ReadyPlanet.com
dot


วิสันทัศน์ผู้บริหาร JSP Pharma
International Trading Department
Available packaging services
Product quality control
business-development
Frequency asked question
FINTECH
GMP ยา
TMC
ติดต่อเรา JSP Pharma
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา


การเริ่มต้นธุรกิจ(0-ล้าน) ล้านแรก

  บทที่ 3 การเริ่มต้นธุรกิจ(0-ล้านล้านแรก

   สำหรับบทนี้เป็นการเริ่มต้นธุรกิจซึ่งวิธีการเตรียมตัวต่างจากผู้ที่มีธุรกิจแล้ว หรือเป็นการต่อยอดธุรกิจ หรือการขยายธุรกิจ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

3.1 เตรียมความพร้อม

   สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยทำธุรกิจและไม่มีประสบการณ์ทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษาจบใหม่นักศึกษามหาบัณฑิตนักวิจัยหรือพนักงานบริษัทที่มีประสบการณ์ทำงานแล้ว

ความรู้ความสามารถพื้นฐาน

 

    ความรู้พื้นฐานกรณีที่สายงานเป็นงานขายอยู่แล้ว ก็จะไม่มีปัญหาสำหรับธุรกิจที่เป็นการค้าขายหรือถ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญก็จะไม่มีปัญหาสำหรับธุรกิจที่ปรึกษาหรือทำงานโปรเจค ความเชี่ยวชาญเพิ่มเติมนอกจากการเป็นพนักงานบริษัทคือความรู้พื้นฐานของการบริหารงานและ บริหารทีมงานซึ่งต่างจากตอนที่เราเป็นหัวหน้างาน ความคิดในนี้จะทำให้เห็นความแตกต่างเลยว่าเจ้าของธุรกิจจะคิดตลอดเวลา ในเรื่องของความอยู่รอดของบริษัทในการเริ่มต้นและเราจะเปิดหาโอกาสต่างๆมากขึ้น ฉะนั้นถ้ายังอยู่ในบริษัทแล้วมีความคิดจะไปทำงานข้างนอกให้เริ่มหาความรู้ในทุกแผนกที่เกี่ยวข้องเช่น ถ้าอยู่ฝ่ายเทคนิคก็ไปทำความเข้าใจงานของการบริหารงานฝ่ายบุคคล งานฝ่ายขาย งานฝ่ายบัญชี และเก็บเงินเพิ่มขึ้นเมื่อออกมาเราจะมีแนวทางและ ทราบว่าองค์กรต้องการอะไรบ้าง ประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วนำมาปรับใช้ตามขนาดขององค์กร

 

   ในความคิดเห็นของผมถ้าแบ่งส่วนธุรกิจเรียกว่าหน้าบ้านและหลังบ้าน ผมมุ่งเน้นการใช้หน้าบ้านนำหลังบ้าน นั่นคือผมจะให้ความสำคัญในเรื่องของหน้าบ้านก่อน เพราะว่าถ้าหน้าบ้านแข็งแกร่งมีลูกค้าเข้ามาอย่างน้อยก็มีกระแสเงินหมุนเวียนเข้ามาในธุรกิจอย่างต่อเนื่องในขณะที่บางท่านที่มาในสายทางเทคนิค หรือผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิจัยอาจจะให้ความสำคัญเรื่องเทคโนโลยีเรื่องระบบ ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องหลังบ้าน แต่เมื่อหน้าบ้านติดต่อลูกค้าไม่ได้ ทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่อง ธุรกิจก็ดำเนินต่อไปได้ยากหากเมื่อธุรกิจเริ่มตั้งไข่ได้แล้ว จึงหันมาให้ความสำคัญหลังบ้านที่เราจะค่อยๆ ปรับระบบให้ดีเพราะถือว่าอยู่รอดแล้ว เราก็สามารถทาหลังบ้านให้แข็งแรงเพื่อให้ธุรกิจยั่งยืนมากขึ้น

การหาประสบการณ์และต้นแบบ

 

    การหาประสบการณ์ลองผิดลองถูกในการเสนอขายในการรับออเดอร์แบบต่างๆ ก็เป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ดีแต่อีกวิธีหนึ่งถ้าไม่ต้องการเจ็บตัวมาก ก็คือการหาที่ปรึกษาและ ตัวอย่างที่เป็นต้นแบบเช่นถ้าเราจะทำธุรกิจรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่มีคนทำอยู่แล้วให้ลองไปดูว่าใครเป็นผู้นำธุรกิจตัวนี้ แล้วลองเอารูปแบบของเค้ามาศึกษา เพื่อดูโครงสร้างของการทำกำไร โครงสร้างตลาด โครงสร้างราคา โครงสร้างการบริหาร แล้วดูว่าถ้ำย่อส่วนมาเป็นธุรกิจเริ่มต้นของเราจะทำได้หรือไม่ ก็จะเป็นการประหยัดเวลาและ ลดการเจ็บตัวไม่ต้องไปลองผิดลองถูก เหมือนกับผมตอนจัดตั้งธุรกิจใหม่ผมก็ไม่รู้วิธีการตั้งราคากับการเซ็ตค่าใช้จ่าย ผมก็เลยดูว่าจะเอาธุรกิจไปเปรียบเทียบกับเจ้าไหนดีเมื่อ

 

   รู้แล้วก็ลองไปหาข้อมูลผมใช้วิธีการหาข้อมูลของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ถึงแม้จะใหญ่แต่ข้อมูลก็ครบ ไปเปิดดูนั่งไล่อ่านหนังสือ เพราะอ่านซักสามสี่บริษัทเราก็จะได้ไอเดียในการเซ็ตโครงสร้างของเราแล้ว พอได้แนวทางแล้วก็ลุยเลยเริ่มจากลุยโดยใช้เงินก้อนเล็กๆไปก่อน หรือดีลไหนที่มีความเสี่ยงก็ลองดูดีลเล็กๆ แล้วค่อยเก็บประสบการณ์ดูว่าดีหรือไม่การลงโฆษณาก็เหมือนกันก็ค่อยๆ ลงแล้วดูว่าเงินไปลงตรงไหนเหมาะสมกับเราที่สุดก่อนลงเงินก้อนใหญ่

การเข้าร่วมกลุ่มสัมมนาต่ำงๆ

 

