรีย์
(4.1) ตรวจพบแบคทีเรียชนิดโคลิฟอร์มน้อยกว่า 2.2 ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 100
มิลลิลิตร โดยวิธี เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
(4.2) ตรวจไม่พบแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli)
(4.3) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
ข้อ 6 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าน้ำแร่ธรรมชาติเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 7 การใช้ภาชนะบรรจุน้ำแร่ธรรมชาติ นอกจากต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง ภาชนะบรรจุ แล้ว ภาชนะบรรจุน้ำแร่ธรรมชาติจะต้องมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(1) เป็นภาชนะบรรจุที่ต้องมีฝาหรือจุกปิด เมื่อใช้บรรจุจะต้องปิดผนึก หรือผนึก
โดยรอบระหว่างฝาหรือจุกกับขวดหรือภาชนะบรรจุ
(2) เป็นภาชนะที่ปิดผนึก ซึ่งไม่ใช่ภาชนะบรรจุตาม (1)
สิ่งที่ปิดผนึกหรือส่วนที่ปิดผนึกของภาชนะบรรจุตาม (1) และ (2) ต้องมีลักษณะที่
เมื่อเปิดใช้แล้วทำให้สิ่งที่ปิดผนึกหรือส่วนที่ปิดผนึกหรือภาชนะบรรจุนั้นเสียไป
206
ข้อ 8 การแสดงฉลากของน้ำแร่ธรรมชาติ
(1) ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก เว้นแต่การใช้ชื่อ
น้ำแร่ธรรมชาติให้ปฏิบัติ ดังนี้
(1.1) ชื่อของน้ำแร่ธรรมชาติ ให้แสดงแหล่งที่มาของน้ำแ ร่ตามธรรมชาตินั้น
โดยอาจจะมีชื่อทางการค้าประกอบชื่อด้วยหรือไม่ก็ได้ และกำกับด้วยชื่อที่แสดงการปรับปริมาณก๊าซ
ของน้ำแร่ธรรมชาติ ตามมาตรฐานอาหาร เอฟ เอ โอ/ดับบลิว เอช โอ, โคเด็กซ์ (Joint FAO/WHO, Codex)
ว่าด้วยเรื่อง น้ำแร่ธรรมชาติ และฉบับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม
(2) แสดงชนิดของแร่ธาตุที่สำคัญ
(3) แสดงวัตถุประสงค์ในการผ่านกรรมวิธีตามข้อ 4(2) (ถ้ามี)
(4) แสดงคำเตือนซึ่งมีขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร เห็นได้ชัดเจนในกรอบ
สี่เหลี่ยมสีแดงพื้นขาว ดังต่อไปนี้ ”มีฟลูออไรด์” สำหรับน้ำแร่ธรรมชาติที่มีปริมาณฟลูออไรด์มากกว่า
1 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 1 ลิตร และต้องเพิ่มคำเตือน “ผลิตภัณฑ์นี้ไม่เหมาะสำหรับทารกและเด็กที่
อายุต่ำกว่า 7 ปี” สำหรับน้ำแร่ธรรมชาติที่มีปริมาณฟลูออไรด์มากกว่า 2 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ธรรมชาติ 1 ลิตร
(5) ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย มีลักษณะถาวรปรากฏให้เห็นชัดเจนที่ภาชนะบรรจุ
ซึ่งมิใช่ฝาของภาชนะบรรจุ แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้
ข้อ 9 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหาร ตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 146 (พ.ศ.2535) เรื่อง น้ำแร่ ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2535 ซึ่งออกให้ก่อน
วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 10 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าน้ำแร่ธรรมชาติที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ยื่นคำขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้
รับการผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 6 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิม
ที่เหลืออยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 11 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
207
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 200) พ.ศ.2543
เรื่อง ซอสในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง การแสดงฉลากของ
ซอสในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(7)(10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 79 (พ.ศ.2527) เรื่อง การแสดงฉลาก
ของซอสในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 2 มกราคม พ.ศ.2527
ข้อ 2 ให้ซอสในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทเป็นอาหารที่ต้องมีฉลาก
ข้อ 3 ซอส หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมีลักษณะเหลว ข้น หรือแห้ง อาจจะเป็น
เนื้อเดียวกันหรือไม่ก็ได้ และมีความมุ่งหมายใช้เป็นเครื่องปรุงรส ได้แก่
(1) ซอสชนิดต่าง ๆ ยกเว้นซอสบางชนิดและผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีน
ของถั่วเหลือง ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่องนั้น ๆ
(2) เต้าเจี้ยว
(3) น้ำจิ้มชนิดต่าง ๆ
ข้อ 4 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าซอสในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 5 การแสดงฉลากของซอสในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
ข้อ 6 ให้ใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 79 (พ.ศ. 2527)
เรื่อง การแสดงฉลากของซอสในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 2 มกราคม พ.ศ.2527 ซึ่งออกให้ก่อนวันที่
ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 7 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าซอสในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศ
นี้ใช้บังคับยื่นคำขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าว
แล้วให้ได้รับการผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 4 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลาก
เดิมที่เหลืออยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 8 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศใน
ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
208
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 201) พ.ศ.2543
เรื่อง ซอสบางชนิด
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ซอสบางชนิด
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ เสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 42 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดซอส
บางชนิดเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
ข้อ 2 ให้ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ ซอสมะละกอ ซอสแป้งหรือซอสแป้งผสมสี และซอสผสม
เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 3 ในประกาศนี้ ซอส หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่มุ่งหมายใช้เป็นเครื่องปรุงรส มีลักษณะ
เหลวหรือข้นเป็นเนื้อเดียวกัน แบ่งออกเป็น 5 ชนิด ดังต่อไปนี้
(1) ซอสพริก หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีพ ริกและน้ำส้มสายชูหรือกรดอื่นที่ใช้
รับประทานได้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ
(2) ซอสมะเขือเทศ หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ
(3) ซอสมะละกอ หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีมะละกอและน้ำส้มสายชูหรือกรดอื่นที่
ใช้รับประทานได้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ
(4) ซอสแป้งหรือซอสแป้งผสมสี หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีแป้งและน้ำส้มสายชูหรือ
กรดอื่นที่ใช้รับประทานได้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ
(5) ซอสผสม หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญของซอสตาม (1) (2)
(3) หรือ (4) ผสมกันตั้งแต่สองชนิดขึ้นไป
ข้อ 4 ซอสต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีกลิ่นรสเฉพาะของซอสนั้น
(2) มีความเป็นกรด คำนวณเป็นกรดอะซิติก ได้ดังนี้
(2.1) ไม่เกินร้อยละ 10 ของน้ำหนัก สำหรับซอสพริกและซอสผสม
(2.2) ไม่เกินร้อยละ 7 ของน้ำหนัก สำหรับซอสมะเขือเทศ
(2.3) ไม่เกินร้อยละ 3 ของน้ำหนัก สำหรับซอสมะละกอและซอสแป้ง หรือ
ซอสแป้งผสมสี
(3) มีปริมาณสารทั้งหมด (Total Solid) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักสำหรับ
ซอสมะเขือเทศและซอสแป้ง หรือซอสแป้งผสมสี และไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของน้ำหนัก สำหรับ
ซอสมะละกอ
209
(4) มีแบคทีเรียไม่เกิน 10,000 ในอาหาร 1 กรัม
(5) มีแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli) น้อยกว่า 3 ในอาหาร 1 กรัม โดยวิธี
เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
(6) มียีสต์และรารวมกันไม่เกิน 10 ในอาหาร 1 กรัม
(7) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(8) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(9) ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลหรือใช้ร่วมกับน้ำตาลนอกจากการใช้น้ำตาลได้
โดยใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ตามมาตรฐานอาหาร เอฟ เอ โอ/ดับบลิว เอช โอ, โคเด็กซ์
(Joint FAO/WHO, Codex) ที่ว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร และฉบับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม
ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยาประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร
ข้อ 5 การใช้วัตถุเจือปนอาหาร ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
วัตถุเจือปนอาหาร
ข้อ 6 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าซอสบางชนิดเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 7 การใช้ภาชนะบรรจุซอส ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ภาชนะบรรจุ
ข้อ 8 การแสดงฉลากของซอส ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
ข้อ 9 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหาร ตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 42 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดซอสบางชนิดเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและ
กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522 ซึ่งออกให้ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 10 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าซอสบางชนิดที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอ
รับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการ
ผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 6 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่
ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 11 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
210
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 202) พ.ศ.2543
เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จาก
การย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 143 (พ.ศ.2535) เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรส
ที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง ลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2535
ข้อ 2 ให้ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลืองเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพ
หรือมาตรฐาน
ข้อ 3 ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่เป็น
ของเหลวได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลืองด้วยการหมักหรือกรรมวิธีอื่นที่เหมาะสม และจะแต่งรสหรือสี
หรือไม่ก็ได้ เช่น ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส เป็นต้น ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อย
โปรตีนของถั่วเหลืองที่ได้ระเหยน้ำออกแล้ว
ข้อ 4 ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน
ดังต่อไปนี้
(1) มีกลิ่นหรือรสตามลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของ
ถั่วเหลือง
(2) มีโปรตีน
(2.1) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 ของน้ำหนัก สำหรับผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อย
โปรตีนของถั่วเหลืองด้วยการหมักที่มิได้มีการปรุงแต่งรสหรือสี
(2.2) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.5 ของน้ำหนัก สำหรับผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จาก
การย่อยโปรตีนของถั่วเหลืองด้วยการหมักที่ได้มีการปรุงแต่งรสหรือสี
(2.3) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนัก สำหรับผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จาก
การไฮโดรไลซ์โปรตีนของถั่วเหลือง
(2.4) ตามความเห็นชอบของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำหรับ
ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลืองด้วยกรรมวิธีอื่นที่เหมาะสม
(3) ตรวจพบสารปนเปื้อนได้ไม่เกินที่กำหนด ดังต่อไปนี้
(3.1) ตะกั่ว 1 มิลลิกรัม ต่อผลิตภัณฑป์ รุงรสที่ไดจ้ ากการยอ่ ยโปรตีนของถั่วเหลือง
1 กิโลกรัม
211
(3.2) ทองแดง 20 มิลลิกรัม ต่อผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของ
ถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
(3.3) สารหนู (คิดเป็นอาร์เซนิก) 2 มิลลิกรัม ต่อผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จาก
การย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม
(3.4) 3-เอ็มซีพีดี (3-MCPD) หรือ 3-คลอโร-1,2-โพรเพนไดออล (3-Chloro-
1,2-propanediol) 1 มิลลิกรัม ต่อผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง 1 กิโลกรัม (1)
(4) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์หรือสารพิษอื่นในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อ
สุขภาพ
(5) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค เว้นแต่
(5.1) คลอสตริเดียมเพอฟริงเจนส์ (Clostridium perfringens) ต้องตรวจไม่พบใน
ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง 0.1 กรัม
(5.2) แบซิลลัสซีเรียส (Bacillus cereus) ต้องตรวจไม่พบในผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จาก
การย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง 0.1 กรัม ในกรณีของผลิตภัณฑ์ที่มีการปรุงแต่งรสหรือสี หรือ 0.01 กรัม ใน
กรณีของผลิตภัณฑ์ที่มิได้มีการปรุงแต่งรสหรือสี
(6) ตรวจพบยีสต์และราไม่เกิน 10 ต่อผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของ
ถั่วเหลือง 1 กรัม
(7) ตรวจพบแบคทีเรียชนิดโคลิฟอร์มน้อยกว่า 3 ต่อผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อย
โปรตีนของถั่วเหลือง 1 กรัม โดยวิธี เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
(8) ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลหรือใช้ร่วมกับน้ำตาลนอกจากการใช้น้ำตาลได้
โดยใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ตามมาตรฐานอาหาร เอฟ เอ โอ/ดับบลิว เอช โอ, โคเด็กซ์
(Joint FAO/WHO, Codex) ที่ว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร และฉบับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม
ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยาประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร
(9) ไม่ใช้สี เว้นแต่สีน้ำตาลเคี่ยวไหม้หรือสีคาราเมล
ข้อ 5 ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลืองที่ระเหยน้ำออก ต้องมีคุณภาพ
หรือมาตรฐานตามข้อ 4(1) 4(4) 4(8) และ 4(9) และมีคุณภาพหรือมาตรฐานอื่นตามความเห็นชอบของ
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 6 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง ต้องปฏิบัติ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษา
อาหาร
ข้อ 7 การใช้วัตถุเจือปนอาหาร ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
วัตถุเจือปนอาหาร
ข้อ 8 การใช้ภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง ให้ปฏิบัติ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ภาชนะบรรจุ
-----------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 4 (3)(3.4) ของประกาศกระทรงสาธารณสุข (ฉบับที่ 202) พ.ศ.2543 ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 1 ของประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 248) พ.ศ.2544 เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง (ฉบับที่ 2) (118 ร.จ. ตอนที่ 121 ง.
(ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2544)
212
ข้อ 9 การแสดงฉลากของผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง ให้ปฏิบัติ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
ข้อ 10 ให้ใบสำคัญ การใช้ฉลากอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 143
(พ.ศ.2535) เรื่อง ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง ลงวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2535
ซึ่งออกให้ก่อนประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 11 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลืองที่ได้รับ
อนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้
ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 6 ภายในสองปี นับแต่วันที่
ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่
ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 12 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
213
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 203) พ.ศ.2543
เรื่อง น้ำปลา
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง น้ำปลา
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 118 (พ.ศ.2532) เรื่อง น้ำปลา ลงวันที่
8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532
ข้อ 2 ให้น้ำปลาเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน แต่ไม่รวมถึงน้ำบูดู
ข้อ 3 น้ำปลา หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของเหลวรสเค็มใช้ปรุงแต่งกลิ่นรสของอาหาร
แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังต่อไปนี้
(1) น้ำปลาแท้ หมายความว่า น้ำปลาที่ได้จากการหมัก หรือย่อยปลา หรือส่วนของปลา
หรือกากของปลาที่เหลือจากการหมัก ตามกรรมวิธีการผลิตน้ำปลา
(2) น้ำปลาที่ทำจากสัตว์อื่น หมายความว่า น้ำปลาที่ได้จากการหมัก หรือย่อยสัตว์อื่น
ซึ่งมิใช่ปลา หรือส่วนของสัตว์อื่น หรือกากของสัตว์อื่นที่เหลือจากการหมัก ตามกรรมวิธีการผลิตน้ำปลา
และให้หมายความรวมถึงน้ำปลาที่ทำจากสัตว์อื่นที่มีน้ำปลาแท้ผสมอยู่ด้วย
(3) น้ำปลาผสม หมายความว่า น้ำปลาตาม (1) หรือ (2) ที่มีสิ่งอื่นที่ไม่เป็นอันตรายแก่
ผู้บริโภคเจือปน หรือเจือจาง หรือปรุงแต่งกลิ่นรส
ทั้งนี้หมายความรวมถึงน้ำปลาตาม (1) (2) หรือ (3) ที่ได้ระเหยน้ำออกด้วย
ข้อ 4 น้ำปลาแท้และน้ำปลาที่ทำจากสัตว์อื่น ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีสี กลิ่น และรส ของน้ำปลาแท้หรือน้ำปลาที่ทำจากสัตว์อื่น แล้วแต่กรณี
(2) ใส ไม่มีตะกอน เว้นแต่ตะกอนอันเกิดขึ้นตามธรรมชาติไม่เกิน 0.1 กรัม ต่อน้ำปลา 1 ลิตร
(3) มีเกลือในน้ำปลา 1 ลิตร
(3.1) โซเดียมคลอไรด์ (Sodium Chloride) ไม่น้อยกว่า 200 กรัม
(3.2) กรณีที่ใช้เกลือโพแทสเซียมคลอไรด์ผสมกับเกลือใน (3.1) หรือใช้เกลือ
โพแทสเซียมคลอไรด์อย่างเดียว ให้มีปริมาณเกลือชนิดใดชนิดหนึ่งหรือทั้ง 2 ชนิดรวมกันแล้วไม่น้อยกว่า
200 กรัม
(4) มีไนโตรเจนทั้งหมดไม่น้อยกว่า 9 กรัม ต่อน้ำปลา 1 ลิตร
(5) มีไนโตรเจนจากกรดอมิโนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 และไม่เกินร้อยละ 60 ของ
ไนโตรเจนทั้งหมด
(6) มีกรดกลูตามิคต่อไนโตรเจนทั้งหมดไม่น้อยกว่า 0.4 แต่ต้องไม่เกิน 0.6
(7) ไม่ใช้สี เว้นแต่สีน้ำตาลเคี่ยวไหม้หรือสีคาราเมล
214
(8) ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ตามมาตรฐานอาหาร เอฟ เอ โอ/ดับบลิว เอช โอ,
โคเด็กซ์ (Joint FAO/WHO, Codex) ที่ว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร และฉบับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม
ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร
ข้อ 5 น้ำปลาผสม ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีสี กลิ่น และรส ของน้ำปลาผสม
(2) ใส ไม่มีตะกอน เว้นแต่ตะกอนอันเกิดขึ้นตามธรรมชาติไม่เกิน 0.1 กรัม ต่อน้ำปลา 1 ลิตร
(3) มีเกลือในน้ำปลา 1 ลิตร
(3.1) โซเดียมคลอไรด์ (Sodium Chloride) ไม่น้อยกว่า 200 กรัม
(3.2) กรณีที่ใช้เกลือโพแทสเซียมคลอไรด์ผสมกับเกลือใน (3.1) หรือใช้เกลือ
โพแทสเซียมคลอไรด์อย่างเดียว ให้มีปริมาณเกลือชนิดใดชนิดหนึ่งหรือทั้ง 2 ชนิดรวมกันแล้วไม่น้อยกว่า
200 กรัม
(4) มีไนโตรเจนทั้งหมดไม่น้อยกว่า 4 กรัม ต่อน้ำปลา 1 ลิตร
(5) มีกรดกลูตามิคต่อไนโตรเจนทั้งหมดไม่น้อยกว่า 0.4 แต่ต้องไม่เกิน 1.3
(6) ไม่ใช้สี เว้นแต่สีน้ำตาลเคี่ยวไหม้หรือสีคาราเมล
(7) ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลหรือใช้ร่วมกับน้ำตาลนอกจากการใช้น้ำตาลได้
โดยใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ตามมาตรฐานอาหาร เอฟ เอ โอ/ดับบลิว เอช โอ, โคเด็กซ์
(Joint FAO/WHO, Codex) ที่ว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร และฉบับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม
ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยาประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร
ข้อ 6 น้ำปลาที่ได้ระเหยน้ำออกเมื่อทำให้คืนรูปแล้ว ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามชนิด
ของน้ำปลานั้น แล้วแต่กรณี
ข้อ 7 การใช้วัตถุเจือปนอาหาร ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
วัตถุเจือปนอาหาร
ข้อ 8 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าน้ำปลาเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 9 การใช้ภาชนะบรรจุน้ำปลา ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ภาชนะบรรจุ
ข้อ 10 การแสดงฉลากของน้ำปลา
(1) ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก เว้นแต่การใช้ชื่อ
น้ำปลาให้ปฏิบัติ ดังนี้
(1.1) น้ำปลาตามข้อ 3(1) ต้องใช้ชื่อว่า “น้ำปลาแท้”
(1.2) น้ำปลาตามข้อ 3(2) ต้องใช้ชื่อว่า “น้ำปลาจาก ……” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุ
ชนิดของสัตว์อื่นที่ทำน้ำปลา) หรือ “น้ำปลาจาก ……% ผสมกับน้ำปลาแท้…….%” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุ
ชนิดของสัตว์อื่นที่ทำน้ำปลาและปริมาณที่ผสม) หรือ “น้ำปลาจาก……….% ผสมกับน้ำปลาจาก
………..%” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชนิดของสัตว์ที่ทำน้ำปลาและปริมาณที่ผสม) แล้วแต่กรณี
215
(1.3) น้ำปลาตามข้อ 3(3) นอกจากจะต้องใช้ชื่อว่า “น้ำปลาผสม” แล้วกรณีที่เป็น
น้ำปลาผสมที่ทำจากสัตว์อื่นต้องมีข้อความว่า “ทำจากน้ำปลาจาก…….” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชนิดของ
สัตว์อื่นที่ทำน้ำปลา) กำกับชื่อไว้ด้วย
(2) ให้แสดงข้อความ “ใช้เกลือโพแทสเซียมคลอไรด์ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต”
ด้วยตัวอักษรเส้นทึบสีแดง ขนาดไม่เล็กกว่า 2 มิลลิเมตร กรณีที่มีการใช้เกลือโพแทสเซียมคลอไรด์
(3) น้ำปลาที่ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล ต้องแสดงข้อความ “ใช้ …… เป็น
วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชื่อของวัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ใช้)
ด้วยตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่า 2 มิลลิเมตร สีของตัวอักษรตัดกับสีพื้นของฉลาก
(4) ข้อความที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด (ถ้ามี)
ข้อ 11 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 118 (พ.ศ.2532) เรื่อง น้ำปลา ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532 ซึ่งออกให้
ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 12 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าน้ำปลาที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอรับ
เลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการ
ผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 8 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่
ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 13 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
216
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 204) พ.ศ.2543
เรื่อง น้ำส้มสายชู
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง น้ำส้มสายชู
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 48 (พ.ศ.2523) เรื่อง น้ำส้มสายชู
ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2523
ข้อ 2 ให้น้ำส้มสายชูเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ให้ถือว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นเพื่อจุดประสงค์ที่จะใช้ผลิตภัณฑ์นั้นในทำนองเดียวกับ
น้ำส้มสายชูเป็นน้ำส้มสายชู และให้หมายความรวมถึงหัวน้ำส้มด้วย
ข้อ 3 น้ำส้มสายชูแบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังต่อไปนี้
(1) น้ำส้มสายชูหมัก หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำธัญพืช ผลไม้ หรือ
น้ำตาล มาหมักกับส่าเหล้าแล้วหมักกับเชื้อน้ำส้มสายชูตามกรรมวิธีธรรมชาติ
(2) น้ำส้มสายชูกลั่น หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำแอลกอฮอล์กลั่นเจือจาง
(Dilute Distilled Alcohol) มาหมักกับเชื้อน้ำส้มสายชู หรือเมื่อหมักแล้วนำไปกลั่นอีก หรือได้จากการนำ
น้ำส้มสายชูหมักตาม (1) มากลั่น
(3) น้ำส้มสายชูเทียม หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำเอากรดน้ำส้ม (Acetic
acid) มาเจือจาง
ข้อ 4 น้ำส้มสายชูหมักหรือน้ำส้มสายชูกลั่น ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีกรดน้ำส้มไม่น้อยกว่า 4 กรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร ที่ 27 องศาเซลเซียส
(2) ตรวจพบสารปนเปื้อนได้ไม่เกินปริมาณที่กำหนด ดังต่อไปนี้
(2.1) สารหนู ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต่อน้ำส้มสายชู 1 กิโลกรัม
(2.2) ตะกั่ว ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต่อน้ำส้มสายชู 1 กิโลกรัม
(2.3) ทองแดงและสังกะสี ไม่เกิน 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำส้มสายชู 1 กิโลกรัม
(2.4) เหล็ก ไม่เกิน 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำส้มสายชู 1 กิโลกรัม
(3) ไม่มีกรดน้ำส้มที่มิได้มาจากการผลิตน้ำส้มสายชูหมักหรือน้ำส้มสายชูกลั่น
(4) ไม่มีกรดกำมะถัน (Sulfuric acid) หรือกรดแร่อิสระอย่างอื่น
(5) ใสไม่มีตะกอน เว้นแต่น้ำส้มสายชูหมักตามธรรมชาติ
(6) ไม่มีหนอนน้ำส้ม (Vinegar eel)
(7) ใช้น้ำสะอาดเป็นส่วนผสม
(8) ให้ใช้วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additives) ได้ ดังต่อไปนี้
(8.1) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่เกิน 70 มิลลิกรัม ต่อน้ำส้มสายชู 1 กิโลกรัม
(8.2) กรดแอล-แอสคอร์บิก ไม่เกิน 400 มิลลิกรัม ต่อน้ำส้มสายชู 1 กิโลกรัม
217
(9) มีแอลกอฮอล์ตกค้าง (Residual alcohol) ไม่เกินร้อยละ 0.5
(10) การแต่งสี ให้ใช้น้ำตาลเคี่ยวไหม้หรือสีคาราเมล
ข้อ 5 น้ำส้มสายชูเทียม ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีกรดน้ำส้มไม่น้อยกว่า 4 กรัม และไม่เกิน 7 กรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร ที่ 27 องศา
เซลเซียส
(2) ตรวจพบสารปนเปื้อนได้ไม่เกินปริมาณที่กำหนด ดังต่อไปนี้
(2.1) สารหนู ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต่อน้ำส้มสายชู 1 กิโลกรัม
(2.2) ตะกั่ว ไม่เกิน 1 มิลลิกรัม ต่อน้ำส้มสายชู 1 กิโลกรัม
(2.3) ทองแดง และสังกะสี ไม่เกิน 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำส้มสายชู 1 กิโลกรัม
(2.4) เหล็ก ไม่เกิน 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำส้มสายชู 1 กิโลกรัม
(3) ใสไม่มีตะกอน
(4) ไม่มีกรดกำมะถันหรือกรดแร่อิสระอย่างอื่น
(5) ไม่ใช้สี
(6) ไม่มีการแต่งกลิ่นหรือรส
(7) ใช้น้ำสะอาดเป็นส่วนผสม
ข้อ 6 ในการจำหน่ายน้ำส้มสายชูหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นกรดน้ำส้ม ห้ามแสดงคำว่า "หัวน้ำส้ม"
หรือข้อความอื่นที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน
ข้อ 7 กรดน้ำส้ม ถ้าจะจำหน่ายเป็นน้ำส้มสายชูเทียมต้องเจือจางให้มีคุณภาพหรือมาตรฐาน
ตามข้อ 5
ข้อ 8 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าน้ำส้มสายชูเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 9 การใช้ภาชนะบรรจุน้ำส้มสายชู ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ภาชนะบรรจุ
ข้อ 10 การแสดงฉลากของน้ำส้มสายชู ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย
เรื่อง ฉลาก
ข้อ 11 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 48 (พ.ศ.2523) เรื่อง น้ำส้มสายชู ลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2523 ซึ่งออกให้
ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 12 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าน้ำส้มสายชูที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอ
รับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับ
การผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 8 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลือ
อยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 13 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
218
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 205) พ.ศ.2543
เรื่อง น้ำมันและไขมัน
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง น้ำมันและไขมัน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ เสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิก
(1) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 22 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำมันและ
ไขมันเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต และฉลาก สำหรับน้ำมัน
และไขมัน ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
(2) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 72 (พ.ศ.2525) เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 22 (พ.ศ.2522) ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2525
(3) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 134 (พ.ศ.2534) เรื่อง น้ำมันและไขมันผสม
(ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534
(4) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 164) พ.ศ.2538 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ
กระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง น้ำมันและไขมัน (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2538
ข้อ 2 ให้น้ำมันและไขมันที่ใช้เป็นอาหารได้ ซึ่งได้แก่ กลีเซอร์ไรด์ของกรดไขมันต่าง ๆ ที่ได้จาก
พืชหรือสัตว์ซึ่งใช้เป็นอาหารและบรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท กล่อง ซอง หรือสิ่งห่อหุ้มที่ปิดผนึกเพื่อจำหน่าย
เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน ทั้งนี้ไม่รวมถึงเนยและเนยเทียม
ข้อ 3 น้ำมันและไขมันที่ใช้เป็นอาหาร แบ่งออกเป็นสามชนิด
(1) น้ำมันและไขมันที่ได้จากพืช
(2) น้ำมันและไขมันที่ได้จากสัตว์
(3) น้ำมันและไขมันผสม ได้แก่ น้ำมันและไขมันที่ได้จากพืชต่างชนิดผสมกันไม่เกิน
สองชนิด หรือน้ำมันและไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์ตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปที่ผสมกันโดยผ่านกรรมวิธีไฮโดรจีเนชั่น
(Hydrogenation) หรือเอสเตอร์รีฟิเคชั่น (Esterification) หรือน้ำมันและไขมันผสมตามชนิดและกรรมวิธีอื่น
ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 4 พืชหรือไขมันของสัตว์ที่จะนำมาผลิตเอาน้ำมันและไขมัน ต้องมีสภาพที่เหมาะสมจะใช้
ผลิตอาหาร และอยู่ในสภาพที่ให้น้ำมันและไขมันซึ่งบริโภคได้โดยปราศจากอันตราย
ข้อ 5 วิธีการผลิตน้ำมันและไขมันให้ทำได้ ดังนี้
(1) วิธีธรรมชาติ ทำโดยการบีบอัดโดยใช้ความร้อนหรือวิธีธรรมชาติอื่นตามที่ได้รับ
ความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และนำมาทำให้สะอาดโดยการล้าง การตั้งไว้ให้
ตกตะกอน การกรอง หรือการหมุนเหวี่ยง
(2) วิธีผ่านกรรมวิธี ทำโดยนำน้ำมันและไขมันที่ได้จากวิธีธรรมชาติ หรือที่ได้จาก
การสกัดด้วยสารละลายตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และนำมา
ผ่านกรรมวิธีทำให้บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง
(3) วิธีอื่นตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
219
ข้อ 6 น้ำมันและไขมันต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีค่าของกรด (Acid Value) คิดเป็นมิลลิกรัมโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อน้ำมัน
หรือไขมัน 1 กรัม
(1.1) ได้ไม่เกิน 4.0 สำหรับน้ำมันและไขมันซึ่งทำโดยวิธีธรรมชาติ
(1.2) ได้ไม่เกิน 0.6 สำหรับน้ำมันและไขมันซึ่งทำโดยวิธีผ่านกรรมวิธี
(1.3) ได้ไม่เกิน 4.0 สำหรับน้ำมันและไขมันผสมซึ่งทำโดยวิธีธรรมชาติ
(1.4) ได้ไม่เกิน 0.6 สำหรับน้ำมันและไขมันผสมซึ่งทำโดยวิธีผ่านกรรมวิธี
(1.5) ได้ไม่เกิน 1.0 สำหรับน้ำมันและไขมันซึ่งทำโดยวิธีผ่านกรรมวิธีผสมกับ
น้ำมันและไขมันซึ่งทำโดยวิธีธรรมชาติ
(2) มีค่าเพอร์ออกไซด์ (Peroxide Value) คิดเป็นมิลลิกรัมสมมูลย์ ต่อน้ำมันและไขมัน
1 กิโลกรัม ได้ไม่เกิน 10
(3) มีน้ำและสิ่งที่ระเหยได้ (Water and Volatile Matter) ที่อุณหภูมิ 105 องศาเซลเซียส
ได้ไม่เกินร้อยละ 0.2 ของน้ำหนัก
(4) มีปริมาณสบู่ (Soap Content) ได้ไม่เกินร้อยละ 0.005 ของน้ำหนัก
(5) มีสิ่งอื่นที่ไม่ละลาย (Insoluble Impurities) ได้ไม่เกินร้อยละ 0.05 ของน้ำหนัก
(6) มีกลิ่นและรสตามลักษณะเฉพาะของน้ำมันและไขมัน ยกเว้นน้ำมันและไขมันผสม
(7) ไม่มีกลิ่นหืน
(8) ตรวจพบสารปนเปื้อนได้ไม่เกินที่กำหนด ดังต่อไปนี้
(8.1) ไม่พบน้ำมันแร่ (Mineral oil)
(8.2) เหล็ก
ในน้ำมันหรือไขมันธรรมชาติและในน้ำมันหรือไขมันผสมไม่เกิน 5.0
มิลลิกรัม ต่อน้ำมันหรือไขมัน 1 กิโลกรัม
ในน้ำมันหรือไขมันผ่านกรรมวิธีไม่เกิน 1.5 มิลลิกรัม ต่อน้ำมันหรือไขมัน
1 กิโลกรัม
(8.3) ทองแดง
ในน้ำมันหรือไขมันธรรมชาติและในน้ำมันหรือไขมันผสมไม่เกิน 0.4
มิลลิกรัม ต่อน้ำมันหรือไขมัน 1 กิโลกรัม
ในน้ำมันหรือไขมันผ่านกรรมวิธีไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัม ต่อน้ำมันหรือไขมัน
1 กิโลกรัม
(8.4) ตะกั่ว ไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัม ต่อน้ำมันหรือไขมัน 1 กิโลกรัม
(8.5) สารหนู ไม่เกิน 0.1 มิลลิกรัม ต่อน้ำมันหรือไขมัน 1 กิโลกรัม
(8.6) อฟลาท๊อกซิน (Aflatoxin) ไม่เกิน 20 ไมโครกรัม ต่อน้ำมันหรือไขมัน
1 กิโลกรัม (ไม่เกิน 20 ส่วนในพันล้านส่วน)
(8.7) ไซโคลโพรพีนอย แฟตตี้ แอซิด (Cyclopropenoid Fatty Acid) ไม่เกิน
ร้อยละ 0.4 โดยน้ำหนัก
น้ำมันและไขมันผสมนอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามวรรคหนึ่งแล้ว อาจมี
คุณภาพหรือมาตรฐานอื่นตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาด้วยก็ได้
น้ำมันและไขมันที่ผลิตตามวิธีอื่นในข้อ 5(3) ให้มีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่ได้รับ
ความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
220
ข้อ 7 การใช้วัตถุเจือปนอาหาร ให้ใช้ได้ตามชนิดและปริมาณที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายประกาศนี้
การใชวั้ตถุเจือปนอาหารชนิดอื่นนอกจากที่กำหนดใหใ้ ชไ้ ดต้ ามวรรคแรก ตอ้ งไดรั้บความเห็นชอบ
จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ข้อ 8 ผู้ผลิตหรือนำเข้าน้ำมันและไขมันเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 9 การใช้ภาชนะบรรจุน้ำมันและไขมัน ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย
เรื่อง ภาชนะบรรจุ
ข้อ 10 การแสดงฉลากของน้ำมันและไขมัน ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
ข้อ 11 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 22 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำมันและไขมันเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ และ
กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต และฉลาก สำหรับน้ำมันและไขมัน ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 72 (พ.ศ.2525) เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 22 (พ.ศ.2522) ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ.2525 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 134 (พ.ศ.2534) เรื่อง น้ำมันและไขมันผสม (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2534
และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 164) พ.ศ.2538 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง น้ำมันและไขมัน (ฉบับที่ 3) ลงวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2538 ซึ่งออกให้ก่อนวันที่ประกาศนี้
ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 12 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าน้ำมันและไขมันที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ยื่นคำขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้
รับการผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 8 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิม
ที่เหลืออยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 13 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
221
บัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 205) พ.ศ.2543
เรื่อง น้ำมันและไขมัน
อันดับ ประเภทวัตถุเจือปนอาหาร ชื่อวัตถุเจือปนอาหาร ปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ได้
เป็นมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
หมายเหตุ
1. สี (colour) : ให้ใช้ได้เพื่อความมุ่งหมายที่
จะทำให้ผลิตภัณฑ์มีสีเหมือนธรรมชาติ
1.1 เบตา-คาโรทีน (beta-carotene)
1.2 สีคำแสด (annatto extract)
1.3 เคอร์คิวมิน หรือเทอร์เมอริค (curcumin or turmeric)
1.4 เบตา-อะโป-8’-คาโรทีนาล (beta-apo-8’-carotenal)
1.5 เมทิลและเอทิลเอสเทอร์ของกรดเบตา-อะโป-8’-คาโรทีโนอิค แอซิด
(methyl and ethyl ester of beta-apo-8’-carotenoic acid)
25
20
5
25
25
คำนวณเป็น bixin หรือ norbixin
ทั้งหมด
คำนวณเป็น total curcumin
2. การแต่งกลิ่น (Flavours) : ให้ใช้กลิ่น
สังเคราะห์ได้ ทั้งนี้วัตถุประสงค์ดังกล่าว
จะต้องไม่เป็นอันตรายแก่สุขภาพและ
ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าเป็นการ
ปิดบังซ่อนเร้นความด้อยคุณภาพของ
น้ำมันหรือไขมัน หรือทำให้น้ำมันหรือ
ไขมันนั้นมีคุณค่าสูงกว่าความเป็นจริง
222
อันดับ ประเภทวัตถุเจือปนอาหาร ชื่อวัตถุเจือปนอาหาร ปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ได้
เป็นมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
หมายเหตุ
3.1 โพรพิล แกลเลท (propyl gallate) 100
3.2 บิวทิเลเตด ไฮดรอกซีโทลูอีน (butylated hydroxytoluene, BHT)
3.3 บิวทิเลเตด ไฮดรอกซีอะนีโซล (butylated hydroxyanisole, BHA)
3.4 เทอร์ไทอารี บิวทิล ไฮโดรควิโนน (tertiary butyl hydroquinone,
TBHQ)
3.5 โพรพิล แกลเลท (propyl gallate) รวมกับ BHA หรือ BHT หรือ
TBHQ หรือรวมทั้งสามอย่างใช้รวมกัน
75
175
120
200
แต่ปริมาณการใช้ของ
แต่ละตัวต้องไม่เกินปริมาณ
ที่กำหนดใน 3.1, 3.2, 3.3
และ 3.4
3.
3.6 แอสคอร์บิลพัลมิเตท (ascorbyl palmitate)
3.7 แอสคอร์บิลสเตียเรท (ascorbyl stearate)
500
500
วัตถุกันหืนตาม 3.6 และ 3.7
จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ
รวมกันได้ไม่เกิน 500 มิลลิกรัม
ต่อกิโลกรัม
วัตถุกันหืน (antioxidants)
3.8 โทโคเฟอรอลส์ชนิดธรรมชาติและชนิดสังเคราะห์ (natural and
synthetic tocopherols)
500
3.9 ไดลอริล ไธโอไดโพรพิโอเนท (dilauryl thiodipropionate) 200
223
อันดับ ประเภทวัตถุเจือปนอาหาร ชื่อวัตถุเจือปนอาหาร ปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ได้
เป็นมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
หมายเหตุ
4. สารเสริมฤทธิ์วัตถุกันหืน (antioxidant
synergists)
4.1 กรดซิตริคและโซเดียมซิเตรท (citric acid and sodium citrate)
4.2 ไอโซโพรพิลซิเตรท (isopropylcitrate)
4.3 กรดฟอสฟอริค (phosphoric acid)
4.4 โมโนกลีเซอไรด์ซิเตรท (monoglyceride citrate)
ตาม GMP
100
100
100
สารเสริมฤทธิ์วัตถุกันหืนตามข้อ
4.2, 4.3 และ 4.4 จะใช้อย่างใด
อย่างหนึ่ง หรือใช้รวมกันได้
ไม่เกิน 100 มิลลิกรัม ต่อกิโลกรัม
5. วัตถุกันฟอง (antifoaming agents) ไดเมทิลโพลีซิลอกเซน (dimethyl polysiloxane หรือ dimethy silicone)
อย่างเดียว หรือผสมกับซิลิคอนไดออกไซด์ (silicon dioxide)
10
6. วัตถุกันตกผลึก
(crystallization inhibitor)
ออกซีสเตียริน (oxystearin) 1,250
224
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 206) พ.ศ.2543
เรื่อง น้ำมันเนย
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง น้ำมันเนย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 45 (พ.ศ.2523) เรื่อง น้ำมันเนย ลงวันที่
28 มกราคม พ.ศ.2523
ข้อ 2 ให้น้ำมันเนยเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 3 น้ำมันเนย หมายความว่า ส่วนที่เป็นน้ำมันของนมที่ได้แยกส่วนอื่นออกจนเกือบหมด
มี 2 ชนิด คือ
(1) บัตเตอร์ออยล์ (Butteroil) หรือมิลค์แฟต (Milkfat)
(2) แอนไฮดรัส บัตเตอร์ออยล์ (Anhydrous Butteroil) หรือ แอนไฮดรัส มิลค์แฟต
(Anhydrous Milkfat)
ข้อ 4 น้ำมันเนย ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) ไม่มีกลิ่นหืน
(2) มีมันเนยไม่น้อยกว่าร้อยละ 99.3 ของน้ำหนัก สำหรับบัตเตอร์ออยล์ หรือมิลค์แฟต
และไม่น้อยกว่าร้อยละ 99.8 ของน้ำหนัก สำหรับแอนไฮดรัส บัตเตอร์ออยล์ หรือแอนไฮดรัส มิลค์แฟต
(3) มีน้ำไม่เกินร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก สำหรับบัตเตอร์ออยล์หรือมิลค์แฟต และไม่เกิน
ร้อยละ 0.1 ของน้ำหนัก สำหรับแอนไฮดรัส บัตเตอร์ออยล์ หรือแอนไฮดรัส มิลค์แฟต
(4) ไม่มีวัตถุกันเสีย
(5) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(6) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ข้อ 5 การใช้วัตถุเจือปนอาหารให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
วัตถุเจือปนอาหาร
ข้อ 6 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าน้ำมันเนยเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 7 การใช้ภาชนะบรรจุน้ำมันเนย ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ภาชนะบรรจุ
ข้อ 8 การแสดงฉลากของน้ำมันเนย ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ฉลาก
225
ข้อ 9 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 45 (พ.ศ.2523) เรื่อง น้ำมันเนย ลงวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2523 ซึ่งออกให้
ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 10 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าน้ำมันเนยที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอ
รับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการผ่อนผัน
การปฏิบัติตามข้อ 6 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไปจน
กว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 11 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
226
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 207) พ.ศ.2543
เรื่อง เนยเทียม
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง เนยเทียม
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 129 (พ.ศ.2533) เรื่อง เนยเทียม ลงวันที่
23 เมษายน พ.ศ.2533
ข้อ 2 ให้เนยเทียม (Margarine) เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 3 เนยเทียม หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้มีลักษณะทำนองเดียวกับเนย โดยมีน้ำมัน
หรือไขมันชนิดอื่นที่มิใช่มันเนยเป็นส่วนประกอบส่วนใหญ่หรือทั้งหมด ผ่านกรรมวิธีการผลิต ปรุงแต่งสี กลิ่น รส
ข้อ 4 เนยเทียม ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) ไม่มีกลิ่นหืน
(2) มีไขมันและ/หรือน้ำมัน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของน้ำหนัก
(3) มีไวตามินเอหรือโพรวิตามินเอ หรือทั้งสองอย่างรวมกันไม่น้อยกว่า 25 หน่วยสากล
ในเนยเทียม 1 กรัม
(4) มีเกลือโซเดียมคลอไรด์ได้ไม่เกินร้อยละ 4 ของน้ำหนัก
(5) มีน้ำได้ไม่เกินร้อยละ 16 ของน้ำหนัก
(6) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(7) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ข้อ 5 การใช้วัตถุเจือปนอาหาร ให้ใช้ได้ตามชนิดและปริมาณที่กำหนดไว้ในบัญชีหมายเลข 1
ท้ายประกาศนี้
ข้อ 6 การใช้สีผสมอาหาร ให้ใช้ได้ตามชนิดและปริมาณที่กำหนดไว้ในบัญชีหมายเลข 2
ท้ายประกาศนี้
ข้อ 7 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเนยเทียมเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 8 การใช้ภาชนะบรรจุเนยเทียม ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ภาชนะบรรจุ
ข้อ 9 การแสดงฉลากของเนยเทียม ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ฉลาก
227
ข้อ 10 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร หรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 129 (พ.ศ.2533) เรื่อง เนยเทียม ลงวันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2533 ซึ่งออกให้
ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 11 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าเนยเทียมที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอรับ
เลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการผ่อนผัน
การปฏิบัติตามข้อ 7 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไป
จนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 12 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
228
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 208) พ.ศ.2543
เรื่อง ครีม
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ครีม
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 49 (พ.ศ.2523) เรื่อง ครีม ลงวันที่
4 มีนาคม พ.ศ.2523
ข้อ 2 ให้ครีมเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 3 ในประกาศนี้
“ครีม” หมายความว่า ครีมแท้ ครีมผสม และครีมเทียม
“ครีมแท้” หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่แยกได้จากนม โดยกรรมวิธีต่าง ๆ และมีมันเนย
เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ
“ครีมผสม” หมายความว่า ครีมแท้ที่มีไขมันอื่นเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย
“ครีมเทียม” หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่มิได้ทำจากนมและมีไขมันอื่นนอกจากมันเนย
เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ หรือครีมที่มีมันเนยผสมอยู่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของไขมันทั้งหมด
“ครีมเปรี้ยว” หมายความว่า ครีมที่หมักด้วยจุลินทรีย์ที่ไม่ทำให้เกิดโรค หรือที่ไม่ทำให้
เกิดพิษ และมีจุลินทรีย์ดังกล่าวที่มีชีวิตคงเหลืออยู่จากกรรมวิธีการหมักนั้น
ข้อ 4 ครีมแบ่งออกเป็น 5 ชนิด ดังต่อไปนี้
(1) ครีมพร่องมันเนย (Half cream)
(2) ครีมธรรมดา (Cream หรือ Single cream)
(3) วิปปิ้งครีม (Whipping cream)
(4) ดับเบิ้ลครีม (Double cream หรือ Heavy cream หรือ Thick cream)
(5) ครีมเปรี้ยว (Sour cream)
ข้อ 5 ครีมแท้ ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) ทำจากนม
(2) มีมันเนย ดังต่อไปนี้
(2.1) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และไม่ถึงร้อยละ 18 ของน้ำหนัก สำหรับครีมแท้ชนิด
พร่องมันเนย
(2.2) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 18 ของน้ำหนัก สำหรับครีมแท้ชนิดธรรมดา
(2.3) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 28 ของน้ำหนัก สำหรับครีมแท้ชนิดวิปปิ้งครีม
(2.4) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 36 ของน้ำหนัก สำหรับครีมแท้ชนิดดับเบิ้ลครีม
(2.5) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ของน้ำหนัก สำหรับครีมแท้ชนิดครีมเปรี้ยว
229
(3) มีความเป็นกรด คำนวณเป็นกรดแลคติคได้ไม่เกินร้อย ละ 0.2 ของน้ำหนัก
นอกจากครีมเปรี้ยว
(4) ตรวจไม่พบแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli) ในอาหาร 0.01 กรัม
(5) ไม่มีกลิ่นหืน
(6) ไม่มีวัตถุกันเสีย
(7) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(8) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(9) ใช้ก๊าซที่ไม่เป็นพิษหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในกรรมวิธีการผลิตวิปปิ้งครีม
ข้อ 6 ครีมแท้ที่ทำให้แห้ง ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) ทำจากนม
(2) มีลักษณะเป็นผง ไม่เกาะเป็นก้อน หรือมีลักษณะตามรูปลักษณะนั้น
(3) มีมันเนยไม่น้อยกว่าร้อยละ 42 ของน้ำหนัก
(4) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 5 ของน้ำหนัก
(5) ตรวจพบแบคทีเรียไม่เกิน 100,000 ในอาหาร 1 กรัม
(6) ไม่มีกลิ่นหืน
(7) ไม่มีวัตถุกันเสีย
(8) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(9) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ข้อ 7 ครีมผสม ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีมันเนยผสมอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของไขมันทั้งหมด และ
(1.1) มีไขมันทั้งหมดไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และไม่ถึงร้อยละ 18 ของน้ำหนัก
สำหรับครีมผสมชนิดพร่องมันเนย
(1.2) มีไขมันทั้งหมดไม่น้อยกว่าร้อยละ 18 ของน้ำหนัก สำหรับครีมผสมชนิดธรรมดา
(1.3) มีไขมันทั้งหมดไม่น้อยกว่าร้อยละ 28 ของน้ำหนัก สำหรับครีมผสมชนิด
วิปปิ้งครีม
(1.4) มีไขมันทั้งหมดไม่น้อยกว่าร้อยละ 36 ของน้ำหนัก สำหรับครีมผสมชนิด
ดับเบิ้ลครีม
(2) มีความเป็นกรด คำนวณเป็นกรดแลคติคได้ไม่เกินร้อยละ 0.2 ของน้ำหนัก
(3) ตรวจไม่พบแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli) ในอาหาร 0.01 กรัม
(4) ไม่มีกลิ่นหืน
(5) ไม่มีวัตถุกันเสีย
(6) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(7) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(8) ใช้ก๊าซที่ไม่เป็นพิษหรืออันตรายต่อสุขภาพ ในกรรมวิธีการผลิตครีมผสมชนิด
วิปปิ้งครีม
230
ข้อ 8 ครีมผสมที่ทำให้แห้ง ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีลักษณะเป็นผง ไม่เกาะเป็นก้อน หรือมีลักษณะตามรูปลักษณะนั้น
(2) มีไขมันไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของน้ำหนัก
(3) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 5 ของน้ำหนัก
(4) ตรวจพบแบคทีเรียไม่เกิน 100,000 ในอาหาร 1 กรัม
(5) ไม่มีกลิ่นหืน
(6) ไม่มีวัตถุกันเสีย
(7) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(8) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ข้อ 9 ครีมเทียม ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีไขมัน ดังต่อไปนี้
(1.1) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และไม่ถึงร้อยละ 18 ของน้ำหนัก สำหรับครีมเทียม
ชนิดพร่องไขมัน
(1.2) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 18 ของน้ำหนัก สำหรับครีมเทียมชนิดธรรมดา
(1.3) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 28 ของน้ำหนัก สำหรับครีมเทียมชนิดวิปปิ้งครีม
(1.4) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 36 ของน้ำหนัก สำหรับครีมเทียมชนิดดับเบิ้ลครีม
(2) มีความเป็นกรดคำนวณเป็นกรดแลคติคได้ไม่เกินร้อยละ 0.2 ของน้ำหนัก
(3) ตรวจไม่พบแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli) ในอาหาร 0.01 กรัม
(4) ไม่มีกลิ่นหืน
(5) ไม่มีวัตถุกันเสีย
(6) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(7) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(8) ใช้ก๊าซที่ไม่เป็นพิษหรืออันตรายต่อสุขภาพในกรรมวิธีการผลิตครีมเทียมชนิด
วิปปิ้งครีม
ข้อ 10 ครีมเทียมที่ทำให้แห้ง ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีลักษณะเป็นผง ไม่เกาะเป็นก้อน หรือมีลักษณะตามรูปลักษณะนั้น
(2) มีไขมันทั้งหมดไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของน้ำหนัก
(3) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 5 ของน้ำหนัก
(4) ตรวจพบแบคทีเรียไม่เกิน 100,000 ในอาหาร 1 กรัม
(5) ไม่มีกลิ่นหืน
(6) ไม่มีวัตถุกันเสีย
(7) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(8) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
231
ข้อ 11 การใช้วัตถุเจือปนอาหาร ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
วัตถุเจือปนอาหาร
ข้อ 12 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าครีมเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 13 การใช้ภาชนะบรรจุครีม ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ภาชนะบรรจุ
ข้อ 14 การแสดงฉลากของครีม ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
ข้อ 15 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 49 (พ.ศ.2523) เรื่อง ครีม ลงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ.2523 ซึ่งออกให้
ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับตั้งแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 16 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าครีมที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอรับ
เลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการผ่อนผัน
การปฏิบัติตามข้อ 12 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไป
จนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 17 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
232
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 209) พ.ศ.2543
เรื่อง เนยแข็ง
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง เนยแข็ง
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 31 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดเนยแข็ง
(Cheese) เป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
ข้อ 2 ให้เนยแข็งเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 3 เนยแข็ง หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำนม ครีมบัตเตอร์มิลค์ (Butter Milk)
หรือเวย์ (Whey) อย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างมาผสมกับเอนไซม์ (Enzyme) หรือกรด หรือจุลินทรีย์
จนเกิดการรวมตัวเป็นก้อนแล้วแยกส่วนที่เป็นน้ำออก และจะนำมาใช้ในลักษณะสดหรือนำมาบ่มให้ได้ที่
ก่อนใช้
ข้อ 4 เนยแข็ง แบ่งออกเป็น 5 ชนิด ดังต่อไปนี้
(1) ครีมชีส (Cream Cheese) หมายความว่า เนยแข็งตามข้อ 3 ที่ใช้ครีมเป็น
ส่วนประกอบที่สำคัญในการผลิต
(2) โฮลมิลค์ชีส (Whole Milk Cheese) หมายความว่า เนยแข็งตามข้อ 3 ที่ใช้นมเป็น
ส่วนประกอบที่สำคัญในการผลิต
(3) สกิมมิลค์ชีส (Skimmed Milk Cheese) หมายความว่า เนยแข็งตามข้อ 3 ที่ใช้
นมพร่องมันเนย หรือนมขาดมันเนย หรือบัตเตอร์มิลค์ หรือเวย์ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการผลิต
(4) โพรเซสชีส (Processed Cheese) หมายความว่า เนยแข็งตามข้อ 3 ซึ่งได้ผ่าน
กรรมวิธีทำให้เล็กลง เติมสารอีมัลซิฟาย และนำมาพาสเจอร์ไรส์ และจะแต่งสี กลิ่น รส หรือไม่ก็ได้
(5) เนมชีส (Named Cheese) หมายความว่า เนยแข็งตามข้อ 3 ที่มีชื่อตามชนิดของ
เนยแข็งหรือสถานที่ผลิต ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปและมีกรรมวิธีการผลิตเฉพาะตามชนิดของเนยแข็งนั้น
ข้อ 5 เนยแข็งตามข้อ 4(1) ถึง 4(4) ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีมันเนยคำนวณโดยไม่รวมน้ำ ดังต่อไปนี้
(1.1) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของน้ำหนัก สำหรับครีมชีส
(1.2) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของน้ำหนัก สำหรับโฮลมิลค์ชีส
(1.3) ไม่ถึงร้อยละ 45 ของน้ำหนัก สำหรับสกิมมิลค์ชีส
(1.4) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 45 ของน้ำหนัก สำหรับโพรเซสชีส
233
(2) มีน้ำได้ ดังต่อไปนี้
(2.1) ไม่เกินร้อยละ 55 ของน้ำหนัก สำหรับครีมชีส
(2.2) ไม่เกินร้อยละ 37 ของน้ำหนัก สำหรับโฮลมิลค์ชีส
(2.3) ไม่เกินร้อยละ 60 ของน้ำหนัก สำหรับสกิมมิลค์ชีส
(2.4) ไม่เกินร้อยละ 45 ของน้ำหนัก สำหรับโพรเซสชีส
(3) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(4) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ข้อ 6 เนยแข็งตามข้อ 4(5) ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 5(3) และ 5(4) และมีคุณภาพ
หรือมาตรฐานอื่นตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเห็นชอบด้วย
ข้อ 7 การใช้วัตถุเจือปนอาหาร ให้ปฏิบัติตาม ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
วัตถุเจือปนอาหาร
ข้อ 8 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเนยแข็งเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 9 การใช้ภาชนะบรรจุเนยแข็ง ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ภาชนะบรรจุ
ข้อ 10 การแสดงฉลากเนยแข็ง ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
ข้อ 11 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 31 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดเนยแข็ง (Cheese) เป็นอาหารควบคุมเฉพาะ
และกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522 ซึ่งออกให้ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 12 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าเนยแข็งที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอรับ
เลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการผ่อนผัน
การปฏิบัติตามข้อ 8 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไป
จนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 13 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
234
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 210) พ.ศ.2543
เรื่อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง อาหารกึ่งสำเร็จรูป
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิก
(1) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 39 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดอาหารกึ่งสำเร็จรูป
เป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
(2) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 88 (พ.ศ.2528) เรื่อง กำหนดอาหารกึ่งสำเร็จรูป
เป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2528
ข้อ 2 ให้อาหารกึ่งสำเร็จรูปในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 3 อาหารกึ่งสำเร็จรูป หมายความว่า อาหารที่ผ่านกรรมวิธีและปรุงแต่งมาบ้างแล้ว และ
ใช้รับประทานหลังจากผ่านวิธีการอย่างง่าย ๆ และใช้เวลาสั้นโดยการเติมน้ำร้อน การต้ม หรือการเติม
อาหารอื่นลงไป
ข้อ 4 อาหารตามข้อ 2 แบ่งออกเป็น 4 ชนิด ดังต่อไปนี้
(1) ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ บะหมี่ เส้นหมี่ และวุ้นเส้นที่ปรุงแต่ง
(2) ข้าวต้มและโจ๊กที่ปรุงแต่ง
(3) แกงจืดและซุปชนิดเข้มข้น ชนิดก้อน ชนิดผง หรือชนิดแห้ง
(4) แกงและน้ำพริกแกงต่าง ๆ
ข้อ 5 ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ บะหมี่ เส้นหมี่ และวุ้นเส้นที่ปรุงแต่ง ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน
ดังต่อไปนี้
(1) ไม่มีกลิ่นหืน
(2) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักในกรณีที่ทอดด้วยน้ำมัน และไม่เกิน
ร้อยละ 13 ของน้ำหนักในกรณีที่ทำโดยกรรมวิธีอื่น
(3) มีสารโปรตีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนัก สำหรับก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ และ
เส้นหมี่ และไม่น้อยกว่าร้อยละ 8.5 ของน้ำหนัก สำหรับบะหมี่
(4) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(5) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(6) มีแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli) น้อยกว่า 3 ในอาหาร 1 กรัม โดยวิธี
เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
(7) มีแบคทีเรียไม่เกิน 10,000 ในอาหาร 1 กรัม สำหรับบะหมี่ และไม่เกิน 30,000
ในอาหาร 1 กรัม สำหรับก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ เส้นหมี่ และวุ้นเส้น
(8) มีเชื้อราไม่เกิน 100 ในอาหาร 1 กรัม
235
ข้อ 6 เครื่องปรุงที่บรรจุอยู่ในภาชนะบรรจุ ก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ บะหมี่ เส้นหมี่ และวุ้นเส้น หรือ