   สำหรับรายใหม่ การหาความรู้เป็นสิ่งที่ดีมากการสัมมนาฟรีก็มีมากมาย เสียเงินก็มีก็เข้าไปสัมมนาหลากหลายอย่างผมเข้าสัมมนาปีละหลายๆ ครั้ง พอเราได้จดทะเบียนเป็น SME และ มีชื่ออยู่ในกระทรวงพาณิชย์ก็จะมีข้อมูลงบประมาณต่ำงๆสนับสนุนเรา นอกจากจะได้ความรู้แล้ว เรายังได้เพื่อนที่ทำธุรกิจมาก่อนเราเป็นที่ปรึกษาก็ได้  หรือถ้าเป็นพนักงานบริษัทอยากจะลองทำ หาประสบการณ์แล้ว ยังไม่จดทะเบียนธุรกิจการค้ำ อีกวิธีหนึ่งก็คือรอสมัครเป็นตัวแทนขายสินค้ำเพื่อทดลองหาประสบการณ์ในการขายเข้าใจ Mindse tและ วิธีการคิดของนักขายก่อน เพราะถ้าขายได้ธุรกิจจะได้เงิน ผมเริ่มต้นเลยก็คือเข้าไปลองสมัครธุรกิจขายตรง เพื่ออยากรู้ว่าเค้าทำอย่างไรบ้าง มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียเราพูดถึงข้อดีละกันข้อดีคือ เค้าจะสอนเรื่องวิธีคิดสอนเรื่องการหาความรู้เรื่องหนังสือที่จำเป็น ต้องผ่านการอบรมที่น่าจะเข้าไปร่วม ก็จะได้ความรู้เริ่มต้น ข้อดีอีกข้อของขายตรงก็คือ เค้าจะมีวิธีการสอนให้เราขจัดความขี้อาย ให้เรากล้าแสดงออกกล้าขาย แต่อย่าเข้าไปลงลึกจนกระทั่งเราลืมแผนที่เราต้องการเป็นผู้ประกอบการและเป็นเจ้าของกิจการ แล้วจริงๆอย่าลืมวัตถุประสงค์ของเราว่า เราต้องการเข้าไปเพื่อหาความรู้และประสบการณ์เท่านั้น สำหรับผมสิ่งที่ได้ก็คือการกระตุ้นตัวเองเพราะว่าการทำธุรกิจเริ่มต้นมีอุปสรรคมากแน่นอน ถ้าเราท้อซะเองแล้วไม่มีคนมากระตุ้นเราก็จะถอย แต่ถ้าเราสามารถมีพลังในการกระตุ้นตัวเองได้แล้วก็เอาวิธีนี้มาใช้ทาให้เราไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคแล้วมุ่งสู่เป้าหมาย

การหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง

   โดยส่วนตัวผมใช้วิธีอ่านหนังสือเลยครับอ่านให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ความรู้มันจะค่อยๆ ตกผลึก จนเมื่อถึงเหตุการณ์ที่มีความจำเป็นสิ่งที่เราเคยอ่านผ่านตำมันจะถูกรวบรวม ถูกดึงออกมาเป็นวิธีแก้ปัญหาโดยไม่รู้ตัว

   หรือเมื่อพบเจออุปสรรคปัญหาในการทำงานต่างๆแล้วคิดไม่ออก ผมจะเดินเข้าร้านหนังสือไปเลยแล้วเดี๋ยวเรดาร์ของเรามันจะชี้ไปที่หนังสือที่สามารถแก้ปัญหาได้ ลองไปเปิดอ่านหาเล่นที่ถูกใจดูก่อนเพราะว่าหนังสือทุกทุกเล่มที่เขียนมามันมีประสบการณ์ในหลายหลายแง่มุมที่น่าจะช่วยแก้ปัญหานัดจุดจุดนั้นได้

    ส่วนเรื่องข้อมูลในอินเตอร์เน็ต YouTube ก็เป็นสิ่งที่ผมใช้ในการเติมความรู้ทุกๆวันผมจะตั้งใจไว้เลยว่าทุกๆช่วง 1ชั่วโมงของวันยกตัวอย่างเช่น ช่วงวิ่งออกกำลังกายก็ได้ เราเปิดข้อมูลที่เป็นความรู้ให้เป็นเสียงผ่านไปเรื่อยๆ โดยรับข้อมูลที่ดีก็จะปรับพฤติกรรมปรับนิสัยความคิดของเราได้ แต่ถ้าเวลาที่เราใช้ไปรับข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์หรือข้อมูลที่เป็นด้านลบเช่น เรื่องร้าย เขานินทาชาวบ้าน เรื่องซุบซิบ ในหัวของเราก็จะมีแต่ข้อมูลพวกนี้ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับการทำธุรกิจ การเปิดเพลงผ่อนคลายในทุกๆวัน หากช่วงที่เรามีเวลาว่างก็ช่วยในการผ่อนคลาย แต่ถ้าในหัวคุณไม่มี

   รู้แล้วก็ลองไปหาข้อมูลผมใช้วิธีการหาข้อมูลของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ถึงแม้จะใหญ่แต่ข้อมูลก็ครบ ไปเปิดดูนั่งไล่อ่านหนังสือ เพราะอ่านซักสามสี่บริษัทเราก็จะได้ไอเดียในการเซ็ตโครงสร้างของเราแล้ว พอได้แนวทางแล้วก็ลุยเลยเริ่มจากลุยโดยใช้เงินก้อนเล็กๆไปก่อน หรือดีลไหนที่มีความเสี่ยงก็ลองดูดีลเล็กๆ แล้วค่อยเก็บประสบการณ์ดูว่าดีหรือไม่การลงโฆษณาก็เหมือนกันก็ค่อยๆ ลงแล้วดูว่าเงินไปลงตรงไหนเหมาะสมกับเราที่สุดก่อนลงเงินก้อนใหญ่

- การเข้าร่วมกลุ่มสัมมนาต่ำงๆ

   สำหรับรายใหม่ การหาความรู้เป็นสิ่งที่ดีมากการสัมมนาฟรีก็มีมากมาย เสียเงินก็มีก็เข้าไปสัมมนาหลากหลายอย่างผมเข้าสัมมนาปีละหลายๆ ครั้ง พอเราได้จดทะเบียนเป็น SME และ มีชื่ออยู่ในกระทรวงพาณิชย์ก็จะมีข้อมูลงบประมาณต่ำงๆสนับสนุนเรา นอกจากจะได้ความรู้แล้ว เรายังได้เพื่อนที่ทำธุรกิจมาก่อนเราเป็นที่ปรึกษาก็ได้  หรือถ้าเป็นพนักงานบริษัทอยากจะลองทำ หาประสบการณ์แล้ว ยังไม่จดทะเบียนธุรกิจการค้ำ อีกวิธีหนึ่งก็คือรอสมัครเป็นตัวแทนขายสินค้ำเพื่อทดลองหาประสบการณ์ในการขายเข้าใจ Mindse tและ วิธีการคิดของนักขายก่อน เพราะถ้าขายได้ธุรกิจจะได้เงิน ผมเริ่มต้นเลยก็คือเข้าไปลองสมัครธุรกิจขายตรง เพื่ออยากรู้ว่าเค้าทำอย่างไรบ้าง มันก็มีทั้งข้อดีข้อเสียเราพูดถึงข้อดีละกันข้อดีคือ เค้าจะสอนเรื่องวิธีคิดสอนเรื่องการหาความรู้เรื่องหนังสือที่จำเป็น ต้องผ่านการอบรมที่น่าจะเข้าไปร่วม ก็จะได้ความรู้เริ่มต้น ข้อดีอีกข้อของขายตรงก็คือ เค้าจะมีวิธีการสอนให้เราขจัดความขี้อาย ให้เรากล้าแสดงออกกล้าขาย แต่อย่าเข้าไปลงลึกจนกระทั่งเราลืมแผนที่เราต้องการเป็นผู้ประกอบการและเป็นเจ้าของกิจการ แล้วจริงๆอย่าลืมวัตถุประสงค์ของเราว่า เราต้องการเข้าไปเพื่อหาความรู้และประสบการณ์เท่านั้น สำหรับผมสิ่งที่ได้ก็คือการกระตุ้นตัวเองเพราะว่าการทำธุรกิจเริ่มต้นมีอุปสรรคมากแน่นอน ถ้าเราท้อซะเองแล้วไม่มีคนมากระตุ้นเราก็จะถอย แต่ถ้าเราสามารถมีพลังในการกระตุ้นตัวเองได้แล้วก็เอาวิธีนี้มาใช้ทาให้เราไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคแล้วมุ่งสู่เป้าหมาย

การหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง

 

   โดยส่วนตัวผมใช้วิธีอ่านหนังสือเลยครับอ่านให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ความรู้มันจะค่อยๆ ตกผลึก จนเมื่อถึงเหตุการณ์ที่มีความจำเป็นสิ่งที่เราเคยอ่านผ่านตำมันจะถูกรวบรวม ถูกดึงออกมาเป็นวิธีแก้ปัญหาโดยไม่รู้ตัว

 

   หรือเมื่อพบเจออุปสรรคปัญหาในการทำงานต่างๆแล้วคิดไม่ออก ผมจะเดินเข้าร้านหนังสือไปเลยแล้วเดี๋ยวเรดาร์ของเรามันจะชี้ไปที่หนังสือที่สามารถแก้ปัญหาได้ ลองไปเปิดอ่านหาเล่นที่ถูกใจดูก่อนเพราะว่าหนังสือทุกทุกเล่มที่เขียนมามันมีประสบการณ์ในหลายหลายแง่มุมที่น่าจะช่วยแก้ปัญหานัดจุดจุดนั้นได้

   ส่วนเรื่องข้อมูลในอินเตอร์เน็ต YouTube ก็เป็นสิ่งที่ผมใช้ในการเติมความรู้ทุกๆวันผมจะตั้งใจไว้เลยว่าทุกๆช่วง 1ชั่วโมงของวันยกตัวอย่างเช่น ช่วงวิ่งออกกำลังกายก็ได้ เราเปิดข้อมูลที่เป็นความรู้ให้เป็นเสียงผ่านไปเรื่อยๆ โดยรับข้อมูลที่ดีก็จะปรับพฤติกรรมปรับนิสัยความคิดของเราได้ แต่ถ้าเวลาที่เราใช้ไปรับข้อมูลที่ไม่มีประโยชน์หรือข้อมูลที่เป็นด้านลบเช่น เรื่องร้าย เขานินทาชาวบ้าน เรื่องซุบซิบ ในหัวของเราก็จะมีแต่ข้อมูลพวกนี้ซึ่งไม่เป็นประโยชน์กับการทำธุรกิจ การเปิดเพลงผ่อนคลายในทุกๆวัน หากช่วงที่เรามีเวลาว่างก็ช่วยในการผ่อนคลาย แต่ถ้าในหัวคุณไม่มี

   ข้อมูลแล้วผ่อนคลายไปไอเดียมันจะไม่เกิดขึ้นมาเองได้ เพราะฉะนั้นการอ่านหนังสือให้อ่านไปเถิดไม่จำเป็นว่าต้องจำได้ทั้งเล่มเมื่อถึงเวลาจำเป็นข้อมูลจากจิตใต้สำนึกมันจะโผล่ขึ้นมาเองผมใช้วิธีนี้ประจำ