เครื่องปรุงที่บรรจุแนบมากับภาชนะบรรจุก๋วยเตี๋ยว ก๋วยจั๊บ บะหมี่ เส้นหมี่ และวุ้นเส้น ต้องมีคุณภาพหรือ
มาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีแบคทีเรียไม่เกิน 500,000 ในอาหาร 1 กรัม
(2) มีแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli) น้อยกว่า 3 ในอาหาร 1 กรัม โดยวิธี
เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
(3) มีเชื้อราไม่เกิน 500 ในอาหาร 1 กรัม
(4) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(5) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ข้อ 7 ข้าวต้มและโจ๊กที่ปรุงแต่ง ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) ไม่มีกลิ่นหืน
(2) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 10 ของน้ำหนัก
(3) มีสารโปรตีนไม่น้อยกว่าร้อยละ 8 ของน้ำหนัก
(4) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(5) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(6) มีแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli) น้อยกว่า 3 ในอาหาร 1 กรัม โดยวิธี
เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
(7) มีเชื้อราไม่เกิน 100 ในอาหาร 1 กรัม
ข้อ 8 แกงจืดและซุปชนิดเข้มข้น ชนิดก้อน ชนิดผง หรือชนิดแห้ง ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน
ดังต่อไปนี้
(1) ไม่มีกลิ่นหืน
(2) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 8 ของน้ำหนัก เว้นแต่แกงจืดและซุปชนิดเข้มข้น
(3) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(4) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(5) มีแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli) น้อยกว่า 3 ในอาหาร 1 กรัม โดยวิธี
เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
(6) มีเชื้อราไม่เกิน 100 ในอาหาร 1 กรัม
ข้อ 9 แกงและน้ำพริกต่าง ๆ ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) ไม่มีกลิ่นหืน
(2) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(3) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(4) มีแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli) น้อยกว่า 3 ในอาหาร 1 กรัม โดยวิธี
เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
(5) มีเชื้อราไม่เกิน 100 ในอาหาร 1 กรัม
ข้อ 10 การใช้วัตถุเจือปนอาหาร ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
วัตถุเจือปนอาหาร
236
ข้อ 11 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าอาหารกึ่งสำเร็จรูปเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 12 การใช้ภาชนะบรรจุอาหารกึ่งสำเร็จรูป ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง ภาชนะบรรจุ
ข้อ 13 การแสดงฉลากของอาหารกึ่งสำเร็จรูป ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
ข้อ 14 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารเกี่ยวกับ
เรื่องอาหารกึ่งสำเร็จรูป ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 39 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดอาหาร
กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 88 (พ.ศ.2528) เรื่อง กำหนดอาหารกึ่งสำเร็จรูป
เป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2528
ซึ่งออกให้ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 15 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าอาหารกึ่งสำเร็จรูปที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ยื่นคำขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้
รับการผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 11 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิม
ที่เหลืออยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 16 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
237
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 211) พ.ศ.2543
เรื่อง น้ำผึ้ง
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง น้ำผึ้ง
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 139 (พ.ศ.2534) เรื่อง น้ำผึ้ง ลงวันที่
18 ธันวาคม พ.ศ.2534
ข้อ 2 ให้น้ำผึ้งเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 3 น้ำผึ้ง หมายความว่า ของเหลวรสหวานซึ่งผึ้งผลิตขึ้น
ข้อ 4 น้ำผึ้ง ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีสี กลิ่นและรส ตามลักษณะเฉพาะของน้ำผึ้ง
(2) มีน้ำตาลรีดิวซิ่งคิดเป็นน้ำตาลอินเวอร์ตไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของน้ำหนัก
(3) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 21 ของน้ำหนัก
(4) มีน้ำตาลซูโครสไม่เกินร้อยละ 5 ของน้ำหนัก
(5) มีสารที่ไม่ละลายน้ำไม่เกินร้อยละ 0.1 ของน้ำหนัก
(6) มีเถ้าไม่เกินร้อยละ 0.6 ของน้ำหนัก
(7) มีค่าความเป็นกรดไม่เกิน 40 มิลลิอิควิวาเลนท์ของกรดต่อ 1 กิโลกรัม
(8) มีค่าไดแอสเตสแอกติวิตี (Diastase activity) ไม่น้อยกว่า 3 โกเต สเกล (Gothe
Scale)
(9) มีค่าไฮดรอกซีเมทธิลเฟอร์ฟิวรัล (Hydroxymethylfurfural) ไม่เกิน 80 มิลลิกรัม
ต่อ 1 กิโลกรัม
(10) ไม่ใช้วัตถุเจือปนอาหาร
(11) ไม่ใช้สี
(12) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(13) ไม่มีสารพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(14) ตรวจพบยีสต์และราไม่เกิน 10 ต่อน้ำผึ้ง 1 กรัม
(15) ไม่มีสารปนเปื้อน เว้นแต่
(15.1) สารหนู ไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม ต่อน้ำผึ้ง 1 กิโลกรัม
(15.2) ตะกั่ว ไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัม ต่อน้ำผึ้ง 1 กิโลกรัม
238
ข้อ 5 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าน้ำผึ้งเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 6 การใช้ภาชนะบรรจุน้ำผึ้ง ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ภาชนะบรรจุ
ข้อ 7 การแสดงฉลากของน้ำผึ้ง ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
ข้อ 8 ประกาศฉบับนี้ ไม่ใช้บังคับกับน้ำผึ้งที่ผลิตเพื่อจำหน่ายโดยสถานที่ผลิตที่ไม่เข้า
ลักษณะเป็นโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน
ข้อ 9 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหาร ตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 139 (พ.ศ.2534) เรื่อง น้ำผึ้ง ลงวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2534 ซึ่งออกให้ก่อน
วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 10 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าน้ำผึ้งที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอรับ
เลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการผ่อนผัน
การปฏิบัติตามข้อ 5 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไป
จนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 11 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
239
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 213) พ.ศ.2543
เรื่อง แยม เยลลี่ และมาร์มาเลด ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง แยม เยลลี่ และ
มาร์มาเลดในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 89 (พ.ศ.2528) เรื่อง แยม เยลลี่ และ
มาร์มาเลดในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2528
ข้อ 2 ให้แยม เยลลี่ และมาร์มาเลดในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพ
หรือมาตรฐาน
ข้อ 3 ในประกาศนี้
“แยม” หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากส่วนประกอบผลไม้ซึ่งอาจเป็นผลไม้ทั้งผล
ผลไม้เป็นชิ้น เนื้อผลไม้ หรือผลไม้ปั่น ผสมกับน้ำตาลหรือจะผสมน้ำผลไม้หรือน้ำผลไม้เข้มข้นด้วยก็ได้ และ
ทำให้มีความข้นเหนียวพอเหมาะ
“เยลลี่” หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำผลไม้ล้วนที่ได้จากการคั้นหรือสกัดจาก
ผลไม้ หรือทำจากน้ำผลไม้ล้วนที่ผ่านกรรมวิธี หรือทำให้เข้มข้น หรือแช่แข็ง ซึ่งผ่านการกรองและผสมกับ
น้ำตาลทำให้มีความข้นเหนียวพอเหมาะ ทั้งนี้ให้รวมถึงเยลลี่ที่อยู่ในลักษณะแห้งด้วย
“มาร์มาเลด” หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผลไม้ตระกูลส้มซึ่งอาจเป็นผลไม้ทั้งผล
ผลไม้เป็นชิ้น เนื้อผลไม้ หรือผลไม้ปั่นผสมกับเปลือกหรือเนื้อผลไม้ชิ้นบาง ๆ และน้ำตาล หรือจะผสม
น้ำผลไม้ตระกูลส้มด้วยก็ได้ และทำให้มีความข้นเหนียวพอเหมาะ
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามประกาศนี้ คำว่า “ผลไม้” ให้หมายความรวมถึงผักที่
เหมาะสมในการใช้ทำแยมและเยลลี่ซึ่งสด ไม่เน่าเสีย ไม่เป็นโรค หรือมีรา ล้างกำจัดผงฝุ่นละออง
สารป้องกันและกำจัดศัตรูพืช และสิ่งอื่นที่ติดปนมาด้วยแล้ว
ข้อ 4 แยม เยลลี่ และมาร์มาเลด ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีกลิ่นรสตามลักษณะเฉพาะของแยม เยลลี่ หรือมาร์มาเลด แล้วแต่กรณี
(2) มีสารที่ละลายได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของน้ำหนัก
(3) มีค่าความเป็นกรด-ด่าง อยู่ระหว่าง 2.8 ถึง 3.5
(4) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(5) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์หรือสารเป็นพิษอื่นในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อ
สุขภาพ
240
(6) ตรวจพบแบคทีเรียชนิดโคลิฟอร์มน้อยกว่า 3 ต่อแยม เยลลี่ หรือมาร์มาเลด 1 กรัม
แล้วแต่กรณี โดยวิธี เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
(7) ไม่มีวัตถุที่ให้ความหวานชนิดอื่นนอกจากน้ำตาล
(8) ตรวจพบสารปนเปื้อนดังต่อไปนี้ได้ไม่เกิน
(8.1) ตะกั่ว 1 มิลลิกรัม ต่อแยม เยลลี่ หรือมาร์มาเลด 1 กิโลกรัม
(8.2) ดีบุก 250 มิลลิกรัม ต่อแยม เยลลี่ หรือมาร์มาเลด 1 กิโลกรัม (คำนวณเป็น Sn)
ข้อ 5 แยม เยลลี่ และมาร์มาเลด นอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 4 แล้ว ให้มี
คุณภาพหรือมาตรฐานดังต่อไปนี้ด้วย คือ
(1) แยมที่ทำจากผลไม้ชนิดเดียว ให้มีส่วนที่เป็นผลไม้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของ
น้ำหนัก เว้นแต่ผลไม้ดังต่อไปนี้ให้มีส่วนที่เป็นผลไม้ตามที่กำหนด ดังนี้
(1.1) ฝรั่ง ให้มีไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของน้ำหนัก
(1.2) เนื้อมะม่วงหิมพานต์ ให้มีไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนัก
(1.3) กระเจี๊ยบ ขิง มะม่วง ให้มีไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของน้ำหนัก
(2) แยมที่ทำจากผลไม้ 2 ชนิด ให้มีส่วนที่เป็นผลไม้หลักไม่น้อยกว่าร้อยละ 50
แต่ไม่เกินร้อยละ 75 ของผลไม้ที่เป็นส่วนประกอบทั้งหมด
(3) แยมที่ทำจากผลไม้ 3 ชนิด ให้มีส่วนที่เป็นผลไม้หลักไม่น้อยกว่าร้อยละ 33.33
แต่ไม่เกินร้อยละ 75 ของผลไม้ที่เป็นส่วนประกอบทั้งหมด
(4) แยมที่ทำจากผลไม้ตั้งแต่ 4 ชนิด ให้มีส่วนที่เป็นผลไม้หลักไม่น้อยกว่าร้อยละ 25
แต่ไม่เกินร้อยละ 75 ของผลไม้ที่เป็นส่วนประกอบทั้งหมด
(5) เยลลี่ ให้มีน้ำผลไม้หรือน้ำที่สกัดได้จากผลไม้ที่ใช้ทำไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของ
น้ำหนัก
(6) มาร์มาเลด ให้มีปริมาณผลไม้ที่ใช้ทำโดยรวมทั้งเนื้อ น้ำ หรือส่วนน้ำที่สกัดได้
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนัก โดยไม่รวมเปลือก
ข้อ 6 การใช้วัตถุเจือปนอาหาร สีผสมอาหาร หรือวัตถุแต่งกลิ่นรสอาหารในแยม เยลลี่ และ
มาร์มาเลด ให้ใช้ได้ตามชนิดและปริมาณที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายประกาศนี้
ข้อ 7 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าแยม เยลลี และมาร์มาเลด เพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 8 การใช้ภาชนะบรรจุแยม เยลลี่ และมาร์มาเลด ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง ภาชนะบรรจุ
ข้อ 9 การแสดงฉลากของแยม เยลลี่ และมาร์มาเลด ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
ข้อ 10 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 89 (พ.ศ.2528) เรื่อง แยม เยลลี่ และมาร์มาเลด ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
ลงวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ.2528 ซึ่งออกให้ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่
วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
241
ข้อ 11 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าแยม เยลลี่ และมาร์มาเลด ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่ได้รับอนุญาต
อยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 7 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้
บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้
บังคับ
ข้อ 12 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
242
บัญชีหมายเลข 1
แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 213) พ.ศ.2543
เรื่อง แยม เยลลี่ และมาร์มาเลด ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
อันดับ วัตถุประสงค์ ชื่อวัตถุเจือปนอาหาร ปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ได้
(มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม)
หมายเหตุ
1.1 กรดซิตริก (Citric acid) กรดมาลิก (Malic acid) หรือ
กรดแลกติก (Lactic acid)
- ให้ใช้ได้ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อรักษาระดับ
ความเป็นกรด-ด่างให้อยู่ระหว่าง 2.8 ถึง 3.5
1.2 กรด แอล-ตาร์ตาริก (L-Tartaric acid) หรือ
กรดฟูมาริก (Fumaric acid)
3,000
1.3 เกลือโซเดียม เกลือโพแทสเซียม และเกลือแคลเซียม
ของกรดซิตริก กรดมาลิก กรดแลกติก กรดแอล-ตาร์ตาริก
หรือกรดฟูมาริก
3,000 กรดและเกลือของกรดแอล-ตาร์ตาริก และ
กรดฟูมาริกให้คำนวณเป็นกรดโดยใช้ได้ใน
ปริมาณไม่เกิน 3,000 มิลลิกรัม ต่อแยม เยลลี่
และมาร์มาเลด 1 กิโลกรัม
1.4 โซเดียมคาร์บอเนตและโพแทสเซียมคาร์บอเนต - ให้ใช้ได้ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อรักษาระดับ
ความเป็นกรด-ด่างให้อยู่ระหว่าง 2.8-3.5
1. สารปรับความเป็นกรด-ด่าง
(Acidity Regulator)
1.5 โซเดียมไบคาร์บอเนตและโพแทสเซียมไบคาร์บอเนต - ให้ใช้ได้ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อรักษาระดับ
ความเป็นกรด-ด่างให้อยู่ระหว่าง 2.8 ถึง 3.5
2.1 โมโนและไดกลีเซอไรด์ของกรดไขมันของน้ำมันที่ใช้
บริโภค (Mono-and diglycerides of fatty acids of
edible oils)
- ให้ใช้ได้ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อป้องกัน
การเกิดฟอง
2. วัตถุป้องกันการเกิดฟอง
(Anti-foaming Agents)
2.2 ไดเมทิลโพลีซิลอกเซน (Dimethyl polysiloxane) 10
243
อันดับ วัตถุประสงค์ ชื่อวัตถุเจือปนอาหาร ปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ได้
(มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม)
หมายเหตุ
3. วัตถุทำให้ข้น (Thickening
Agents)
เพกติน (Pectin) - ให้ใช้ได้ในปริมาณที่เหมาะสม
4.1 โซเดียมเบนโซเอต (Sodium Benzoate), กรดซอร์บิก
และเกลือโพแทสเซียมของกรดซอร์บิก (Sorbic acid
and potassium salt), เอสเทอร์ของกรดพารา
ไฮดรอกซีเบนโซอิก (Esters of parahydroxy
benzoic acid)
1,000 จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือใช้รวมกัน
แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัม
ต่อแยมหรือเยลลี่ 1 กิโลกรัม
4.2 กรดซอร์บิกและโพแทสเซียมซอร์เบต 500 จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือใช้รวมกัน
แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500 มิลลิกรัม
ต่อมาร์มาเลด 1 กิโลกรัม
4. วัตถุกันเสีย (Preservatives)
4.3 ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulphur dioxide) 100 ให้มีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ติดมากับวัตถุดิบได้
ในปริมาณไม่เกิน 100 มิลลิกรัม ต่อแยม
เยลลี่ หรือมาร์มาเลด 1 กิโลกรัม
5. วัตถุทำให้คงรูป (Firming
Agents) ให้ใช้กับผลไม้ที่นำ
มาผลิตแยมเท่านั้น
แคลเซียมไบซัลไฟต์ (Calcium bisulphite)
แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium carbonate),
แคลเซียมคลอไรด์ (Calcium chloride),
แคลเซียมแลกเตต (Calcium lactate),
แคลเซียมกลูโคเนต (Calcium gluconate)
200 จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือใช้รวมกัน
แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 200 มิลลิกรัม
ต่อแยม 1 กิโลกรัม โดยคำนวณเป็นแคลเซียม
244
อันดับ วัตถุประสงค์ ชื่อวัตถุเจือปนอาหาร ปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ได้
(มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม)
หมายเหตุ
6. วัตถุกันหืน (Antioxidants) กรดแอล-แอสคอร์บิก (L-ascorbic acid) 500, 750 ให้ใช้ได้ในปริมาณไม่เกิน 500 มิลลิกรัม ต่อ
แยม เยลลี่ หรือมาร์มาเลด 1 กิโลกรัม หรือ
ใช้ในปริมาณไม่เกิน 750 มิลลิกรัม ต่อแยมที่
ทำจากผลแบล็คเคอแรนต์ (blackcurrant
jam) 1 กิโลกรัม
245
บัญชีหมายเลข 2
แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 213) พ.ศ.2543
เรื่อง แยม เยลลี่ และมาร์มาเลด ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
อันดับ วัตถุประสงค์ ชื่อวัตถุเจือปนอาหาร ปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ได้
(มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม)
หมายเหตุ
1. สี (Colours) :
1.1 การใช้สีผสมอาหารใน
แยมและเยลลี่
1.1.1 เออริโธรซิน (Erythrosine)
1.1.2 อะมาแรนท์ (Amaranth)
1.1.3 ฟาสต์ กรีน เอ็ฟซีเอ็ฟ (Fast Green FCF)
1.1.4 ปองโซ 4 อาร์ (Ponceau 4 R)
1.1.5 ตาร์ตราซีน (Tartrazine)
1.1.6 ซันเซ็ต เย็ลโลว์ เอ็ฟซีเอ็ฟ (Sunset Yellow FCF)
1.1.7 บริลเลียนท์บลู เอ็ฟซีเอ็ฟ (Brilliant Blue FCF)
1.1.8 อินดิโกคาร์มีน หรืออินดิโกติน (Indigo Carmine
or Indigotine)
1.1.9 คาราเมล (Caramel Colours)
1.1.10 คลอโรฟิลล์ (Chlorophylls)
1.1.11 เบตา-อะโป-8’-คาโรทีนาล (Beta-apo-g’-
carotenal)
1.1.12 เอทิลเอสเตอร์ของเบตา-อะโป-8’-คาโรทีโนอิค
แอซิด (Ethyl ester of beta-apo-8’- carotenoic acid)
1.1.13 แคนธาแซนธีน (Canthaxanthine)
200 จะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือใช้รวมกันได้
แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 200 มิลลิกรัม
ต่อแยม เยลลี่ 1 กิโลกรัม
246
อันดับ วัตถุประสงค์ ชื่อวัตถุเจือปนอาหาร ปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ได้
(มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม)
หมายเหตุ
1.2 การใช้สีผสมอาหาร
ในมาร์มาเลด
1.2.1 คาราเมล (ที่ไม่ได้ผลิตโดยกรรมวิธีแอมโมเนีย
ซัลไฟต์)
1.2.2 คาราเมล (ที่ผลิตโดยกรรมวิธีแอมโมเนียซัลไฟต์)
1.2.3 ซันเซ็ตเย็ลโลว์เอ็ฟซีเอ็ฟ (Sunset Yellow FCF)
1.2.4 ตาร์ตราซีน (Tartrazine), ฟาสต์ กรีน เอ็ฟซีเอ็ฟ
(Fast Green FCF)
-
1,500
200
100
ให้ใช้ได้ในปริมาณที่เหมาะสม
ใช้ในมาร์มาเลดที่ทำจากมะนาวเท่านั้น
โดยจะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งหรือใช้รวมกันได้
แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 100 มิลลิกรัม
ต่อมาร์มาเลด 1 กิโลกรัม
247
บัญชีหมายเลข 3
แนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 213) พ.ศ.2543
เรื่อง แยม เยลลี่ และมาร์มาเลด ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
อันดับ วัตถุประสงค์ ชื่อวัตถุเจือปนอาหาร ปริมาณสูงสุดที่ให้ใช้ได้
(มิลลิกรัมต่อ 1 กิโลกรัม)
หมายเหตุ
1. วัตถุแต่งกลิ่นรสอาหาร
(Flavour)
1.1 กลิ่นของผลไม้จากธรรมชาติตามชื่อผลไม้ที่แจ้งใน
ผลิตภัณฑ์
1.2 กลิ่นมิ้นต์ธรรมชาติ
1.3 กลิ่นซินนามอนธรรมชาติ
1.4 วานิลลาและวานิลลิน
1.5 กลิ่นผลไม้ตระกูลส้มจากธรรมชาติ
-
---
-
ใช้กับ แยม เยลลี่ ได้ในปริมาณที่เหมาะสม
ใช้กับ แยม เยลลี่ ได้ในปริมาณที่เหมาะสม
ใช้กับ แยม เยลลี่ ได้ในปริมาณที่เหมาะสม
ใช้กับแยมผลเกาลัด (Chestnut preserves)
เท่านั้น โดยใช้ในปริมาณที่เหมาะสม
ให้ใช้ได้ในปริมาณที่เหมาะสม
248
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 214 ) พ.ศ.2543
เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
-------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง เครื่องดื่มใน
ภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(4)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 62 (พ.ศ.2524) เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะ
บรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2542 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 180) พ.ศ.2542
เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2540
ข้อ 2 ให้เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ
ข้อ 3 เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทตามข้อ 2 แบ่งออกเป็น 5 ชนิด ดังต่อไปนี้
(1) น้ำที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือออกซิเจนผสมอยู่ด้วย
(2) เครื่องดื่มที่มีหรือทำจากผลไม้ พืชหรือผัก ไม่ว่าจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือ
ออกซิเจนผสมอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม
(3) เครื่องดื่มที่มีหรือทำจากส่วนผสมที่ไม่ใช่ผลไม้ พืชหรือผัก ไม่ว่าจะมีก๊าซคาร์บอน
ไดออกไซด์ หรือออกซิเจน ผสมอยู่ด้วยหรือไม่ก็ตาม