-การหาที่ปรึกษา

    อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องมีครับที่ปรึกษา เวลาเมื่อเราเจอปัญหาคนส่วนใหญ่ก็จะหาที่ปรึกษาเป็นเพื่อน เพื่อระบายเท่านั้นมันก็มีประโยชน์แค่ช่วยระบายกับคำปลอบใจซึ่งไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา ที่ปรึกษาสำหรับผมผมจะพยายามเข้าไปตีสนิทผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์มีความรู้ตอนที่ผมเริ่มธุรกิจ ผมก็เป็นเด็กจบใหม่คนหนึ่งไม่มีประสบการณ์จะถามเพื่อนเพื่อนก็แก้ปัญหาให้ไม่ได้ ผมก็อาศัยลูกค้าที่มาจ้างงานเรานี่แหละคือ ว่าผมเป็นเซลส์ก็ต้องไปดูแลลูกค้าอยู่เรื่อยๆ แต่ผมก็ถือว่าลูกค้าเป็นอาจารย์มีอะไรก็ค่อยปรึกษา พี่ๆส่วนใหญ่ที่เป็นเจ้าของกิจการก็จะมีอายุวัยกลางคนขึ้นไปซึ่งประสบการณ์ของเค้าก็จะนำเรา 20-30 ปี ผ่านทุกอย่างมาหมดแล้ว เข้าใจคำปรึกษาเราได้อย่างดีแถมถามไปถามมาได้งานประจำมาเรื่อยๆ จนปัจจุบันนี้ก็ยังดูแลกันไม่ทิ้งกัน ถึงแม้ว่าบางท่านจะไม่เป็นลูกค้ากันแล้วก็ยังหาเวลาเข้าไปคุยเรื่อยๆ ทุกครั้งก็จะได้แนวคิดไอเดียใหม่เข้ามา เพราะฉะนั้นเราจะเป็นคนอย่างไรหรือ ธุรกิจเราจะเป็นทางไหนที่ปรึกษาก็จะเป็นตัวช่วยชี้ทิศทางของชีวิตเราเช่นกัน ถ้าไปปรึกษาเพื่อนก็จะได้คำปลอบใจที่ดี ถ้ำปรึกษานักธุรกิจจะได้วิธีการแก้ปัญหาแบบธุรกิจ ถ้ำไปปรึกษาพระอาจจะได้เรื่องปล่อยวาง ถ้ำไปปรึกษาหมอดูก็จะได้การทำพิธีแล้วได้การแก้ปัญหาจากเบื้องบนซึ่งไม่ทำให้เราได้เกิดปัญญาและ เกิดประสบการณ์ทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ปรึกษาหมอผีก็จะมีผีมาช่วย ปรึกษาคนล้มเหลวเราก็จะได้พลังลบมาช่วย ทำให้เราท้อใจมากขึ้นเพราะฉะนั้นเลือกคบเพื่อนที่ดีเป็นบัณฑิตไว้เถิดครับ

หาแหล่งเงินทุน

   การหาแหล่งเงินทุนแบบเป็นทางการในบทแรกมีเล่าให้ฟังแล้ว เอาแบบไม่เป็นทางการตั้งแต่เริ่มต้นก่อนเลยเบื้องต้นก็คือผมจะวิ่งไปหาแก๊งค์เพื่อน ไปเล่าให้เพื่อนฟังก่อนเนื่องจากเพื่อนผมเป็นนักธุรกิจเค้าก็จะมีเซ้นส์ที่ช่วยคอมเม้นท์ให้เราได้ว่าธุรกิจที่เราทำจะได้ประโยชน์หรือมีโอกาสเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน แล้วก็ปิดการขายคือถามเรื่องระดมทุนเลยครับ สมัยก่อนผมทำประจำ

   ส่วนสมัยนี้ผมเจอประจำก็คือเจอพวกมาเสนอโปรเจค ผมก็มักจะบอกเค้าไปเลยว่าไม่มีเงินจะหาเงินทุนที่ไหนมาลงทุนได้บ้าง อันไหนที่เป็นธุรกิจที่เสริมธุรกิจเดิมแล้วไม่แตกออกจากเส้นทางการทำงานของผม ผมก็สนใจเพราะตอนนี้ผมเน้นนโยบายโฟกัส ธุรกิจไหนที่ไม่เกี่ยวข้องกันผมก็จะแนะนำคนอื่นที่รู้จักให้

การวิเคราะห์ตนเอง

   เบื้องต้นก่อนที่จะวิเคราะห์ตามเครื่องมือของ MBA ที่ใช้ในการวิเคราะห์ธุรกิจเราสามารถใช้เครื่องมือต่างๆนี้มาวิเคราะห์ตัวเราเองได้เช่นจุดแข็งจุดอ่อนโอกาสและ อุปสรรคของเราให้เรามองจุดแข็งจุดอ่อนของเราให้ออก ถ้ำเรารู้จุดอ่อนของธุรกิจเราเราก็หาคนมาช่วยแก้ไขหรือหาหุ้นส่วนพรรคพวกมาช่วยทำ ส่วนโอกาสและอุปสรรคไม่ได้พูดถึงเรื่องของธุรกิจแต่พูดถึงเรื่องส่วนตัว เช่นเราชอบหรือไม่ชอบอะไรยกตัวอย่างบางคนอุปสรรคคือการเข้าสังคม ซึ่งถ้าเราจะทำธุรกิจเราก็จำเป็นที่ต้องไปพบเจอผู้คนเราต้องแก้ตรงนี้ก่อน หรืออุปสรรคคือไม่มีเงินก็คิดเลยครับว่าจะไปหาคนที่รู้จักคนไหนที่มีเงินแล้วสนใจการลงทุนบ้าง 

หาจุดเด่นของสินค้าและบริการ

 

    เมื่อเราวิเคราะห์ในการเริ่มต้นได้หมดแล้วเราก็เตรียมที่จะนาเสนอสินค้าและ บริการซึ่งหากสินค้าและบริการของเราเริ่มต้นได้อย่างดีแต่เป็นสินค้าที่ใครๆก็ลอกเลียนแบบได้ เราก็จะเจอคนที่มีทุนหนากว่าเก่งกว่าหรือขยันกว่ามาตีธุรกิจเราได้ วิธีที่ผมใช้ก็คือเมื่อเราวิเคราะห์จุดแข็งของเรา แล้วเราก็ใช้จุดแข็งของเราเป็นตัวนาในการทำธุรกิจ สำหรับผมผมชอบในการพัฒนาสินค้าชอบในเทคโนโลยีและนวัตกรรมเราก็เอาตัวนี้มาทำให้เพิ่มความแตกต่างและจุดเด่นสำหรับสินค้าและบริการ หลังจากนั้นนำไปจดสิทธิบัตรเพื่อปกป้องความคิดของเราเมื่อธุรกิจเกิดขึ้นแล้วสินค้ามีชื่อเสียงขึ้นมาก็ยากที่จะมีคนมาเลียนแบบได้ ถึงเขาจะเลียนแบบได้บ้างก็ไม่สามารถเลียนแบบได้ทั้งหมด สินค้ำเรายังคงมีความเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจน

 

    บางคนจุดแข็งคือเรื่องบริการก็พัฒนาเรื่องการบริการไป บางคนจุดแข็งคือเรื่องการออกแบบการดีไซน์ก็ให้เน้นจุดนี้เพราะว่าถ้าเราชอบอะไรเราจะสามารถคิดสิ่งใหม่ได้ตลอดเวลา ซึ่งการทำงานของเราก็จะมีความสุขงานออกมาก็จะดี บางคนที่เป็นนักวิจัยนักประดิษฐ์บอกว่าไม่ชอบขาย ไม่ชอบพบเจอผู้คนออกแบบก็ไม่สวย บริการก็ไม่ดีก็ให้เน้นพัฒนาสินค้าให้มันโดดเด่นขึ้นมาจริงๆ แล้วส่วนที่ขาดก็หาคนอื่นมาทำส่วนนั้นๆ 

3.2 แผนธุรกิจจำเป็นไหม

   ตอบว่าทั้งจำเป็นและไม่จำเป็น ที่จำเป็นคือถ้าทำงานแบบไม่มีแผน มองไม่ครบภาพรวมในธุรกิจตั้งแต่การหาตลาดการหาลูกค้าวิเคราะห์ 4P วิเคราะห์จุดแข็งตัวเอง รวมถึงการขยายกิจการการเตรียมเงินทุนการเตรียมสายพานการจัดการบุคลากร ถ้าเริ่มต้นยังไม่มีแผนแค่อยากทำและลุยไปเรื่อยๆก็คงจะประสบความสำเร็จได้ยาก

   แต่ประเภทมีแผนธุรกิจยืดยาวเป็นเล่มศึกษาทุกอย่างครบถ้วนกระบวนความอย่างละเอียดดียิ่งกว่านักศึกษาปริญญาโท MBA ทำโปรเจคจบ แต่ไม่รู้จักประยุกต์กับแผนธุรกิจทุก 3 เดือนหรือทุก 6 เดือนอันนี้ก็ลาบากครับเพราะแผนธุรกิจเป็นแค่การมองไปข้างหน้าหรือการศึกษาภาพรวมเอาจริงๆแล้วการเริ่มต้นธุรกิจใหม่มักจะไม่เป็นไปตามแผนเสมอ ดังนั้นการตอบแผนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

   สรุปในทัศนคติของผมคือข้อ 1 ต้องมีแผนธุรกิจละเอียดที่สุดเท่าที่ทำได้ข้อ 2 ต้องรู้จักการประเมินและปรับแผนธุรกิจตลอดเวลา ข้อ 3 กำหนดเป้าหมายที่เราอยากจะเป็นให้ชัดเจน ระวังเรื่องการเปลี่ยนแผนธุรกิจจนหลุดออกจากเป้าหมายเดิม แต่ถ้ำทำงานไปเรื่อยๆแล้วปรากฏว่าเจอธุรกิจที่ดีกว่าเดิม ก็ไม่ใช่ว่าจะปรับไม่ได้นะครับ

3.3 ลาออกจากงานประจำดีไหม

 

   คำตอบนี้ขึ้นอยู่กับภาระค่าใช้จ่ายเศรษฐกิจในครอบครัวของคุณด้วย ต้องประเมินหลักว่า ถ้าคุณเอาเงินมาทำธุรกิจ และไม่มีรายได้จากงานประจำ ครอบครัวคุณยังสามารถจะอยู่ได้ มีเงินสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิตรวมถึงถ้าธุรกิจเจ๊ง หรือเกิดอะไรขึ้น คุณยังสามารถกลับไปทำงานประจำได้สบายๆ หางานใหม่ได้ไม่ยากนัก ก็ลาออกลุยเลยครับ แต่ระวังนะครับ มีน้อยมากที่เริ่มต้นทำธุรกิจครั้งแรก แล้วจะประสบความสำเร็จในทันที ต้องเผื่อใจเตรียมไว้ด้วยแต่สำหรับคนที่อยากทำธุรกิจแต่สถานะทางการเงินยังไม่มั่นคงเพียงพอ หรือไม่แน่ใจว่าลาออกแล้วจะกลับเข้าไปเป็นพนักงานที่มีรายได้ประจำได้อยู่หรือไม่ อันนี้ก็เตรียมทุ่มเทเหนื่อยเป็น 2 เท่าคือยังควรอยู่ในงานประจำและมองหาลู่ทางในการทำธุรกิจ รวมถึงเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ สิ่งที่แนะนำคือเริ่มต้นจากสิ่งที่คุณเป็นอยู่ ไม่แนะนำให้แย่งลูกค้าจากที่ทำงานเดิมนะครับ เพราะสุดท้ายไม่ยั่งยืนและลูกค้าก็จะไม่รักคุณ เพราะคุณยังหักหลังบริษัทที่คุณอยู่ได้ แปลว่าคุณก็มีโอกาสที่จะไม่ซื่อสัตย์กับลูกค้า แต่เทคนิคคือให้มองหาธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่ต่อยอดกับงานประจำที่คุณทำอยู่ เป็นธุรกิจที่สามารถใช้ฐานลูกค้าเดียวกันกับลูกค้าที่คุณรู้จักอยู่ใช้ skill หรือใช้ความรู้เฉพาะทางเดียวกันหรือต่อเนื่องกับงานที่คุณทำอยู่แบบนี้ ดีไม่ดีวันที่ธุรกิจของคุณเริ่มตั้งไข่ได้ เริ่มตั้งตัวได้ คุณสามารถไปคุยกับเพื่อนร่วมงาน เจ้านายหรือเจ้าของบริษัทเลยครับว่าวันนี้ผมพร้อมทำธุรกิจแล้ว ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับบริษัทน่าจะทำให้เกิดประโยชน์กับบริษัทได้ และนอกจากนี้ผมกำลังจะเตรียมตัวลาออกนะครับ เตรียมหาคนมาแทนผมด้วย หรือจะให้ผมช่วยฝึกลูกน้องและบุคลากรมาทำงานแทนตำแหน่งผมก็ได้ แบบนี้ Win Win ทุกๆฝ่ายนะครับ เพราะบริษัทที่คุณอยู่ได้ก็จะไม่ลำบากในการที่คุณออกไป ซึ่งคุณก็ฝึกบุคลากรเด็กใหม่มาทดแทนงานของคุณเอง เขาจะเห็นความซื่อสัตย์ และความรักในองค์กรและความมุ่งมั่นที่อยากจะเติบโต ผู้ประกอบที่ใจกว้างพอเขาจะรักคุณให้โอกาสคุณกลับมาได้ 

3.4 เตรียมตัวมาตั้งนานไม่ได้เริ่มทำธุรกิจสักที

    หัวข้อนี้ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งสำหรับผู้ที่มีความสามารถทั้งหลาย ซึ่งคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้น่าจะเป็นคนที่มีการงานที่มั่นคง อยู่บริษัทเดิมมานาน คนที่ลาออกมาแล้วยังไม่มีงานทำและยังไม่เคยเริ่มเลย