(4) เครื่องดื่มตาม (2) หรือ (3) ชนิดเข้มข้นซึ่งต้องเจือจางก่อนบริโภค
(5) เครื่องดื่มตาม (2) หรือ (3) ชนิดแห้ง
ข้อ 4 เครื่องดื่มตามข้อ 2 ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีกลิ่นและรสตามลักษณะเฉพาะของเครื่องดื่มนั้น
(2) ไม่มีตะกอน เว้นแต่ตะกอนอันมีตามธรรมชาติของส่วนประกอบ
(3) น้ำที่ใช้ผลิตต้องเป็นน้ำที่มีคุณภาพหรือมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
(4) ตรวจพบแบคทีเรียชนิดโคลิฟอร์มน้อยกว่า 2.2 ต่อเครื่องดื่ม 100 มิลลิลิตร โดยวิธี
เอ็ม พี เอ็น (Most Probable Number)
(5) ตรวจไม่พบแบคทีเรียชนิด อี.โคไล (Escherichia coli)
(6) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(7) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์หรือสารเป็นพิษอื่นในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อ
สุขภาพ
(8) ไม่มียีสต์และเชื้อรา
249
(9) ไม่มีสารปนเปื้อน เว้นแต่ดังต่อไปนี้
(9.1) สารหนู ไม่เกิน 0.2 มิลลิกรัม ต่อเครื่องดื่ม 1 กิโลกรัม
(9.2) ตะกั่ว ไม่เกิน 0.5 มิลลิกรัม ต่อเครื่องดื่ม 1 กิโลกรัม
(9.3) ทองแดง ไม่เกิน 5 มิลลิกรัม ต่อเครื่องดื่ม 1 กิโลกรัม
(9.4) สังกะสี ไม่เกิน 5 มิลลิกรัม ต่อเครื่องดื่ม 1 กิโลกรัม
(9.5) เหล็ก ไม่เกิน 15 มิลลิกรัม ต่อเครื่องดื่ม 1 กิโลกรัม
(9.6) ดีบุก ไม่เกิน 250 มิลลิกรัม ต่อเครื่องดื่ม 1 กิโลกรัม
(9.7) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่เกิน 10 มิลลิกรัม ต่อเครื่องดื่ม 1 กิโลกรัม
(10) ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลหรือใช้ร่วมกับน้ำตาล นอกจากการใช้น้ำตาลได้
โดยให้ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ตามมาตรฐานอาหาร เอฟ เอ โอ/ดับบลิว เอช โอ, โคเด็กซ์
(Joint FAO/WHO, Codex) ที่ว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร และฉบับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม
ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้ตามวรรคหนึ่งให้สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยาประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร
(11) มีแอลกอฮอล์อันเกิดขึ้นจากธรรมชาติของส่วนประกอบและแอลกอฮอล์ที่ใช้ใน
กรรมวิธีการผลิต รวมกันได้ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก ถ้าจำเป็นต้องมีแอลกอฮอล์ในปริมาณสูงกว่าที่
กำหนดไว้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
แอลกอฮอล์ที่ใช้ในกรรมวิธีการผลิตต้องไม่ใช้เมทิลแอลกอฮอล์
เครื่องดื่มชนิดเข้มข้นที่ต้องเจือจางหรือเครื่องดื่มชนิดแห้งที่ต้องละลายก่อนบริโภค
ตามที่กำหนดไว้ในฉลาก เมื่อเจือจางหรือละลายแล้วตรวจพบแบคทีเรียชนิดโคลิฟอร์มได้ตาม (4) และมี
สารปนเปื้อนได้ตามที่กำหนดไว้ใน (9)
ข้อ 5 เครื่องดื่มตามข้อ 3 นอกจากต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามข้อ 4 แล้ว ต้องมีคุณภาพ
หรือมาตรฐานเฉพาะ ดังต่อไปนี้ด้วย
(1) เครื่องดื่มตามข้อ 3(2) ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามประเภทหรือชนิดของ
ผลไม้ พืชหรือผักนั้น ๆ ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(2) เครื่องดื่มตามข้อ 3(2) ชนิดเข้มข้นหรือชนิดแห้ง เมื่อเจือจางหรือละลายแล้วต้องมี
คุณภาพหรือมาตรฐานตามประเภทหรือชนิดของผลไม้ พืชหรือผักนั้น ๆ ที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา
(3) เครื่องดื่มชนิดแห้งมีความชื้นไม่เกินร้อยละ 6 ของน้ำหนัก ถ้าเป็นเครื่องดื่มชนิดแห้ง
ที่ผลิตจากพืชหรือผัก ให้มีความชื้นได้ตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(4) เครื่องดื่มตามข้อ 3(2) หรือ 3(3) มีวัตถุกันเสียได้ ดังต่อไปนี้
(4.1) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่เกิน 70 มิลลิกรัม ต่อเครื่องดื่ม 1 กิโลกรัม
(4.2) กรดเบนโซอิค หรือกรดซอร์บิค หรือเกลือของกรดทั้งสองนี้ โดยคำนวณเป็น
ตัวกรดได้ไม่เกิน 200 มิลลิกรัม ต่อเครื่องดื่ม 1 กิโลกรัม
เครื่องดื่มตามข้อ 3(2) หรือ 3(3) ชนิดเข้มข้น เมื่อเจือจางแล้วมีวัตถุกันเสีย
ได้ไม่เกินที่กำหนดไว้ใน (4)
250
เครื่องดื่มตามข้อ 3(2) หรือ 3(3) ชนิดแห้ง เมื่อละลายแล้วมีวัตถุกันเสียได้ไม่เกิน
ที่กำหนดไว้ใน (4)
การใช้วัตถุกันเสียให้ใช้ได้เพียงชนิดหนึ่งชนิดใดตามปริมาณที่กำหนดใน
(4.1) หรือ (4.2) ถ้าใช้เกินหนึ่งชนิด ต้องมีปริมาณของชนิดที่ใช้รวมกันไม่เกินปริมาณของวัตถุกันเสีย
ชนิดที่กำหนดให้ใช้น้อยที่สุด
เมื่อจำเป็นต้องใช้วัตถุกันเสียแตกต่างไปจากที่กำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้น ต้องได้รับ
ความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
(5) เครื่องดื่มตามข้อ 3(3) ที่ใชวั้ตถุแตง่ กลิ่นรสที่มีกาเฟอีนตามธรรมชาติ ตอ้ งมีปริมาณ
กาเฟอีนไม่เกิน 15 มิลลิกรัมต่อเครื่องดื่ม 100 มิลลิลิตร (1)
ข้อ 6 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 7 ภาชนะบรรจุที่ใช้บรรจุเครื่องดื่ม ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย
เรื่อง ภาชนะบรรจุ
ข้อ 8 การแสดงฉลากของเครื่องดื่ม ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ฉลาก เว้นแต่การใช้ชื่อเครื่องดื่มตามข้อ 3(2) ที่มีหรือทำจากน้ำผลไม้ทั้งชนิดเหลวหรือชนิดแห้งและ
เครื่องดื่มตามข้อ 3(3) ซึ่งมีกลิ่นหรือรสผลไม้ที่ได้จากการสังเคราะห์ทั้งชนิดเหลวและชนิดแห้ง ให้ปฏิบัติ
ดังต่อไปนี้
(1) เครื่องดื่มตามข้อ 3(2) ให้ใช้ชื่อ ดังนี้
(1.1) “น้ำ ....... 100% (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชื่อผลไม้) สำหรับเครื่องดื่มที่มีหรือทำจาก
ผลไม้ล้วน
(1.2) ”น้ำ ....... 100% จากน้ำ ....... เข้มข้น” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชื่อผลไม้)
สำหรับเครื่องดื่มที่ทำจากการนำผลไม้ชนิดเข้มข้นมาเจือจางด้วยน้ำ เพื่อให้มีคุณภาพหรือมาตรฐานเหมือน
กับเครื่องดื่มตาม (1.1)
(1.3) ”น้ำ .......%” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชื่อและปริมาณเป็นร้อยละของผลไม้)
สำหรับเครื่องดื่มที่มีหรือทำจากผลไม้ตั้งแต่ร้อยละ 20 ของน้ำหนักขึ้นไป แต่ไม่ใช่เครื่องดื่มตาม (1.1)
(1.4) ”น้ำรส .......%” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชื่อและปริมาณเป็นร้อยละของผลไม้)
สำหรับเครื่องดื่มที่มีหรือทำจากผลไม้ไม่ถึงร้อยละ 20 ของน้ำหนัก
(2) เครื่องดื่มตามข้อ 3(3) ซึ่งมีกลิ่นหรือรสของผลไม้ที่ได้จากการสังเคราะห์เป็น
ส่วนผสมให้ใช้ชื่อ ดังนี้
“น้ำหวานกลิ่น.....“ (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชื่อกลิ่นของผลไม้ที่ได้จากการสังเคราะห์)
(3) เครื่องดื่มตามข้อ 3(4) นอกจากจะต้องใช้ชื่อเครื่องดื่มตาม (1) หรือ (2) โดยไม่ต้อง
แสดงปริมาณของผลไม้แล้วจะต้องมีข้อความ “เข้มข้น” ต่อท้ายชื่อดังกล่าว และให้แสดงข้อความ “เมื่อเจือจาง
แล้วมีน้ำ .......%” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชนิดและปริมาณของผลไม้) ไว้ใต้ชื่อเครื่องดื่มด้วย
(4) เครื่องดื่มตามข้อ 3(5) นอกจากจะต้องใช้ชื่อเครื่องดื่มตาม (1) หรือ (2) โดยไม่ต้อง
แสดงปริมาณของผลไม้แล้วจะต้องแสดงข้อความ “เมื่อละลายแล้วมีน้ำ .......%” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชนิด
และปริมาณของผลไม้) ไว้ใต้ชื่อเครื่องดื่มแล้ว
-----------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 5 (5) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 214) พ.ศ.2543 ถูกเพิ่มเติมโดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 290) พ.ศ.2548 เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 3) (122 ร.จ. ตอนที่ 37 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ)
ลงวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2548)
251
เครื่องดื่มที่ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล ต้องแสดงข้อความว่า “ใช้ ....... เป็น
วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชื่อของวัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ใช้) ด้วยตัว
อักษรขนาดไม่เล็กกว่า 2 มิลลิเมตร สีของตัวอักษรตัดกับสีพื้นของฉลาก
ข้อความที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด (ถ้ามี)
ข้อ 8/1 การแสดงฉลากของเครื่องดื่มตามข้อ 3(3) ที่ใช้วัตถุแต่งกลิ่นรสที่มีกาเฟอีนตามธรรมชาติ
นอกจากต้องปฏิบัติตามข้อ 8 แล้ว ให้แสดงข้อความว่า “มีกาเฟอีน” ด้วยตัวอักษรขนาดความสูง
ไม่น้อยกว่า 2 มิลลิเมตร ที่อ่านได้ชัดเจน อยู่ในบริเวณเดียวกับชื่ออาหารหรือเครื่องหมายการค้า (2)
ข้อ 9 ประกาศนี้ ไม่ใช้บังคับกับเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่ผลิตเพื่อจำหน่ายในการ
ส่งออก
ข้อ 10 ประกาศฉบับนี้ (3)
(1) ไม่กระทบกระเทือนถึงใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ซึ่งออกให้ตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 62 (พ.ศ.2524) เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 7 กันยายน
พ.ศ.2524 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 180) พ.ศ.2540 เรื่อง เครื่องดื่ม
ในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2540 ก่อนประกาศนี้ใช้บังคับ โดย
ใบสำคัญดังกล่าวยังคงใช้ได้ต่อไป
(2) ให้ใบสำคัญการใช้ฉลากอาหาร ซึ่งออกให้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 68 (พ.ศ.2525) เรื่อง ฉลาก ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2525 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวง
สาธารณสุข ฉบับที่ 95 (พ.ศ.2528) เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2528 และฉบับที่เกี่ยวข้อง
ก่อนประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้ไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 11 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าเครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่
ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอ
ดังกล่าวแล้วให้ได้รับการผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 6 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้
ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 12 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 6 ง. ลงวันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2544)
-----------------------------------------------------------
(2) ความในข้อ 8/1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 214) พ.ศ.2543 ถูกยกเลิกโดยข้อ 2 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 290) พ.ศ.2548 เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 3) (122 ร.จ. ตอนที่ 37 ง. และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
(ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2548)
(3) ความในข้อ 10 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 214) พ.ศ.2543 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 230) พ.ศ.2544 เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว (118 ร.จ. ตอนที่ 70 ง.
(ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544)
252
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 215) พ.ศ.2544
เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย
-------------------------------------------
ด้วยปรากฏข้อมูลที่ชัดเจนว่า ในต่างประเทศบางประเทศมีการนำข้าวโพดตัดแต่งสารพันธุกรรม
ครายไนน์ซี (Cry 9C DNA Sequence) หรือโปรตีนที่สร้างมาจากสารพันธุกรรมนี้ในผลิตภัณฑ์ข้าวโพด
ซึ่งไม่ผ่านการประเมินความปลอดภัยสำหรับเป็นอาหารคนมาใช้เป็นอาหารคน และมีการตรวจพบสารโปรตีน
ของจุลินทรีย์ที่ใช้ตัดแต่งพันธุกรรมข้าวโพด ดังนั้นเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(8) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา
29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้
กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้
ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้อาหารที่มีการปนเปื้อนสารพันธุกรรมครายไนน์ซี (Cry 9C DNA Sequence) หรือ
โปรตีนที่สร้างมาจากสารพันธุกรรมนี้ดังต่อไปนี้ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย
(1) เมล็ดข้าวโพด (Pop corn)
(2) ข้าวโพดฝักอ่อนทั้งชนิดแช่แข็ง และ/หรือบรรจุในภาชนะปิดสนิท
(3) ข้าวโพดชนิดแผ่น (Taco shell)
(4) ข้าวเกรียบข้าวโพด (Corn chips/Corn snack)
(5) ข้าวโพดชนิดเกล็ด (Corn flake)
(6) ผลิตภัณฑ์ข้าวโพดบางชนิด ได้แก่ คอร์นมีล (Corn meal) แป้งข้าวโพดชนิดที่มี
โปรตีนหรือที่เรียกว่า คอร์นฟลาวร์ (Corn flour) และซุปข้าวโพด (Cream style corn) (1)
(7) ข้าวโพดทั้งฝักหรือข้าวโพดเมล็ดชนิดแช่แข็ง และ/หรือบรรจุในภาชนะปิดสนิท
ข้อ 2 การนำเข้าอาหารตามข้อ 1 มาจำหน่ายในราชอาณาจักร ผู้นำเข้ามาใน
ราชอาณาจักรแต่ละครั้งจะต้องมีผลการตรวจวิเคราะห์อาหารหรือหนังสือรับรองว่าไม่มีการปนเปื้อนจาก
ข้าวโพดที่ได้จากการตัดแต่งสารพันธุกรรมครายไนน์ซี (Cry 9 C DNA Sequence) หรือโปรตีนที่สร้างมาจาก
สารพันธุกรรมนี้ แสดงที่ด่านนำเข้า แล้วแต่กรณี ดังนี้ (2) (3)
(1) ผลการตรวจวิเคราะห์อาหารจากหน่วยงานของรัฐภายในประเทศ หรือสถาบันที่
คณะกรรมการอาหารกำหนด
(2) ผลการตรวจวิเคราะห์อาหารหรือหนังสือรับรองจากหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบ
ของประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิด หรือสถาบันเอกชนที่รับรองโดยหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบของประเทศ
ที่เป็นแหล่งกำเนิด
ข้อ 3 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2544
กร ทัพพะรังสี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 7 ง. ลงวันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2544
-----------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 1(6) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 215) พ.ศ.2544 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 217) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 215) พ.ศ.2544 (118 ร.จ. ตอนที่ 54 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ)
ลงวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2544) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว (2) ความในข้อ 2 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 215) พ.ศ.2544 ถูกยกเลิก โดยข้อ 2 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 217) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 215) พ.ศ.2544 (118 ร.จ. ตอนที่ 54 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ)
ลงวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2544) และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว (3) ความในข้อ 2 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 217) พ.ศ.2544 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 246) พ.ศ.2544 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 217) พ.ศ.2544 (118 ร.จ. ตอนที่ 121 ง. (ฉบับพิเศษ
แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ.2544)และใช้ข้อความใหม่แทนแล้ว
253
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 217) พ.ศ.2544
เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 215) พ.ศ.2544
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง กำหนดอาหารที่
ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(8) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
อันเป็นพระราชบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบ
กับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดย
อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกความในข้อ 1(6) แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 215) พ.ศ.2544
เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ลงวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2544 และให้ใช้ความ
ดังต่อไปนี้แทน
“(6) ผลิตภัณฑ์ข้าวโพดบางชนิด ได้แก่ คอร์นมีล (Corn meal) แป้งข้าวโพดชนิดที่มี
โปรตีนหรือที่เรียกว่า คอร์นฟลาวร์ (Corn flour) และซุปข้าวโพด (Cream style corn)”
ข้อ 2 ให้ยกเลิกความในข้อ 2 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 215) พ.ศ.2544 เรื่อง
กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ลงวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2544 และให้ใช้ความดังต่อไปนี้แทน
“ข้อ 2 การนำเข้าอาหารตามข้อ 1 มาจำหน่ายในราชอาณาจักร ผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักร
แต่ละครั้ง จะต้องมีผลการตรวจวิเคราะห์อาหารหรือหนังสือรับรองว่าไม่มีการปนเปื้อนจากข้าวโพดที่ได้จาก
การตัดแต่งสารพันธุกรรมครายไนน์ซี (Cry 9 C DNA Sequence) หรือโปรตีนที่สร้างมาจากสารพันธุกรรมนี้
แสดงที่ด่านนำเข้า แล้วแต่กรณี ดังนี้
(1) ผลการตรวจวิเคราะห์อาหารจากหน่วยราชการภายในประเทศ หรือสถาบัน
ที่คณะกรรมการอาหารกำหนด
(2) ผลการตรวจวิเคราะห์อาหารหรือหนังสือรับรองจากหน่วยงานของรัฐที่
รับผิดชอบของประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิด หรือสถาบันเอกชนที่รับรองโดยหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบของ
ประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิด”
ข้อ 3 หนังสือรับรองตามข้อ 2 อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญ ดังนี้
(1) ระบุวิธีวิเคราะห์ รุ่นการผลิตที่วิเคราะห์ และหน่วยงานวิเคราะห์ (ถ้าใช้ผลวิเคราะห์)
(2) ระบุแหล่งกำเนิดหรือประเทศที่ผลิต (Country of origin)
(3) ข้อความรับรองว่า “ไม่มีสารพันธุกรรมครายไนน์ซี (Cry 9C DNA Sequence)
หรือโปรตีนที่ผลิตจากสารพันธุกรรมนี้ หรือไม่มีข้าวโพดสตาร์ลิงค์ (StarLink Corn)
หรือไม่มีจีเอ็มโอ หรือ ข้อความอื่นที่มีนัยเท่าเทียมกัน”
ข้อ 4 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 54 ง. ลงวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2544)
254
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 219) พ.ศ.2544
เรื่อง ฉลากโภชนาการ (ฉบับที่ 2)
------------------------------------------------
เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย
ฉลากโภชนาการ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา
29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้
กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้
ดังนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกความใน 1.3 ของข้อ 1 ในบัญชีหมายเลข 1 แนบท้ายประกาศกระทรวง
สาธารณสุข (ฉบับที่ 182) พ.ศ.2541 ลงวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2541 และให้ใช้ความในบัญชีแนบท้าย
ประกาศนี้แทน
ข้อ 2 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 70 ง. ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544)
255
บัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 219) พ.ศ.2544
เรื่อง ฉลากโภชนาการ (ฉบับที่ 2)
1.3 การแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการแบบควบคู่
ในกรณีที่ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายต้องผสมกับส่วนประกอบอื่น และ/หรือนำไปผ่านกรรมวิธี
ตามที่ระบุบนฉลากก่อนบริโภค หากต้องการแสดงกรอบข้อมูลโภชนาการของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในสภาพตาม
ที่จำหน่าย และในสภาพหลังเตรียมตามคำแนะนำบนฉลากให้แสดงตามรูปแบบกรอบข้อมูลโภชนาการ
แบบควบคู่นี้ แต่หากต้องการแสดงเฉพาะกรอบข้อมูลโภชนาการของผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในสภาพตามที่
จำหน่ายให้แสดงตามรูปแบบที่กำหนดในข้อ 1.1
กรอบข้อมูลโภชนาการแบบควบคู่
ข้อมูลโภชนาการ
หนึ่งหน่วยบริโภค : …….(……...)
จำนวนหน่วยบริโภคต่อ ……. : ………
คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์หลังเตรียม
พลังงานทั้งหมด กิโลแคลอรี …….. ……..
(พลังงานจากไขมัน กิโลแคลอรี) …….. ……..
คุณค่าทางโภชนาการของผลิตภัณฑ์ ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน*
ไขมันทั้งหมด …….. ก. ……..% ……..%
ไขมันอิ่มตัว …….. ก. ……..% ……..%
โคเลสเตอรอล ….. มก. ……..% ……..%
โปรตีน …….. ก.
คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด …….. ก. ……..% ……..%
ใยอาหาร …….. ก. ……..% ……..%
น้ำตาล …….. ก.
โซเดียม …….. มก. ……..% ……..%
วิตามินเอ ……..% ……..%
วิตามินบี 1 ……..% ……..%
วิตามินบี 2 ……..% ……..%
แคลเซียม ……..% ……..%
เหล็ก ……..% ……..%
* ร้อยละของปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคต่อวันสำหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI)
โดยคิดจากความต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี
ความต้องการพลังงานของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ผู้ที่ต้องการพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี
ควรได้รับสารอาหารต่าง ๆ ดังนี้
ไขมันทั้งหมด น้อยกว่า 65 ก.
ไขมันอิ่มตัว น้อยกว่า 20 ก.
โคเลสเตอรอล น้อยกว่า 300 มก.
คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด 300 ก.
ใยอาหาร 25 ก.
โซเดียม น้อยกว่า 2,400 มก.