    ผมขอยกตัวอย่างจากเพื่อนผมคนหนึ่ง แรกเริ่มเพื่อนผมเป็นพนักงานบริษัทใหญ่ ทำงานมานานแต่ก็อยากเป็นนักธุรกิจ เคยไปสมัครขายตรงบ้าง ได้เรียนรู้ขั้นตอนต่างๆตามโปรแกรมที่ขายตรงสอน ก็จะมีการเทรนเรื่องการขายเรื่อง Passive income เรื่องหลุดกรอบชีวิตมนุษย์เงินเดือน พอลองทำก็ไม่สำเร็จเสียเงินก้อนเล็กบ้างก้อนใหญ่บ้าง แต่ก็มีบางคนและหลายคนที่ยังอยากเป็นเจ้าของกิจการอยู่ เรียกว่ายังมีเชื้อไฟ ก็ได้แต่หาหนทางกันต่อไป ซึ่งกลุ่มนี้จะง่ายหน่อยเพราะว่าเค้าจะมองเห็นทิศทางชีวิตของเค้า หากยังคิดอะไรไม่ออกก็สามารถไปเรียน MBA หรือหาความรู้เกี่ยวกับธุรกิจให้รอบด้าน

 

    ตามหัวข้อที่ MBA สอนเลย กลุ่มนี้ไม่รีบ เพราะยังมีงานทำอยู่ เราสามารถมีสนามซ้อมที่ดีคือในบริษัทใหญ่ของที่เค้าทำงานอยู่ เรามีสิทธิ์ที่จะขอไปเรียนรู้แผนกต่างๆ ลองไปดูว่าแผนกอื่นทำอะไรบ้าง เค้ามีงานแบบไหนมีหลักคิดแบบไหนเช่น ถ้าคุณอยู่ฝ่ายเทคนิคคุณก็ลองคุยกับเซลล์ดูว่าเขาคิดอย่างไรทำอย่างไรและบริษัทมีโครงสร้างผลตอบแทนอย่างไรเพื่อที่วันหน้าถ้าเราไม่เป็นเซลล์เอง เราก็สามารถเซ็ตผลตอบแทนให้ทีมงานของเราได้ เราก็จะเห็นจุดแข็งจุดอ่อน ลองเรียนรู้ฝ่ายสต๊อกว่าเค้าทำอย่างไร เก็บของ สั่งของ ดูปริมาณจุดที่จะบอกว่าสินค้ำขาดต้องสั่งใหม่แล้ว ดูเรื่องการส่งของว่าบริษัทมีการส่งเองหรือเช่ารถ ดูในส่วนธุรการว่าเขาทำอะไรบ้าง

    หาความรู้จากฝ่ายไอทีเรื่องการทำเว็บไซต์ การลงโฆษณาออนไลน์ เข้าไปศึกษาดูงานฝ่ายการตลาด หากบริษัทเปิดโอกาส ถ้าเจ้านายใจกว้างเราก็สามารถเข้าไปคุยเลย อย่างน้อยก็ถือว่าเป็น Management Trainee

    เพราะถ้าเราเรียนรู้ได้ครบ Skill เหล่านี้แหละที่ผู้บริหารต้องการและเป็นการปูทางให้เราขึ้นไปเป็นฝ่ายบริหารได้อีกด้วย เพราะหลายครั้งที่ผมเจอกับบริษัทที่ผมทำเอง ผู้บริหารที่เติบโตมากับสายงานเฉพาะไม่สามารถโตเป็นเบอร์หนึ่งของบริษัทได้เพราะองค์ความรู้เป็นเชิงลึกเกินไป โอกาสนี้ก็ทำให้เราเรียนรู้และถ้าออกไปทำเองเราจะรู้เลยว่าเจออะไรบ้าง

    แล้วก็พยายามตกผลึกจากไอเดียธุรกิจของเราให้ได้ เขียนแผนธุรกิจขึ้นมาจากที่เราเรียนและสังเกตจากในที่ทำงานจริง ตรงไหนไม่เข้าใจก็ไปถามเพื่อนหรือเจ้านายก็ได้ แล้วก็ลองวิเคราะห์จุดแข็งจดอ่อนของตัวเอง ถ้ำเราขาดตรงไหนก็หาพรรคพวกมาช่วย ข้อดีของการเรียนรู้หรือประกาศจุดยืนว่าเราต้องการอะไรคือจะเป็นแรงดึงดูดให้กับคนรอบข้างอีกด้วยนอกจากได้ความรู้ ได้ไอเดียและคำแนะนำ อาจยังได้เงินทุนอีกด้วย เพราะก็จะมีเพื่อนหรือแม้แต่เจ้านายที่เห็นความตั้งใจของเรา แต่เค้าไม่มีโอกาสทำก็อาจจะได้การลงขันเข้ามาเป็นทุนตั้งต้น แต่ขอเพิ่มหน่อยแล้วกันว่าแผนธุรกิจของเราอย่าไปหักหลังกับบริษัทเก่า เช่น เอาฐานลูกค้าบริษัทเก่ามา หรือใช้ซัพพลายเออร์เจ้าเดียวกันสำหรับสินค้าเดียวกัน หรือทำสินค้าโดยตรงเลย คุณอาจบอกว่าเป็นทางลัดแต่ผมมองว่า มันจะมี Conflict ที่ใหญ่โตมากเลย ซึ่งถ้าบริษัททราบเรื่องแล้วต้องการจะจำกัดการเติบโตหรือใช้ความเก่าแก่ที่เปิดมานาน เครือข่ายธุรกิจที่ดีกว่าและต้นทุนที่ดีกว่ามาทำให้บริษัทคู่แข่งรายใหม่ล้มได้อย่างง่ายดาย เพราะฉะนั้นถ้าคุณเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจเดิมให้พยายามหาอะไรทำที่เป็น Partner กับเจ้านายเก่าจะได้มีอะไรก็ช่วยกันสนับสนุนกัน ผมว่าแบบนี้จะดีกว่า

    บริษัทผมเองไม่ได้ปิดกั้น ผมพยายามหาโอกาสจะสอนลูกน้องสอนทีมงานที่ดูมีแวว เพราะผมเองก็ถามลูกน้องว่าอีก 10 ปีข้างหน้าคุณอยากอยู่จุดไหน ทุกคนก็จะบอกสวยๆว่ารักบริษัทอยากอยู่กับเจ้านาย ซึ่งผมมองว่าไม่จริงทั้งหมด บางคนที่ผมรับเข้ามาทำงานเป็นคนที่มีไฟ ส่วนใหญ่ภูมิหลังที่บ้านมีธุรกิจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ร้านค้า ร้านอาหารและธุรกิจเล็กธุรกิจใหญ่ เด็กพวกนี้ผมจะรู้เลยเพราะว่ามีคาแรกเตอร์ที่แตกต่าง เค้าจะไฝ่หาความรู้เพราะเค้ามีความหวังลึกๆที่จะเรียนรู้งานและกลับไปทำเอง ผมมองว่ากลุ่มพวกนี้ถ้าเค้าจะไป เราก็ดึงเขาไม่ได้ เราก็ต้องสร้างเขาเป็น Partner ในอนาคต นอกจากความจงรักภักดีระหว่างกัน ก็เป็นการสนับสนุนกันได้อีกด้วย แต่บางรายที่แตกธุรกิจออกไปจากบริษัทและเริ่มต้นเป็นPartner จนแข็งแกร่งมาก หลังๆก็เป็นคู่แข่งกัน อันนี้ก็ต้องทำใจ กลุ่มที่สองก็คือคนที่ลาออกมาแล้วอาจจะด้วยเหตุต่างๆ กลุ่มนี้จะมีจุดไฟยากง่ายต่างจากกลุ่มแรก

    ข้อดีและสิ่งที่สมควรทำก่อนก็คือไปเรียนรู้สิ่งที่ต้องการเรียนรู้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการบริหารและวิชาชีพต่างๆที่เราต้องการเช่นชอบทำอาหารก็เรียนทำอาหารเรียนทำขนม ชอบปลูกพืชก็ไปเรียนปลูกพืช

 

    ชอบงานประดิษฐ์เข้าเรียนงานประดิษฐ์ ชอบเขียนโปรแกรมหรือไม่ชอบแต่มองว่าเป็น Trend ก็ไปเริ่มเรียนเริ่มรู้เลย เพราะถ้าเราเรียนรู้ก่อนก็มีโอกาสมากกว่า ไปเรียนรู้ทำให้เก่งเลย ที่สำคัญต้องรู้ว่าตัวเองชอบอะไรก่อน แล้วชีวิตทั้งชีวิตจะทำงานตรงนั้นแล้วมีความสุข ให้ไปหาให้เจอ ที่นี่กลุ่มนี้ได้สองอย่าง คือได้วิชาชีพที่ตัวเองชอบทำและ การบริหาร ซึ่งผมมองว่ายังไม่พอ เพราะว่าในการทำธุรกิจเราต้องหาความโดดเด่นของธุรกิจเราเอง เราต้องเริ่มเรียนรู้เพิ่มเติมครับ ทีนี้เราต้องเรียนรู้อะไรที่เราไม่ถนัด ไม่ชอบเลย ไม่รู้เรื่องมันเลย ยกตัวอย่างอย่างเมื่อกี้เป็นงานพื้นๆที่ใครๆก็ทำได้ เป็นการฝึกอาชีพทั่วๆไป ถ้าเราออกมาทำก็มีคู่แข่งเต็มไปหมด เราก็ไปหัดเรียนรู้อะไรที่คนเค้ายังไม่มองกัน เช่น พอเราได้งานได้โปรเจคแล้ว ก็เปิดดูว่ามีนวัตกรรมอะไรที่ต่อยอดได้บ้าง มีวัตถุดิบอะไรที่ไม่เหมือนใครไหม มีนวัตกรรมการผลิตหรือนวัตกรรมการบริการอะไรเพิ่มเติมได้บ้าง หรือการนำระบบInternet of thing ระบบ Artifitial intelligent มาเพิ่มเติมกับงานเดิม หรือถ้าไม่ชอบแนวเทคโนโลยีก็เอาความเป็น Art เอาความเป็น Emotion ความเป็น Experience หรือการตลาดเจ๋งๆมาเติมเลย กลุ่มนี้มีเวลาเรียนรู้ครับผมอยากให้แผนธุรกิจมันคมกว่ากลุ่มแรก สิ่งที่คุณสู้กลุ่มแรกไม่ได้คือคุณไม่มีสนามในการเรียนรู้ทดลองสอบถาม พรรคพวกเพื่อนๆอาจจะเกณฑ์มาไม่ได้แล้ว คุณไม่สามารถโชว์พลังและความมุ่งมั่นให้คนรอบข้างในออฟฟิศ แล้วเจ้านายเห็นได้คุณต้องไปแสดงความมุ่งมั่นให้กับเพื่อนๆรอบตัวคุณซึ่งก็น่าจะไม่ได้ทำงานเช่นกัน มันก็จะยากกว่ากลุ่มแรกหน่อย ทีนี้กลับมาที่แผนธุรกิจสุดเจ๋ง ก่อนลงทุนเองลองไปหัดระดมทุนดูก็ได้ ลองศึกษางานของ Start up ต่างๆ ดูว่ามีหลักคิดอย่างไรและมีการระดมทุนอย่างไร ถ้าเราเองไม่ใช่ธุรกิจ Start up ที่ไประดมทุนแบบเค้าได้แต่อย่างน้อยเราจะได้รู้แนวทางการหาเงินการหาทุนการขยายต่อยอด

   จากตัวอย่างสองกลุ่ม หากมีเงินทุนเข้ามาก็จะเริ่มได้ง่ายกว่าลงทุนเองทั้งหมดจริงไหมครับ ยังไงคุณก็ต้องเริ่มเพราะมีแรงผักดันรอบด้าน แล้วถ้าคุณใช้เวลาในการตกผลึกแผนธุรกิจมากเพียงพอก็จะไม่เป็นพวกหนึ่งปีห้าโปรเจคเหมือนเพื่อนๆที่ผมเคยเจอซึ่งยังไม่สำเร็จและเติบโตซักโปรเจค เพราะมันมีอะไรที่ต้องทำเยอะเกินไป จนเราไม่ได้โฟกัส

   ในกรณีที่แผนธุรกิจตกผลึก แล้วเคยไปนำเสนองานต่างๆเป็นไอเดียที่ดีแต่ไม่สามารถระดมทุนได้เพราะอาจจะเป็นธุรกิจเล็กเกินไป เป็นธุรกิจที่เฉพาะเกินไป แล้วคุณไม่มีเงินทุนมากพอก็สามารถเริ่มลงทุนจากเล็กๆได้ บางธุรกิจของผมเองก็เริ่มจากเงินหลักไม่กี่หมื่น เหมือนคำว่า Think Global Act Local