พลังงาน (กิโลแคลอรี) ต่อกรัม : ไขมัน = 9 ; โปรตีน = 4 ; คาร์โบไฮเดรต = 4
หมายเหตุ 1. ให้เติมข้อมูลในช่องว่าง “…………” ให้สมบูรณ์ตามรูปแบบของกรอบ
2. ในกรณีที่อาหารดังกล่าวไม่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง หรือไม่มีลักษณะการบริโภคใกล้
เคียงกับอาหารที่มีการกำหนดปริมาณหนึ่งหน่วยบริโภคอ้างอิง ให้ยกเว้นการแสดงปริมาณอาหารหนึ่งหน่วยบริโภคและ
จำนวนหน่วยบริโภคต่อภาชนะบรรจุ และให้แสดงข้อความ “คุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 ก.” หรือ “คุณค่าทางโภชนาการ
ต่อ 100 มล.” แทนข้อความ “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค”
3. คำว่า “ผลิตภัณฑ์” และ “ผลิตภัณฑ์หลังเตรียม” ให้ระบุเป็นชื่อชนิดของอาหารตามข้อเท็จจริง เช่น “แป้ง
เค้กผสม” และ “เค้ก” ตามลำดับ เป็นต้น
256
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 220) พ.ศ.2544
เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 3)
-------------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงและยกระดับมาตรฐานการผลิตน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุ
ที่ปิดสนิท เพื่อให้เหมาะสมและมีความมั่นใจในการประกันคุณภาพหรือมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของ
ผู้บริโภคยิ่งขึ้น
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(6) และ (7) แห่งพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ
ของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง
สาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทเป็นอาหารที่กำหนดวิธีการผลิต เครื่องมือ
เครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร เป็นการเฉพาะ
ข้อ 2 ผู้ผลิตน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามวิธีการผลิต
เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร ที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายประกาศนี้
ข้อ 3 ผู้นำเข้าน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทเพื่อจำหน่าย ต้องจัดให้มีใบรับรองวิธีการผลิต
เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใ นบัญชีแนบท้าย
ประกาศนี้
ข้อ 4 ให้ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตผลิตอาหาร หรือใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร หรือ
ใบสำคัญการใช้ฉลากอาหาร น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับที่ปฏิบัติไม่
เป็นไปตามข้อ 2 หรือข้อ 3 ทำการปรับปรุงแก้ไขหรือจัดให้มีใบรับรองแล้วแต่กรณีให้ถูกต้องตามประกาศนี้
ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 5 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2544 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 70 ง. ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544)
257
บัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 220) พ.ศ.2544
เรื่อง น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 3)
การผลิตน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทจะต้องมีการกำหนดวิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ซึ่งการ
ดำเนินการดังกล่าวนั้นจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ลำดับที่ หัวข้อ เนื้อหา
1. สถานที่ตั้งและอาคารผลิต 1.1 สถานที่ตั้งตัวอาคารและที่ใกล้เคียง ต้องอยู่ในที่ที่เหมาะสม ไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนกับน้ำบริโภคที่ผลิต
หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ต้องมีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนดังกล่าว
1.2 อาคารผลิตน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทอย่างน้อยต้องมีลักษณะ ดังต่อไปนี้
1.2.1 มีการออกแบบและก่อสร้างมั่นคง ง่ายแก่การบำรุงสภาพและรักษาความสะอาด และสามารถ
ป้องกันสัตว์ แมลง
1.2.2 มีระบบแสงสว่างและระบบการถ่ายเทอากาศที่ดีและเพียงพอ
1.2.3 ใช้สำหรับผลิตอาหารเท่านั้น
1.2.4 มีการแยกที่อยู่อาศัยและห้องน้ำห้องส้วมออกเป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกับบริเวณผลิต
1.2.5 มีขนาดและพื้นที่มากพอที่จะติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์การผลิต และแยกเป็นสัดส่วนเป็นไปตาม
สายงานการผลิต
1.2.6 ภายในอาคารผลิตอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
1.2.6.1 ห้องหรือบริเวณติดตั้งเครื่องหรืออุปกรณ์ปรับคุณภาพน้ำ มีพื้นลาดเอียง ไม่มีน้ำขัง และ
มีทางระบายน้ำ
1.2.6.2 ห้องหรือบริเวณเก็บภาชนะก่อนล้าง กรณีเป็นภาชนะบรรจุใหม่ (ขวด ถุง และฝา) ห้องหรือ
บริเวณนั้นต้องมีพื้นที่แห้ง มีชั้นหรือยกพื้น มีมาตรการป้องกันฝุ่นละออง
1.2.6.3 ห้องหรือบริเวณล้างและฆ่าเชื้อภาชนะบรรจุ มีพื้นลาดเอียง ไม่มีนํ้าขัง และมีทางระบายน้ำ
มีระบบจัดแยกภาชนะกำลังรอล้างและที่ล้างแล้ว
1.2.6.4 ห้องบรรจุ มีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนอย่างมีประสิทธิภาพ มีทางเข้า-ออกที่สามารถ
ป้องกันสัตว์และแมลง ไม่เป็นทางเดินผ่านไปยังบริเวณหรือห้องอื่น ๆ มีพื้นลาดเอียง ไม่มีน้ำขัง
และมีทางระบายน้ำ มีโต๊ะและหรือแท่นบรรจุซึ่งทำความสะอาดง่าย และห้องบรรจุดังกล่าว
ต้องมีการใช้และปฏิบัติงานจริง
258
ลำดับที่ หัวข้อ เนื้อหา
1.2.6.5 ห้องหรือบริเวณเก็บผลิตภัณฑ์ มีชั้นหรือยกพื้นรองรับ มีระบบการเก็บผลิตภัณฑ์เพื่อรอ
จำหน่ายในลักษณะผลิตก่อนนำไปจำหน่ายก่อน
ห้องหรือบริเวณต่าง ๆ ดังกล่าวต้องแยกเป็นสัดส่วน เป็นไปตามสายงานการผลิต
มีมาตรการป้องกันการปนเปื้อน กรณีที่กระบวนการผลิตเป็นแบบต่อเนื่องและเป็นระบบปิด
ต้องมีช่องเปิดสำหรับการลำเลียงขนส่ง ซึ่งช่องเปิดนั้นต้องมีขนาดพอเหมาะและมีมาตรการ
ป้องกันการปนเปื้อน และกรณีที่มียานพาหนะสำหรับส่งผลิตภัณฑ์ ต้องมีระบบการป้องกัน
ปนเปื้อน
2. เครื่องมือเครื่องจักรและอุปกรณ์
การผลิต
2.1 มีจำนวนเพียงพอและเป็นชนิดที่เหมาะสมกับการผลิต ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
2.1.1 เครื่องหรืออุปกรณ์การปรับคุณภาพน้ำ
2.1.2 เครื่องหรืออุปกรณ์ล้างภาชนะบรรจุ
2.1.3 เครื่องหรืออุปกรณ์การบรรจุ
2.1.4 เครื่องหรืออุปกรณ์ปิดผนึก
2.1.5 โต๊ะหรือแท่นบรรจุที่เหมาะสมสำหรับขนาดบรรจุที่ต่างกัน
2.1.6 ท่อส่งน้ำเป็นท่อพลาสติก PVC หรือวัสดุอื่นที่มีคุณภาพทัดเทียมกัน
2.2 มีการออกแบบ อย่างน้อยต้องมีลักษณะดังนี้
2.2.1 ผิวหน้าของเครื่องหรืออุปกรณ์ที่สัมผัสโดยตรงกับน้ำบริโภคทำจากวัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดสนิมและ
ไม่เป็นพิษ สามารถทำความสะอาดและฆ่าเชื้อได้ง่าย
2.2.2 ท่อน้ำที่มีข้อต่อ วาล์ว และน๊อต ออกแบบง่ายต่อการถอดเพื่อทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ และการประกอบใหม่
ภายในท่อไม่มีมุมหรือปลายตันซึ่งจะทำให้สิ่งสกปรกสะสมและยากต่อการทำความสะอาด
259
ลำดับที่ หัวข้อ เนื้อหา
2.2.3 ถังหรือบ่อพักน้ำในกระบวนการผลิตมีฝาปิดป้องกันการปนเปื้อน ซึ่งฝานั้นมีการออกแบบและอยู่ใน
สภาพที่ดี ไม่เป็นที่สะสมของสิ่งสกปรก
2.2.4 อุปกรณ์การปรับคุณภาพน้ำและสารกรองมีการออกแบบและกำหนดคุณสมบัติที่มีประสิทธิภาพ
เพื่อวัตถุประสงค์ในการกรองแต่ละขั้นตอนการผลิต และสัมพันธ์กับกำลังการผลิต ซึ่งผู้ผลิตต้องแจ้งไว้
ต่อผู้อนุญาต
2.3 มีการติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสมเป็นไปตามสายงานการผลิต ต้องง่ายต่อการปฏิบัติงานและทำความสะอาด
2.4 ต้องมีการตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์การกรองสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ายังมีสภาพการ
ทำงานที่ให้ผลดีอยู่
2.5 มีการล้าง ฆ่าเชื้อ และรักษาความสะอาด ซึ่งอย่างน้อยต้องปฏิบัติดังนี้
2.5.1 ทำความสะอาดและฆ่าเชื้ออย่างเพียงพอก่อนและหลังการผลิต หรือตามระยะเวลาที่เหมาะสม
2.5.2 มีการตรวจสอบประสิทธิภาพของการล้างฆ่าเชื้อเครื่องจักรอุปกรณ์การผลิตสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่า
วิธีการล้างและฆ่าเชื้อที่กำหนดไว้ถูกต้อง สามารถขจัดสิ่งสกปรกและฆ่าเชื้อได้จริง
2.5.3 เก็บรักษาเครื่องจักร อุปกรณ์การผลิตที่ล้างและฆ่าเชื้อแล้วให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม มีมาตรการ
ป้องกันการปนเปื้อนอย่างเพียงพอจนถึงเวลาใช้งาน ซึ่งมีการตรวจสอบก่อนใช้ด้วย
260
ลำดับที่ หัวข้อ เนื้อหา
3. แหล่งน้ำ แหล่งน้ำที่นำมาใช้ในการผลิตน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ต้องห่างจากแหล่งโสโครกและสิ่งปฏิกูล
หรือมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการปนเปื้อนกับแหล่งน้ำ ผู้ผลิตต้องเก็บตัวอย่างน้ำจากแหล่งน้ำไปตรวจวิเคราะห์
คุณสมบัติทั้งทางเคมี กายภาพ และจุลินทรีย์ สม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และ/หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแหล่ง
น้ำ เพื่อใช้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของแหล่งน้ำและเป็นข้อมูลใช้ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำ
4. การปรับคุณภาพน้ำ ต้องเหมาะสมและคำนึงถึงคุณภาพของแหล่งน้ำตามข้อ 3 เพื่อติดตั้งเครื่องและอุปกรณ์การกรองและฆ่าเชื้อที่
มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อนทางเคมี กายภาพ และจุลินทรีย์ที่มีอยู่ให้อยู่ในระดับที่กฎหมายกำหนด
5. ภาชนะบรรจุ 5.1 ต้องทำจากวัสดุที่ไม่เป็นพิษ
5.2 ภาชนะบรรจุชนิดใช้เพียงครั้งเดียวซึ่งรวมถึงฝา ต้องมีการตรวจสอบสภาพเบื้องต้น ไม่มีตำหนิ อยู่ในหีบห่อที่
สะอาด ป้องกันการปนเปื้อนจากฝุ่นผง ก่อนนำมาใช้บรรจุต้องล้างด้วยน้ำที่ผ่านการปรับคุณภาพที่พร้อมจะนำ
ไปบรรจุ
5.3 ภาชนะบรรจุชนิดใช้ได้หลายครั้งอย่างน้อยต้องดำเนินการ ดังนี้
5.3.1 ก่อนล้างมีบริเวณเก็บ แยกเป็นสัดส่วน มีการตรวจสอบสภาพทั้งภายนอกและภายในภาชนะและฉลาก
หากมีข้อบกพร่องต้องทำการคัดแยกออก
5.3.2 ทำความสะอาดพื้นผิวด้านนอกและฝาด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีประสิทธิภาพก่อน และล้างทำ
ความสะอาดผิวด้านในที่สัมผัสกับน้ำที่บรรจุ และฆ่าเชื้ออีกครั้งด้วยสารฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพ และ
ต้องล้างด้วยน้ำที่ใช้บรรจุเป็นครั้งสุดท้ายก่อนบรรจุ
5.4 ต้องตรวจสอบการปนเปื้อนจุลินทรีย์ของภาชนะบรรจุสม่ำเสมอ เพื่อยืนยันถึงการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ
ที่มีประสิทธิภาพ
261
ลำดับที่ หัวข้อ เนื้อหา
5.5 ภาชนะบรรจุที่ล้างแล้วควรรีบนำไปบรรจุน้ำบริโภคและปิดฝาทันที หากไม่สามารถทำได้ก็ต้องมีวิธีการเก็บ
รักษาภาชนะบรรจุที่ทำความสะอาดแล้วอย่างเหมาะสม ต้องมีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนจนถึงเวลาใช้งาน
ต้องมีการตรวจสอบสภาพความสะอาดก่อนใช้บรรจุ หากมีตำหนิหรือไม่สะอาดต้องคัดแยกนำไปผ่านกรรมวิธี
การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อใหม่
5.6 การลำเลียงขนส่งภาชนะบรรจุที่ทำความสะอาดแล้ว ต้องไม่ทำให้เกิดการปนเปื้อนขึ้นอีก
6. สารทำความสะอาดและสารฆ่าเชื้อ สารที่ใช้ในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อ เครื่องจักร อุปกรณ์การผลิต โดยเฉพาะภาชนะบรรจุ ต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับ
วิธีการใช้ ความเข้มข้น อุณหภูมิที่ใช้ ระยะเวลาที่สารนั้นสัมผัสกับพื้นผิวที่ต้องการทำความสะอาดและ
ฆ่าเชื้อ และต้องมีการทดสอบว่าข้อมูลดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อได้จริง
7. การบรรจุ การบรรจุน้ำบริโภคที่เหมาะสมต้องปฏิบัติดังนี้
7.1 บรรจุและปิดฝาหรือปิดผนึกทันทีเมื่อน้ำผ่านการปรับคุณภาพแล้ว หากไม่สามารถทำได้จะต้องมีถังเก็บที่
สะอาด มีฝาปิด และมีอุปกรณ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์อีกครั้งก่อนบรรจุ
7.2 บรรจุในห้องบรรจุที่มีลักษณะตามข้อ 1.2.6.4
7.3 บรรจุด้วยเครื่องบรรจุที่มีประสิทธิภาพและสะอาด
7.4 บรรจุจากหัวบรรจุโดยตรง ไม่มีการต่อสายยางในการบรรจุไม่ว่าขนาดบรรจุใดก็ตาม
7.5 ไม่ให้มือของผู้ปฏิบัติงานสัมผัสกับปากขวดขณะทำการบรรจุและปิดฝาหรือปิดผนึก
7.6 ตรวจพินิจสภาพความเรียบร้อยของภาชนะบรรจุหลังการบรรจุและปิดฝาหรือปิดผนึกอีกครั้ง รวมทั้ง
ตรวจสอบความสมบูรณ์ของฉลาก
262
ลำดับที่ หัวข้อ เนื้อหา
8. การควบคุมคุณภาพมาตรฐาน ผู้ผลิตต้องเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ส่งตรวจวิเคราะห์ทั้งทางด้านจุลินทรีย์ เคมี และฟิสิกส์ เป็นประจำ โดยเฉพาะทาง
ด้านจุลินทรีย์ตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด
9. การสุขาภิบาล ผู้ผลิตต้องดำเนินการเกี่ยวกับสุขาภิบาลดังต่อไปนี้
9.1 ทำความสะอาดผนัง เพดาน พื้นอาคารผลิต สม่ำเสมอ โดยเฉพาะห้องบรรจุมีการล้างพื้นและฆ่าเชื้อด้วย
สารเคมีก่อนและหลังการปฏิบัติงานทุกครั้ง
9.2 มูลฝอยในสถานที่ผลิตมีภาชนะที่มีฝาปิด ในจำนวนที่เพียงพอและมีวิธีกำจัดที่เหมาะสม
9.3 น้ำที่ใช้ในอาคารผลิตสำหรับวัตถุประสงค์อื่น ๆ ต้องสะอาด มีการปรับคุณภาพน้ำตามความจำเป็นในการใช้
และมีปริมาณเพียงพอ
9.4 มีทางระบายน้ำทิ้งที่ออกแบบให้สามารถระบายน้ำได้อย่างสะดวก และมีฝาหรือตะแกรงปิดรางระบายน้ำนั้น
เพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้น
9.5 ห้องส้วมและอ่างล้างมือหน้าห้องส้วมมีจำนวนเพียงพอสำหรับผู้ปฏิบัติงานและถูกสุขลักษณะ มีอุปกรณ์ใน
การล้างมืออย่างครบถ้วน ถูกสุขลักษณะ และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9.6 อ่างล้างมือบริเวณผลิตมีจำนวนเพียงพอโดยเฉพาะหน้าห้องบรรจุ และมีอุปกรณ์ในการล้างมือครบถ้วน
ถูกสุขลักษณะ และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
9.7 ไม่มีสัตว์เลี้ยงในอาคารผลิต และมีระบบควบคุมป้องกันสัตว์ แมลง ที่มีประสิทธิภาพ
263
ลำดับที่ หัวข้อ เนื้อหา
10. บุคลากรและสุขลักษณะผู้ปฏิบัติงาน ผู้ปฏิบัติงานในบริเวณผลิตต้องปฏิบัติและคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
10.1 ไม่เป็นโรคติดต่อหรือโรคที่น่ารังเกียจ หรือมีบาดแผลอันอาจก่อให้เกิดการปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ และผ่าน
การตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
10.2 แต่งกายสะอาด ตัดเล็บให้สั้น ไม่ทาเล็บ ไม่ใส่เครื่องประดับ และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนเริ่มปฏิบัติงาน
โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติงานในห้องบรรจุต้องสวมถุงมือที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ สะอาดถูกสุขลักษณะ กรณีไม่สวม
ถุงมือต้องล้างมือ เล็บ แขน ให้สะอาดก่อนเข้าห้องบรรจุ และจุ่มล้างด้วยน้ำคลอรีนก่อนทำการบรรจุ มีหมวก/
ผ้าคลุม / ตาข่าย / แถบรัดผม / ผ้ากันเปื้อน / ผ้าปิดปาก / รองเท้าคนละคู่ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนลงไปใน
ผลิตภัณฑ์
10.3 ไม่บริโภคอาหารและสูบบุหรี่ในขณะปฏิบัติงานหรือมีนิสัยการทำงานที่น่ารังเกียจอื่น ๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดการ
ปนเปื้อนลงในผลิตภัณฑ์ได้
10.4 ได้รับการอบรมเกี่ยวกับสุขลักษณะทั่วไปและความรู้เกี่ยวกับการผลิตน้ำบริโภคตามความเหมาะสม
11. บันทึกและรายงาน ผู้ผลิตต้องมีบันทึกและรายงานอย่างน้อยดังต่อไปนี้
11.1 ผลการตรวจวิเคราะห์น้ำจากแหล่งน้ำที่ใช้ในการผลิต
11.2 สภาพการทำงานของเครื่องกรอง และ/หรือเครื่องฆ่าเชื้อ
11.3 ผลการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ทั้งด้านเคมี ฟิสิกส์ และจุลชีววิทยา
11.4 ชนิดและปริมาณการผลิตของผลิตภัณฑ์
264
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 221) พ.ศ.2544
เรื่อง กำหนดประเภทอาหารที่ต้องแสดงเลขสารบบอาหารที่ฉลาก
--------------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรให้มีการแสดงเลขสารบบอาหารที่ฉลากให้เป็นไปตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 194) พ.ศ.2543 เรื่อง ฉลาก
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้อาหารต่อไปนี้ เป็นอาหารที่ต้องแสดงเลขสารบบอาหารที่ฉลาก
(1) สีผสมอาหาร
(2) นมโค
(3) นมปรุงแต่ง
(4) ผลิตภัณฑ์ของนม
(5) วัตถุที่ใช้ปรุงแต่งรสอาหาร
(6) นมเปรี้ยว
(7) น้ำแข็ง
(8) วัตถุเจือปนอาหาร
(9) อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
(10) อาหารในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
(11) นมดัดแปลงสำหรับทารกและนมดัดแปลงสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
(12) อาหารทารกและอาหารสูตรต่อเนื่องสำหรับทารกและเด็กเล็ก
(13) อาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก
(14) น้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
(15) ไอศกรีม
(16) น้ำมันปาล์ม
(17) น้ำมันมะพร้าว
(18) นํ้ามันถั่วลิสง
(19) ช็อกโกแลต
(20) ข้าวเติมวิตามิน
265
(21) เนย
(22) ไข่เยี่ยวม้า
(23) เนยใสหรือกี
(24) แป้งข้าวกล้อง
(25) อาหารมีวัตถุประสงค์พิเศษ
(26) วุ้นสำเร็จรูปและขนมเยลลี
(27) ผลิตภัณฑ์กระเทียม
(28) อาหารที่มีวัตถุที่ใช้เพื่อรักษาคุณภาพหรือมาตรฐานของอาหาร รวมอยู่ในภาชนะบรรจุ
(29) อาหารที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้
(30) หมากฝรั่งและลูกอม
(31) ขนมปัง
(32) วัตถุแต่งกลิ่นรส
(33) น้ำเกลือปรุงอาหาร
(34) อาหารฉายรังสี
ข้อ 2 ประกาศฉบับนี้
(1) ไม่กระทบกระเทือนถึงใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ซึ่งออกให้ตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุขฉบับที่เกี่ยวข้องก่อนประกาศนี้ใช้บังคับ ยังคงใช้ได้ต่อไป
(2) ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารของอาหารควบคุมเฉพาะที่มีการปรับเปลี่ยน
สถานะมาเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหาร ซึ่งออกให้ตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 68 (พ.ศ.2525) เรื่อง ฉลาก ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2525
แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 95 (พ.ศ.2528) เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) ลงวันที่
30 กันยายน พ.ศ.2528 และฉบับที่เกี่ยวข้องก่อนประกาศนี้ใช้บังคับ ยังคงใช้ต่อไปได้ไม่เกินสองปี นับแต่วันที่
ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 3 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ซึ่งอาหารที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอรับ
เลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และเมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ใช้
ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไปได้ แต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 4 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2544 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 70 ง. ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544)
266
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 222) พ.ศ.2544
เรื่อง ไอศกรีม
------------------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ไอศกรีม
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิก
(1) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดไอศกรีมเป็น
อาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานและวิธีการผลิต ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
(2) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 101 (พ.ศ.2529) เรื่อง กำหนดไอศกรีมเป็น
อาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานและวิธีการผลิต (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2529
ข้อ 2 ให้ไอศกรีมเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ
ข้อ 3 ไอศกรีมตามข้อ 2 แบ่งเป็น 5 ชนิด
(1) ไอศกรีมนม ได้แก่ ไอศกรีมที่ทำขึ้นโดยใช้นมหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม
(2) ไอศกรีมดัดแปลง ได้แก่ ไอศกรีมตาม (1) ที่ทำขึ้นโดยใช้ไขมันชนิดอื่นแทนมันเนย
ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือไอศกรีมที่ทำขึ้นโดยใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันแต่ผลิตภัณฑ์นั้นมิใช่ผลิตภัณฑ์ที่
ได้จากนม
(3) ไอศกรีมผสม ได้แก่ ไอศกรีมตาม (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี ซึ่งมีผลไม้หรือวัตถุอื่น
ที่เป็นอาหารเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย
(4) ไอศกรีมตาม (1)(2) หรือ (3) ชนิดเหลว หรือแห้ง หรือผง
(5) ไอศกรีมหวานเย็น ได้แก่ ไอศกรีมที่ทำขึ้นโดยใช้น้ำและน้ำตาล หรืออาจมีวัตถุอื่นที่
เป็นอาหารเป็นส่วนผสมอยู่ด้วย
ไอศกรีมดังกล่าวอาจใส่วัตถุแต่งกลิ่น รส และสีด้วยก็ได้
ข้อ 4 ไอศกรีมทุกชนิด ยกเว้นไอศกรีมตามข้อ 3(4) ต้องผ่านกรรมวิธีตามลำดับ ดังต่อไปนี้
(1) การผ่านความร้อน ต้องผ่านกรรมวิธีหนึ่งวิธีใด ดังนี้
(1.1) ทำให้ร้อนขึ้นถึงอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 68.5 องศาเซลเซียส และคงไว้ที่อุณหภูมินี้
ไม่น้อยกว่า 30 นาที หรือ
(1.2) ทำให้ร้อนขึ้นถึงอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 80 องศาเซลเซียส และคงไว้ที่อุณหภูมิ
นี้ไม่น้อยกว่า 25 วินาที และจะต้องมีเครื่องวัดอุณหภูมิพร้อมด้วยเครื่องบันทึกอัตโนมัติแสดงอุณหภูมิ
เวลาใช้จริง หรือ
(1.3) ทำให้ร้อนโดยกรรมวิธีอื่นตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
เห็นชอบด้วย
(2) ทำให้เย็นลงทันทีที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส และคงไว้ที่อุณหภูมินี้
(3) ปั่น กวน หรือผสม แล้วแต่กรณี และทำให้เยือกแข็งที่อุณหภูมิไม่สูงกว่า –2.2
องศาเซลเซียส ก่อนบรรจุลงในภาชนะบรรจุเพื่อจำหน่าย และต้องเก็บไว้ที่อุณหภูมิไม่สูงกว่า –2.2
องศาเซลเซียสนี้จนกว่าจะจำหน่าย
267
ข้อ 5 ไอศกรีม ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) ไอศกรีมนม ต้องมีมันเนยเป็นส่วนผสมไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนัก และ
มีธาตุน้ำนมไม่รวมมันเนยไม่น้อยกว่าร้อยละ 7.5 ของน้ำหนัก
(2) ไอศกรีมดัดแปลง ต้องมีไขมันทั้งหมดไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของน้ำหนัก
(3) ไอศกรีมผสม ต้องมีมาตรฐานเช่นเดียวกับ (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี ทั้งนี้โดยไม่
นับรวมน้ำหนักของผลไม้หรือวัตถุที่เป็นอาหารอื่นผสมอยู่
(4) ไอศกรีมหวานเย็นและไอศกรีมตามข้อ 3(1)(2) หรือ (3) ต้อง
(4.1) ไม่มีกลิ่นหืน
(4.2) ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลหรือใช้ร่วมกับน้ำตาล นอกจากการใช้
น้ำตาลได้ โดยให้ใช้วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ตามมาตรฐานอาหาร เอฟ เอ โอ/ดับบลิว เอช โอ,
โคเด็กซ์ (Joint FAO/WHO Codex) ที่ว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร และฉบับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม
ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร
(4.3) ไม่มีวัตถุกันเสีย
(4.4) มีบักเตรีได้ไม่เกิน 600,000 ในอาหาร 1 กรัม
(4.5) ตรวจไม่พบบักเตรีชนิด อี.โคไล (Escherichia coli) ในอาหาร 0.01 กรัม
(4.6) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(4.7) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(5) ไอศกรีมชนิดเหลวต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตาม (1)(2) หรือ (3) แล้วแต่กรณี
และต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตาม (4) ด้วย
ข้อ 6 ไอศกรีมชนิดแห้ง หรือผง ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) ไม่มีกลิ่นหืน
(2) มีกลิ่นตามลักษณะเฉพาะของไอศกรีมชนิดนั้น
(3) มีลักษณะไม่เกาะเป็นก้อน ผิดไปจากลักษณะที่ทำขึ้น
(4) ใช้วัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลหรือใช้ร่วมกับน้ำตาล นอกจากการใช้น้ำตาลได้
โดยให้ใช้วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลได้ตามมาตรฐานอาหาร เอฟ เอ โอ/ดับบลิว เอช โอ, โคเด็กซ์
(Joint FAO/WHO Codex) ที่ว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร และฉบับที่ได้แก้ไขเพิ่มเติม
ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานคณะกรรมการ
อาหารและยาประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาหาร
(5) ไม่มีวัตถุกันเสีย
(6) มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 5 ของน้ำหนัก
(7) มีบักเตรีได้ไม่เกิน 100,000 ในอาหาร 1 กรัม
(8) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(9) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ข้อ 7 การใช้วัตถุเจือปนอาหาร ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
วัตถุเจือปนอาหาร
ข้อ 8 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าไอศกรีมเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
268
ข้อ 9 การใช้ภาชนะบรรจุไอศกรีม ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ภาชนะบรรจุ
ข้อ 10 การแสดงฉลากของไอศกรีม ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย
เรื่อง ฉลาก กรณีฉลากที่ปิด ติด หรือแสดงไว้ที่ภาชนะบรรจุไอศกรีมในขนาดหนึ่งหน่วยบริโภค ให้แสดงข้อ
ความตามข้อ 3(11) ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 194) พ.ศ.2543 เรื่อง ฉลาก ลงวันที่
19 กันยายน พ.ศ.2543 โดยจะแสดงไว้ที่ฉลากดังกล่าวหรือไว้ที่หีบห่อของภาชนะที่บรรจุไอศกรีมนั้นก็ได้ (1)
ข้อ 11 ประกาศฉบับนี้
(1) ไม่กระทบกระเทือนถึงใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ซึ่งออกให้ตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 33 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดไอศกรีมเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและ
กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานและวิธีการผลิต ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 101 (พ.ศ.2529) เรื่อง กำหนดไอศกรีมเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนด
คุณภาพหรือมาตรฐานและวิธีการผลิต (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2529 ก่อนประกาศนี้ใช้
บังคับยังคงใช้ได้ต่อไป
(2) ให้ใบสำคัญการใช้ฉลากอาหาร ซึ่งออกให้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 68 (พ.ศ.2525) เรื่อง ฉลาก ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2525 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวง
สาธารณสุข ฉบับที่ 95 (พ.ศ.2528) เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2528 และฉบับที่
เกี่ยวข้องก่อนประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้ไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ”
ข้อ 12 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าไอศกรีมที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอรับ
เลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการผ่อนผัน
การปฏิบัติตามข้อ 8 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไป
จนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 13 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2544 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 70 ง. ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544)
-----------------------------------------------------------
(1) ความในข้อ 10 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 222) พ.ศ.2544 ถูกยกเลิก โดยข้อ 1 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 257) พ.ศ.2541 เรื่อง ไอศกรีม (ฉบับที่ 2) (119 ร.จ. ตอนที่ 54 ง. (ฉบับพิเศษ แผนกราชกิจจาฯ) ลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2545) และใช้ข้อความ
แทนใหม่แล้ว
269
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 223) พ.ศ.2544
เรื่อง วัตถุแต่งกลิ่นรส
------------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง การแสดงฉลากของ
วัตถุแต่งกลิ่นรส
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(7) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 120 (พ.ศ.2532) เรื่อง การแสดงฉลาก
ของวัตถุแต่งกลิ่นรส ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532
ข้อ 2 ให้วัตถุแต่งกลิ่นรส เป็นอาหารที่ต้องมีฉลาก
ข้อ 3 วัตถุแต่งกลิ่นรส หมายความว่า วัตถุที่นำมาใช้แต่งกลิ่นหรือรสของอาหาร แบ่งออกเป็น
3 ชนิด ได้แก่
(1) วัตถุแต่งกลิ่นรสธรรมชาติ หมายความว่า วัตถุแต่งกลิ่นรสที่ได้จากพืชหรือสัตว์ที่
ปกติมนุษย์ใช้บริโภค โดยผ่านวิธีทางกายภาพ
(2) วัตถุแต่งกลิ่นรสเลียนธรรมชาติ หมายความว่า วัตถุแต่งกลิ่นรสที่ได้จากการแยก
วัตถุที่ให้กลิ่นรสโดยวิธีทางเคมีหรือได้จากวัตถุที่สังเคราะห์ขึ้น โดยวัตถุที่แยกหรือสังเคราะห์ขึ้นนั้นจะต้องมี
คุณลักษณะทางเคมีเหมือนวัตถุที่พบในผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ปกติมนุษย์ใช้บริโภค และให้หมายความ
รวมถึงวัตถุแต่งกลิ่นรสเลียนธรรมชาติที่มีวัตถุแต่งกลิ่นรสธรรมชาติผสมอยู่ด้วย
(3) วัตถุแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์ หมายความว่า วัตถุแต่งกลิ่นรสที่ได้จากวัตถุที่ยังไม่เคย
พบในผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ปกติมนุษย์ใช้บริโภค และให้หมายความรวมถึงวัตถุแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์ที่มี
วัตถุแต่งกลิ่นรสธรรมชาติ หรือวัตถุแต่งกลิ่นรสเลียนธรรมชาติผสมอยู่ด้วย
ข้อ 4 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าวัตถุแต่งกลิ่นรสเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 5 การแสดงฉลากของวัตถุแต่งกลิ่นรส ให้ปฏิบัติดังนี้
(1) ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก ยกเว้นข้อ 3 ข้อ 4 และ
ข้อ 5 ให้ปฏิบัติตามประกาศนี้
(2) ฉลากของวัตถุแต่งกลิ่นรสที่จำหน่ายต่อผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย
แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และจะต้องมีข้อความแสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(2.1) ชื่ออาหาร โดยมีข้อความว่า “วัตถุแต่งกลิ่นรสธรรมชาติ”, “วัตถุแต่งกลิ่นรส
เลียนธรรมชาติ” หรือ “วัตถุแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์” กำกับไว้ด้วย แล้วแต่กรณี
270
(2.2) เลขสารบบอาหาร
(2.3) วัตถุประสงค์หรือประโยชน์ในการใช้ พร้อมวิธีใช้
(2.4) ปริมาณสุทธิของอาหารเป็นระบบเมตริก
(2.4.1) วัตถุแต่งกลิ่นรสที่เป็นของแข็ง ให้แสดงน้ำหนักสุทธิ
(2.4.2) วัตถุแต่งกลิ่นรสที่เป็นของเหลว ให้แสดงปริมาตรสุทธิ
(2.4.3) วัตถุแต่งกลิ่นรสที่มีลักษณะครึ่งแข็งครึ่งเหลว อาจแสดงเป็นน้ำหนัก
สุทธิหรือปริมาตรสุทธิก็ได้
(2.5) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุสำหรับวัตถุแต่งกลิ่นรสที่ผลิตใน
ประเทศ ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้า และประเทศผู้ผลิตสำหรับวัตถุแต่งกลิ่นรสที่นำเข้า แล้วแต่กรณี
สำหรับวัตถุแต่งกลิ่นรสที่ผลิตในประเทศ อาจแสดงชื่อและที่ตั้งสำนักงานใหญ่
ของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุก็ได้
(2.6) ชนิดและปริมาณของสีที่ผสมในวัตถุแต่งกลิ่นรส (ถ้ามี)
(2.7) คำแนะนำในการเก็บรักษา (ถ้ามี)
(2.8) เดือนและปีที่ผลิต หรือวันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค หรือวันเดือน
และปีที่อาหารยังมีคุณภาพหรือมาตรฐานดี โดยมีข้อความว่า “ผลิต” หรือ “หมดอายุ” หรือ “ควรบริโภคก่อน”
กำกับไว้ด้วย แล้วแต่กรณี
การแสดงข้อความตามวรรคแรก จะต้องแสดงให้เรียงตามลำดับของ
วันเดือนปีตามที่กำหนด กรณีการแสดงเดือนอาจแสดงโดยใช้ตัวอักษรแทนได้
(2.9) ข้อความที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด (ถ้ามี)
ข้อ 6 ฉลากของวัตถุแต่งกลิ่นรสที่มิได้จำหน่ายต่อผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย
เว้นแต่วัตถุแต่งกลิ่นรสที่นำเข้าอาจแสดงข้อความเป็นภาษาอังกฤษก็ได้ และอย่างน้อยต้องมีข้อความ ดังต่อไปนี้
(1) ชื่ออาหาร โดยมีข้อความว่า “วัตถุแต่งกลิ่นรสธรรมชาติ”, “วัตถุแต่งกลิ่นรสเลียน
ธรรมชาติ” หรือ “วัตถุแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์” กำกับไว้ด้วย แล้วแต่กรณี
(2) เลขสารบบอาหาร
(3) ปริมาณสุทธิของอาหารเป็นระบบเมตริก
(4) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุสำหรับวัตถุแต่งกลิ่นรสที่ผลิตในประเทศ
ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้าและประเทศผู้ผลิตสำหรับวัตถุแต่งกลิ่นรสที่นำเข้า แล้วแต่กรณี
สำหรับวัตถุแต่งกลิ่นรสที่ผลิตในประเทศ อาจแสดงชื่อและที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ
ผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุก็ได้
(5) เดือนและปีที่ผลิต หรือวันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค หรือวันเดือนและปีที่
อาหารยังมีคุณภาพหรือมาตรฐานดี โดยมีข้อความว่า “ผลิต” หรือ “หมดอายุ” หรือ “ควรบริโภคก่อน”
กำกับไว้ด้วย แล้วแต่กรณี
การแสดงข้อความตามวรรคแรก จะต้องแสดงให้เรียงตามลำดับของวันเดือนปี
ตามที่กำหนด กรณีการแสดงเดือนอาจแสดงโดยใช้ตัวอักษรแทนได้
(6) ข้อความตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด (ถ้ามี)
271
ข้อ 7 ให้ใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 120 (พ.ศ.
2532) เรื่อง การแสดงฉลากของวัตถุแต่งกลิ่นรส ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2532 ซึ่งออกให้ก่อนวันที่
ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 8 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าวัตถุแต่งกลิ่นรสที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ยื่นคำขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้
รับการผ่อนผันจากการปฏิบัติตามข้อ 4 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิม
ที่เหลืออยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 9 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2544 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 70 ง. ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544)
272
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 224) พ.ศ.2544
เรื่อง ขนมปัง
-----------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง การแสดงฉลากของขนมปัง
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(7) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 81 (พ.ศ.2527) เรื่อง การแสดงฉลาก
ของขนมปัง ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2527
ข้อ 2 ให้ขนมปังในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท เป็นอาหารที่ต้องมีฉลาก
ข้อ 3 ขนมปัง หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแป้งและหมักด้วยยีสต์ให้ขึ้น แล้วอบ ซึ่งอาจ
จะผสมวัตถุอื่นที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น ลูกพรุน ลูกเกด ช็อกโกแลต เป็นต้น ส่วนที่ผสมลงไปอาจ
ปนเป็นเนื้อเดียวกันกับขนมปังหรือไม่ก็ได้ แต่ทั้งนี้ไม่รวมขนมปังที่สอดไส้หรือใส่ไส้
ข้อ 4 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าขนมปังในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 5 การแสดงฉลากของขนมปังในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ให้ปฏิบัติดังนี้
(1) ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่องฉลาก ยกเว้นข้อ 3 ให้ปฏิบัติ
ตามประกาศนี้
(2) ฉลากของขนมปังในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่จำหน่ายต่อผู้บริโภค ต้องมีข้อความ
เป็นภาษาไทยแต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และจะต้องมีข้อความแสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(2.1) ชื่ออาหาร (ถ้ามี)
(2.2) เลขสารบบอาหาร
(2.3) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุสำหรับขนมปังในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท
ที่ผลิตในประเทศ ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้าและประเทศผู้ผลิตสำหรับขนมปังในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่นำเข้า
แล้วแต่กรณี
สำหรับขนมปังในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่ผลิตในประเทศ อาจแสดงชื่อและ
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุก็ได้
(2.4) น้ำหนักสุทธิของอาหารเป็นระบบเมตริก
(2.5) ส่วนประกอบที่สำคัญเป็นร้อยละของน้ำหนักโดยประมาณ และให้แสดง
เรียงตามลำดับปริมาณจากมากไปน้อย
273
(2.6) วันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค หรือ วันเดือนและปีที่อาหารยังมีคุณภาพ
หรือมาตรฐานดี โดยมีข้อความว่า “หมดอายุ” หรือ “ควรบริโภคก่อน” กำกับไว้ด้วย แล้วแต่กรณี
การแสดงข้อความตามวรรคแรก จะต้องแสดงให้เรียงตามลำดับของ
วันเดือนปีตามที่กำหนด กรณีการแสดงเดือนอาจแสดงโดยใช้ตัวอักษรแทนได้
(2.7) คำแนะนำในการเก็บรักษา (ถ้ามี)
(2.8) ข้อความว่า “ใช้วัตถุกันเสีย” ถ้ามีการใช้
ข้อ 6 ให้ใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 81 (พ.ศ.2527)
เรื่อง การแสดงฉลากของขนมปังในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2527 ซึ่งออกให้ก่อน
วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 7 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าขนมปังในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิทที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศ
นี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าว
แล้วให้ได้รับการผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 4 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลาก
เดิมที่เหลืออยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 8 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2544 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 70 ง. ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544)
274
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 225) พ.ศ.2544
เรื่อง น้ำเกลือปรุงอาหาร
--------------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง การแสดงฉลากของ
น้ำเกลือปรุงอาหาร
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(7) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่ง
มาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้
กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้
ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 73 (พ.ศ.2526) เรื่อง การแสดงฉลาก
ของน้ำเกลือปรุงอาหาร ลงวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2526
ข้อ 2 ให้น้ำเกลือปรุงอาหารเป็นอาหารที่ต้องมีฉลาก
ข้อ 3 น้ำเกลือปรุงอาหาร หมายถึง ของเหลวที่มีเกลือเป็นส่วนประกอบหลักและอาจผสมวัตถุอื่น
ที่ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคด้วยหรือไม่ก็ได้
ข้อ 4 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าน้ำเกลือปรุงอาหารเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 5 การแสดงฉลากของน้ำเกลือปรุงอาหาร ให้ปฏิบัติดังนี้
(1) ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก ยกเว้นข้อ 3 ข้อ 10
ข้อ 11 ข้อ 12 และข้อ 13 ให้ปฏิบัติตามประกาศนี้
(2) ฉลากของน้ำเกลือปรุงอาหารที่จำหน่ายต่อผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย
แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และจะต้องมีข้อความแสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(2.1) ชื่ออาหาร (ถ้ามี)
(2.2) เลขสารบบอาหาร
(2.3) ข้อความว่า “น้ำเกลือปรุงอาหาร” ด้วยตัวอักษรขนาดความสูงไม่น้อยกว่า
1 เซนติเมตร
(2.4) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุสำหรับน้ำเกลือปรุงอาหารที่ผลิตใน
ประเทศ ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้าและประเทศผู้ผลิตสำหรับน้ำเกลือปรุงอาหารนำเข้า แล้วแต่กรณี
สำหรับน้ำเกลือปรุงอาหารที่ผลิตในประเทศ อาจแสดงชื่อและที่ตั้งสำนักงานใหญ่
ของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุก็ได้
(2.5) ปริมาตรสุทธิของอาหารเป็นระบบเมตริก
275
(2.6) ส่วนประกอบที่สำคัญเป็นร้อยละของน้ำหนักโดยประมาณ และให้แสดง
เรียงตามลำดับปริมาณจากมากไปน้อย
(2.7) เดือนและปีที่ผลิต หรือ วันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค หรือ วันเดือน
และปีที่อาหารยังมีคุณภาพหรือมาตรฐานดี โดยมีข้อความว่า “ผลิต” หรือ “หมดอายุ” หรือ “ควรบริโภคก่อน”
กำกับไว้ด้วย แล้วแต่กรณี
การแสดงข้อความตามวรรคแรก จะต้องแสดงให้เรียงตามลำดับของ
วันเดือนปีตามที่กำหนด กรณีการแสดงเดือนอาจแสดงโดยใช้ตัวอักษรแทนได้
(2.8) ข้อความว่า “ใช้วัตถุกันเสีย” ถ้ามีการใช้
(2.9) ข้อความว่า “เจือสีธรรมชาติ” หรือ “เจือสีสังเคราะห์” ถ้ามีการใช้ แล้วแต่กรณี
(2.10) ข้อความว่า “ใช้ ...... เป็นวัตถุปรุงแต่งรสอาหาร” (ความที่เว้นไว้ให้ระบุชื่อ
ของวัตถุปรุงแต่งรสอาหารที่ใช้)
(2.11) ข้อความว่า “ใช้ .......... เป็นวัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล” ถ้ามีการใช้
(ความที่เว้นไว้ให้ระบุชื่อของวัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ใช้) ด้วยตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่า
2 มิลลิเมตร สีของตัวอักษรตัดกับสีพื้นของฉลาก”
(3) ฉลากของอาหารต้องไม่มีข้อความว่า ปู ปลา ปลาหมึก กุ้ง กั้ง หรือหอย และต้อง
ไม่มีรูป รูปภาพ รอยประดิษฐ์ เครื่องหมายหรือเครื่องหมายการค้าเป็นรูป ปู ปลา ปลาหมึก กุ้ง กั้ง หรือหอย
แล้วแต่กรณี
(4) การแสดงสีของพื้นฉลากและสีของข้อความในฉลาก ต้องใช้สีที่ตัดกันซึ่งทำให้
ข้อความที่ระบุอ่านได้ชัดเจน ขนาดของตัวอักษรต้องสัมพันธ์กับขนาดของพื้นที่ฉลาก เว้นแต่ข้อความ
ดังต่อไปนี้ ต้องมีขนาดตัวอักษร ตำแหน่ง และแบบตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด
(4.1) เลขสารบบอาหาร
(4.2) ข้อความที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด (ถ้ามี)
ข้อ 6 ให้ใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 73 (พ.ศ.2526)
เรื่อง การแสดงฉลากของน้ำเกลือปรุงอาหาร ลงวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2526 ซึ่งออกให้ก่อนวันที่ประกาศนี้
ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 7 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าน้ำเกลือปรุงอาหารที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ยื่นคำขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้
รับการผ่อนผันจากการปฏิบัติตามข้อ 4 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิม
ที่เหลืออยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 8 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 70 ง. ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544)
276
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 226) พ.ศ.2544
เรื่อง เนยใสหรือกี (Ghee)
-----------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง กี (Ghee)
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิก
(1) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 32 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดกี (Ghee)
เป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
(2) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 53 (พ.ศ.2523) เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 32 (พ.ศ.2522) ลงวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2523
ข้อ 2 ให้เนยใสหรือกี (Ghee) เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 3 เนยใสหรือกี (Ghee) หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม หรือครีม หรือเนย ซึ่งจะใส่
จุลินทรีย์หรือไม่ก็ตาม โดยแยกธาตุน้ำนมไม่รวมมันเนยและระเหยเอาน้ำออก และให้หมายความรวมถึง
เนยใสหรือกีที่ทำจากน้ำมันหรือไขมันชนิดอื่นตามกรรมวิธี และอาจปรุงแต่งสี กลิ่น และทำให้มีลักษณะใน
ทำนองเดียวกับเนยใสหรือกี ซึ่งเรียกว่า เนยใสเทียมหรือกีเทียม และเนยใสหรือกีที่ผสมกับเนยใสเทียมหรือ
กีเทียม ซึ่งเรียกว่า เนยใสผสมหรือกีผสม ด้วย
ข้อ 4 เนยใสหรือกีที่ทำจากนม หรือครีม หรือเนย ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีมันเนยไม่น้อยกว่าร้อยละ 99.6 ของน้ำหนัก
(2) ไม่มีวัตถุกันเสีย
(3) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(4) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ข้อ 5 เนยใสเทียมหรือกีเทียม ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีน้ำมันไม่น้อยกว่าร้อยละ 99.0 ของน้ำหนัก
(2) มีค่าของกรด (Acid Value) คิดเป็นมิลลิกรัมโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์
1 กรัม ไม่เกิน 0.6 ต่อกีเทียม
(3) ไม่มีวัตถุกันเสีย
(4) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(5) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(6) ไม่มีน้ำมันแร่
277
ข้อ 6 เนยใสผสมหรือกีผสม ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) มีน้ำมันและมันเนยรวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 99.0 ของน้ำหนัก
(2) มีค่าของกรด (Acid Value) คิดเป็นมิลลิกรัมโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ ต่อกีผสม
1 กรัม ไม่เกิน 8.0
(3) ไม่มีวัตถุกันเสีย
(4) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(5) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(6) ไม่มีน้ำมันแร่
ข้อ 7 การใช้วัตถุเจือปนอาหาร ให้ใช้ได้ตามชนิดและปริมาณที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายประกาศนี้
ข้อ 8 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเนยใสหรือกีเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 9 การใช้ภาชนะบรรจุเนยใสหรือกี ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ภาชนะบรรจุ
ข้อ 10 การแสดงฉลากของเนยใสหรือกี ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย
เรื่อง ฉลาก
ข้อ 11 ให้ใบสำคัญ ก ารขึ้นทะเบียนตำรับ อาหารหรือใบสำคัญ การใช้ฉลากอาหาร
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 32 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดกีเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและ
กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่
53 (พ.ศ.2523) เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 32 (พ.ศ.2522) ลงวันที่ 18
กรกฎาคม พ.ศ.2523 ซึ่งออกให้ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่
ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 12 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าเนยใสหรือกีที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอ
รับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการ
ผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 8 ภายในสองปีนับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่
ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 13 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2544 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 70 ง. ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544)
278
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 227) พ.ศ.2544
เรื่อง เนย
------------------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง เนย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 30 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดเนยเป็น
อาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
ข้อ 2 ให้เนย เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
ข้อ 3 เนย (Butter) หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากส่วนที่เป็นไขมันของนมซึ่งผ่านกรรมวิธี
การผลิต และอาจเติมไวตามินหรือวัตถุอื่นใดที่จำเป็นต่อกรรมวิธีการผลิต
ข้อ 4 เนย ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐาน ดังต่อไปนี้
(1) ไม่มีกลิ่นหืน
(2) มีมันเนยไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของน้ำหนัก
(3) มีธาตุน้ำนมไม่รวมมันเนย (Milk Solids Non Fat) ได้ไม่เกินร้อยละ 2 ของน้ำหนัก
(4) มีเกลือโซเดียมคลอไรด์ได้ไม่เกินร้อยละ 4 ของน้ำหนัก
(5) มีน้ำได้ไม่เกินร้อยละ 16 ของน้ำหนัก
(6) ไม่มีวัตถุกันเสีย
(7) ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค
(8) ไม่มีสารเป็นพิษจากจุลินทรีย์ในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
(9) ตรวจพบสารปนเปื้อนจากตะกั่ว ไม่เกิน 0.05 มิลลิกรัมต่อเนย 1 กิโลกรัม
ข้อ 5 การใช้วัตถุเจือปนอาหารให้ใช้ได้ตามประเภท ชนิด และปริมาณ ที่กำหนดไว้ในบัญชี
แนบท้ายประกาศนี้
ในกรณีที่ไม่มีมาตรฐานกำหนดไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้ได้ตามมาตรฐาน เอฟ เอ โอ/
ดับบลิว เอช โอ, โคเด็กซ์ (Joint FAO/WHO, Codex) ที่ว่าด้วยเรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร และฉบับที่ได้แก้ไข
เพิ่มเติม
ข้อ 6 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเนยเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย
เรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 7 การใช้ภาชนะบรรจุเนย ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง
ภาชนะบรรจุ
279
ข้อ 8 การแสดงฉลากของเนย ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
ข้อ 9 ให้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 30 (พ.ศ.2522) เรื่อง เนย ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522 ซึ่งออกให้ก่อนวันที่
ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับตั้งแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 10 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าเนยที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ยื่นคำขอรับ
เลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้รับการผ่อนผัน
การปฏิบัติตามข้อ 6 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไป
จนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 11 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2544 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 70 ง. ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544)
280
บัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 227) พ.ศ.2544
เรื่อง เนย
อันดับ ประเภทวัตถุเจือปนอาหาร ชื่อวัตถุเจือปนอาหาร
ปริมาณสูงสุดที่ให้
ใช้ได้เป็นมิลลิกรัม
ต่อกิโลกรัม (Step)
หมายเหตุ
1.1 เบตา-คาโรทีน (beta-carotene) 25
1.2 สีคำแสด (annatto) 20 คำนวณเป็น Bixin
หรือ Norbixin ทั้งหมด
1.3 คาโรทีนธรรมชาติ (carotenes) 600
1.4 เบตา-อะโป-คาโรทีนาล (β-apo-carotenal) 35
1. สี (colour) ให้ใช้ได้เพื่อความ
มุ่งหมายที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์มีสี
เหมือนธรรมชาติ
1.5 เมทิลและเอทิลเอสเทอร์ของกรดเบตา-อะโป-8’-คาโรทีโนอิค
แอซิด (β-apo-8’-carotenoic acid, methyl or ethyl ester)
35
(2.1) โซเดียมฟอสเฟต (Sodium phosphate) 2,000
(2.2) โซเดียมคาร์บอเนต (Sodium carbonate) ปริมาณที่เหมาะสม
(2.3) โซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต (Sodium hydrogen carbonate) ปริมาณที่เหมาะสม
(2.4) โซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium hydroxide) ปริมาณที่เหมาะสม
2. สารปรับความเป็นกรด-ด่าง
(Acidity Regulators)
(2.5) แคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Calcium hydroxide) ปริมาณที่เหมาะสม
281
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 228) พ.ศ.2544
เรื่อง หมากฝรั่งและลูกอม
------------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง การแสดงฉลากของ
หมากฝรั่งและลูกอม
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(7) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร
พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิก
(1) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 96 (พ.ศ.2528) เรื่อง การแสดงฉลากของ
หมากฝรั่งและลูกอม ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2528
(2) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 131 (พ.ศ.2533) เรื่อง การแสดงฉลากของ
หมากฝรั่งและลูกอม (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2533
ข้อ 2 ให้หมากฝรั่งและลูกอม เป็นอาหารที่ต้องมีฉลาก
ข้อ 3 หมากฝรั่ง หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางไม้บางชนิดปรุงให้มีกลิ่นและรสต่าง ๆ
เมื่อเคี้ยวจะยืดหยุ่นคล้ายยาง
ลูกอม หมายความว่า ผลิตภัณฑ์สำหรับใช้อมหรือเคี้ยวที่มีการแต่งรสใด ๆ มีน้ำตาล
เป็นส่วนประกอบหลัก และอาจมีส่วนประกอบอื่น ๆ เพื่อปรุงแต่งกลิ่นรสด้วยหรือไม่ก็ได้
ข้อ 4 การแสดงฉลากของหมากฝรั่งและลูกอม ให้ปฏิบัติดังนี้
(1) ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่องฉลาก ยกเว้นข้อ 3 ให้ปฏิบัติ
ตามประกาศนี้
(2) ฉลากของหมากฝรั่งและลูกอมที่จำหน่ายต่อผู้บริโภค ต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย
แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และจะต้องมีข้อความแสดงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
(2.1) ชื่ออาหาร
(2.2) เลขสารบบอาหาร
(2.3) ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิตหรือผู้แบ่งบรรจุสำหรับหมากฝรั่งและลูกอมที่ผลิตใน
ประเทศ ชื่อและที่ตั้งของผู้นำเข้าและประเทศผู้ผลิตสำหรับหมากฝรั่งและลูกอมที่นำเข้า แล้วแต่กรณี
สำหรับหมากฝรั่งและลูกอมที่ผลิตในประเทศ อาจแสดงชื่อและที่ตั้งสำนักงานใหญ่
ของผู้ผลิตหรือของผู้แบ่งบรรจุก็ได้
(2.4) น้ำหนักสุทธิของอาหารเป็นระบบเมตริก
(2.5) ปริมาณน้ำตาลและ/หรือวัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลเป็นร้อยละของ
น้ำหนักโดยประมาณ และให้แสดงเรียงตามลำดับปริมาณจากมากไปน้อย
282
(2.6) ข้อความว่า “ใช้วัตถุกันเสีย” ถ้ามีการใช้
(2.7) ข้อความว่า “เจือสีธรรมชาติ” หรือ “เจือสีสังเคราะห์” ถ้ามีการใช้แล้วแต่กรณี
(2.8) ข้อความว่า “ใช้ ……. เป็นวัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล” (ความที่เว้นไว้
ให้ระบุชื่อของวัตถุที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลที่ใช้) ด้วยตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่า 2 มิลลิเมตร สีของ
ตัวอักษรตัดกับสีพื้นของฉลาก
(2.9) ข้อความว่า “แต่งกลิ่นธรรมชาติ” “แต่งกลิ่นเลียนธรรมชาติ” “แต่งกลิ่น
สังเคราะห์” “แต่งรสธรรมชาติ” หรือ “แต่งรสเลียนธรรมชาติ” ถ้ามีการใช้แล้วแต่กรณี
(2.10) เดือนและปีที่ผลิต หรือ วันเดือนและปีที่หมดอายุการบริโภค หรือ วันเดือนและปี
ที่อาหารยังมีคุณภาพหรือมาตรฐานดี โดยมีข้อความว่า “ผลิต” หรือ “หมดอายุ” หรือ “ควรบริโภคก่อน”
กำกับไว้ด้วย แล้วแต่กรณี
การแสดงข้อความตามวรรคแรก จะต้องแสดงให้เรียงตามลำดับของวันเดือนปี
ตามที่กำหนด กรณีการแสดงเดือนอาจแสดงโดยใช้ตัวอักษรแทนได้
(2.11) ข้อความที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาประกาศกำหนด (ถ้ามี)
สำหรับฉลากที่ปิด หรือติด หรือแสดงไว้ที่ภาชนะบรรจุที่ใส่ หรือห่อ หรือ
สัมผัสโดยตรงกับอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาอาจอนุญาตให้แสดงเฉพาะข้อความตาม
(2.1)(2.2)(2.3)(2.5) และ (2.11) ก็ได้
ข้อ 6 ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าหมากฝรั่งและลูกอมเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร
ข้อ 7 ให้ใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 96 (พ.ศ.
2528) เรื่อง หมากฝรั่งและลูกอม ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2528 และฉบับที่ 131 (พ.ศ.2533) เรื่อง
หมากฝรั่งและลูกอม (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ.2533 ซึ่งออกไว้ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับยังคง
ใช้ได้ต่อไปอีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 8 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าหมากฝรั่งและลูกอมที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ยื่นคำขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้
รับการผ่อนผันการปฏิบัติตามข้อ 6 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้ฉลากเดิมที่
เหลืออยู่ต่อไปจนกว่าจะหมดแต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 9 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2544 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 70 ง. ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544)
283
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 229) พ.ศ.2544
เรื่อง ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 162) พ.ศ.2538
----------------------------------------------------
เนื่องด้วยการกำกับดูแลอาหารบางชนิดที่นำเข้าเพื่อจำหน่าย ซึ่งได้แก่ พืชผักและผลไม้ที่อยู่ใน
สภาพสดรวมทั้งแช่เย็นหรือแช่แข็ง และอาหารดังกล่าวที่ผลิตในประเทศยังมีความแตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อให้
การกำกับดูแลอาหารกลุ่มดังกล่าวทั้งผลิตและนำเข้าให้เป็นแนวทางเดียวกัน ประกอบกับในส่วนการแสดง
ฉลากอาหารกลุ่มดังกล่าวมีการกำหนดไว้ในประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 194) พ.ศ.2543 แล้ว
จึงเห็นสมควรให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 162) พ.ศ.2538 เรื่อง การแสดงฉลากของ
อาหารบางชนิดที่นำเข้าเพื่อจำหน่าย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(10) แห่งพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522
อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา
29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้
กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้
ดังต่อไปนี้
“ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 162) พ.ศ.2538 เรื่อง การแสดงฉลากของ
อาหารบางชนิดที่นำเข้าเพื่อจำหน่าย ลงวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2538”
ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 70 ง. ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544)
284
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 230) พ.ศ.2544
เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2)
----------------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะ
บรรจุที่ปิดสนิท
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(1)(2)(4)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกความในข้อ 10 ของประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 214) พ.ศ.2543
เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2543 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 10 ประกาศฉบับนี้
(1) ไม่กระทบกระเทือนถึงใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร ซึ่งออกให้ตามประกาศ
กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 62 (พ.ศ.2524) เรื่อง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ลงวันที่ 7 กันยายน
พ.ศ.2524 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 180) พ.ศ.2540 เรื่อง เครื่องดื่มใน
ภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2540 ก่อนประกาศนี้ใช้บังคับ โดยใบสำคัญ
ดังกล่าวยังคงใช้ได้ต่อไป
(2) ให้ใบสำคัญการใช้ฉลากอาหาร ซึ่งออกให้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 68
(พ.ศ.2525) เรื่อง ฉลาก ลงวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2525 แก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงสาธารณสุข
ฉบับที่ 95 (พ.ศ.2528) เรื่อง ฉลาก (ฉบับที่ 2) ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2528 และฉบับที่เกี่ยวข้องก่อน
ประกาศนี้ใช้บังคับยังคงใช้ต่อไปได้ไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ”
ข้อ 2 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2544 เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 70 ง. ลงวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2544)
285
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 232) พ.ศ.2544
เรื่อง ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2522)
----------------------------------------------
เนื่องด้วยในปัจจุบันน้ำที่เหลือจากการผลิตโมโนโซเดียมกลูตาเมตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มิได้
จำหน่ายโดยตรงต่อผู้บริโภค แต่ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารอื่น ได้แก่ ซอส ซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำเกลือปรุง
อาหาร เป็นต้น ซึ่งอาหารดังกล่าวมีประกาศกระทรวงสาธารณสุขเฉพาะเรื่องควบคุมคุณภาพหรือมาตรฐาน
อยู่แล้ว ประกอบกับในส่วนของสารปนเปื้อนนั้นก็มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 (พ.ศ.2529) เรื่อง
มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน รองรับอยู่แล้ว จึงเห็นสมควรให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 14
(พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานและฉลาก สำหรับน้ำที่เหลือจากการผลิตโมโนโซเดียมกลูตาเมต
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6) และ (10) แห่งพระราชบัญญัติ
อาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ
บุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
“ให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 14 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือ
มาตรฐานและฉลาก สำหรับน้ำที่เหลือจากการผลิตโมโนโซเดียมกลูตาเมท ลงวันที่ 24 สิงหาคม พ.ศ.2522”
ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 82 ง. ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2544)
286
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 233) พ.ศ.2544
เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522)
เรื่อง กำหนดน้ำมันถั่วลิสงเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต
และฉลาก สำหรับน้ำมันถั่วลิสง
----------------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง น้ำมันถั่วลิสง
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกความในข้อ 1 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522) เรื่อง
กำหนดน้ำมันถั่วลิสงเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต และฉลาก
สำหรับน้ำมันถั่วลิสง ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 1 ให้น้ำมันถั่วลิสงเป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน”
ข้อ 2 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของข้อ 2 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่
23 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำมันถั่วลิสงเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน
วิธีการผลิต และฉลากสำหรับน้ำมันถั่วลิสง ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
“ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าน้ำมันถั่วลิสงเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร”
ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในข้อ 7 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522) เรื่อง
กำหนดน้ำมันถั่วลิสงเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต และฉลาก
สำหรับน้ำมันถั่วลิสง ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 7 การใช้ภาชนะบรรจุน้ำมันถั่วลิสง ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วย
เรื่อง ภาชนะบรรจุ”
ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในข้อ 8 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522) เรื่อง
กำหนดน้ำมันถั่วลิสงเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต และฉลาก
สำหรับน้ำมันถั่วลิสง ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 8 การแสดงฉลากของน้ำมันถั่วลิสง
(1) ให้ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง ฉลาก
(2) ให้แสดงคำว่า “น้ำมันถั่วลิสงธรรมชาติ” หรือ “น้ำมันถั่วลิสงผ่านกรรมวิธี”
หรือ “น้ำมันถั่วลิสงธรรมชาติผสมน้ำมัน …..” หรือ “หรือน้ำมันถั่วลิสงผ่านกรรมวิธีผสมน้ำมัน …..”
ด้วยตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่า 5 มิลลิเมตร ใต้ชื่อทางการค้าของน้ำมันนั้น
287
(3) ให้แสดงชนิด วิธีที่ผลิต และอัตราส่วนของน้ำมันอื่น หรือไขมันที่ผสมใน
น้ำมันถั่วลิสงด้วยตัวอักษรขนาดไม่เล็กกว่า 3 มิลลิเมตร ถัดจากข้อความที่ต้องระบุตาม (2)
(4) ให้แสดง วันเดือนปี ที่ผลิตจากโรงงานที่ผลิต และ วันเดือนปีที่แบ่งบรรจุ ด้วย
สำหรับอาหารที่นำเข้ามาแบ่งบรรจุในประเทศ”
ข้อ 5 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ 10 และข้อ 11 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23
(พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำมันถั่วลิสงเป็นอาหารควบคุมเฉพาะและกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต
และฉลากสำหรับน้ำมันถั่วลิสง ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2522
“ข้อ 10 ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 23 (พ.ศ.2522) เรื่อง กำหนดน้ำมันถั่วลิสงเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ
และกำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน วิธีการผลิต และฉลากสำหรับน้ำมันถั่วลิสง ลงวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.
2522 ซึ่งออกให้ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ต่อไปได้อีกสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ข้อ 11 ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้าน้ำมันถั่วลิสงที่ได้รับอนุญาตอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ
ยื่นคำขอรับเลขสารบบอาหารภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อยื่นคำขอดังกล่าวแล้วให้ได้
รับการผ่อนผันการปฏิบัติตามวรรค 2 ของข้อ 2 ภายในสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ และให้คงใช้
ฉลากเดิมต่อไปได้แต่ต้องไม่เกินสองปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ”
ข้อ 6 ประกาศนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2544
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
(ราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 118 ตอนพิเศษ 82 ง. ลงวันที่ 22 สิงหาคม พ.ศ.2544)
288
(สำเนา)
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
(ฉบับที่ 234) พ.ศ.2544
เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันปาล์ม
--------------------------------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง น้ำมันปาล์ม
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6(3)(4)(5)(6)(7) และ (10) แห่งพระราช
บัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ
เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 35 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกความในข้อ 1 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) เรื่อง
น้ำมันปาล์ม ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2524 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 1 ให้น้ำมันปาล์มที่ได้จากผลของต้นปาล์มที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า อีเลอีส กีนีเอ็นซิส
(Elaeis guineensis) เป็นอาหารที่กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน”
ข้อ 2 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของข้อ 3 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่
56 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันปาล์ม ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2524
“ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าน้ำมันปาล์มเพื่อจำหน่าย ต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง
สาธารณสุขว่าด้วยเรื่อง วิธีการผลิต เครื่องมือเครื่องใช้ในการผลิต และการเก็บรักษาอาหาร”
ข้อ 3 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ 10 และข้อ 11 แห่งประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56
(พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันปาล์ม ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2524 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ 10 ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับอาหารหรือใบสำคัญการใช้ฉลากอาหารตาม
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 56 (พ.ศ.2524) เรื่อง น้ำมันปาล์ม ลงวันที่ 20 มกราคม พ.ศ.2524
ซึ่งออกให้ก่อนวันที่ประกาศนี |