    ก็คือเริ่มจากเล็กไปก่อน เอาไปโยนลงในธุรกิจเลยครับแล้วก็ลุยกับมัน ใช้เวลาใช้มันสมองเต็มที่กับมัน ถ้าคุณโฟกัสและทุ่มพลังพอนั่งเดินยืนนอนเข้าห้องน้ำก็คิดถึงวิธีการทำงานผมว่าอย่างไรทำให้ผิดทางมัน ไม่เจ๊งหรอกครับ มันจะเจ๊งได้อย่างไรก็แผนธุรกิจเราได้ Verify ถามผู้รู้หลากหลายมาแล้ว จะใหญ่จะเล็กเหนื่อยมากเหนื่อยน้อยนั่นอีกเรื่องหนึ่ง ผมว่าถ้าไม่เหนื่อยก็ไม่โตนะครับ เห็นมีธุรกิจที่ออกสื่อสวยๆทั้งหลายที่ประสบความสำเร็จเบื้องหลังก็มีแต่ทำงานจริงจังทั้งนั้นแหละครับ ผมยังไม่เคยเจอใครสบายๆตอนเริ่มก่อตั้งธุรกิจเลย

   อีกอย่างถ้ามีเงินจริงๆ อยากจะทำและมีความพร้อม แล้วรู้จักกับคนที่ซัพพลายสินค้าให้อยู่แล้ว ก็ไปคุยเลยครับกลั้นหายใจแล้วเดินเข้าไปเสนอเลย เราเสนอบริษัทใหญ่ก็ได้ ถ้าเราเป็นงานแนวเทคนิค งานแนวคอนเซาท์ เข้าไปเสนอเลยครับว่าเราสามารถช่วยอะไรให้กับธุรกิจคุณได้บ้าง ถ้าคุณมีความตั้งใจพอ ผมเชื่อว่าน่าจะได้งาน

    อีกงานประเภทหนึ่งซึ่งผมยังไม่เคยมีประสบการณ์ แต่เคยอ่านหนังสือมา ก็คืองานที่มีรายได้ที่เข้ามาเรื่อยๆเป็น Passive income เช่นพวกเรื่องอสังหาพวกนี้ก็มีคนรู้จัก ผมทำถ้าเป็นแนวนักลงทุน ก็ลองไปเรียนรู้กลุ่มนั้นดู อีกประเภทหนึ่งก็คือมีความสามารถในการแต่งหนังสือมีองค์ความรู้ ก็เป็นธุรกิจที่อดีตเคยดีตอนนี้เป็นอย่างไรกับภาคอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ก็ยังมองไม่ออก ถ้าเป็นแนวเซเลบชอบออกสื่อก็มีช่องทาง youtube ให้คุณทำช่องสนุกๆของคุณเอง ชอบถ่ายภาพก็มีขายภาพในสต๊อกโฟโต้

   งานฟรีแลนซ์เดี๋ยวนี้ก็มีเยอะแยะ ผมไม่มีความรู้ในฐานะผู้ได้รายได้จากส่วนนี้แต่ผมจ้างฟรีแลนซ์ประจำ จุดเด่นของกลุ่มนี้คืองานเร็วและการที่ผมจ้างผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆทำให้มั่นใจว่าไม่โดนทิ้งงาน ก็จะเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง

   ถ้าอ่านจากหนังสือแปลจากต่างประเทศ ก็จะมีตัวอย่างทางด้านทำเว็บไซต์แล้วปล่อยให้มันหาเงินของมันไปเรื่อยๆ ถึงจะไม่ได้รายได้มากแต่ก็มีชีวิตที่อิสระ คล้ายๆกับงานที่คุณแต่งหนังสือแล้วหนังสือขายได้ก็จะมีรายได้ไหลเข้ามาเรื่อยๆ โดยถ้าไม่ทำใหญ่ ก็เป็นสิ่งที่ดี ก็ถือว่าพอกินพอใช้นะครับ

   ส่วนในธุรกิจผมที่ผมเจอประจำก็คือมีคนอยากทำธุรกิจ มาปรึกษาว่าอยากทำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอยากทำเครื่องสำอางหรืออยากทำสินค้ำสมุนไพรเพื่อขายตามช่องทางต่างๆ ถ้าให้ประเมินง่ายๆว่าลูกค้าคนนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่ ดูที่ความตั้งใจและความรักในสินค้าเลยครับ ถ้าไม่ได้โผล่หน้ามาแล้วมีโปรเจคใหม่ ยังเป็นสิ่งที่เค้าโฟกัสทำอยู่ตัวเดิมๆ แล้วเขารักสินค้าของเค้าจริงๆ ทดลองใช้แล้วชอบคนรอบข้างชอบยังไงไม่มีล้มเหลวหรอกครับ มีแค่จะใหญ่หรือเล็กโดยดูอีกสอง Skill คือหนึ่งการตลาด สองการบริหาร

   แล้วพอรวยแล้วก็มี Skill ที่สามก็คือวินัยทางการเงิน แค่นี้ ถ้ารักมันหาช่องทางได้ (โดยทำตามขั้นตอนที่แนะนำนะครับอย่าเป็นโมเดลหลอกตัวเองเป็นไปได้ครับ ผมปั้นมาหลายคนแล้ว แต่ครั้งหนึ่งที่เจอก็คือธุรกิจไปได้แต่รู้สึกว่าเหนื่อยเกินไป แล้วเปลี่ยนไปทำธุรกิจอื่นที่ง่ายกว่านั้น ก็มีไปยืนยันครับว่าธุรกิจไปได้แน่นอน

3.5 ที่ปรึกษาธุรกิจสอนได้ไม่ครบมุม

   ธุรกิจที่ทางครอบครัวผมทำมา ผมเป็นรุ่นที่สามตอนรับช่วงต่อมียอดขายประมาณ 50 ล้านบาทคนงาน 50 คนผ่านมา 10 กว่าปียอดขาย 300 ล้านบาทคน 300 คนและ ปีที่แล้วคน 250 คนยอดขาย 450 ล้านบาท การเติบโตแบบก้าวกระโดด องค์ความรู้ที่เราหาเองหรือองค์ความรู้ที่สั่งสมของพนักงานมีไม่พอครับ เพราะฉะนั้นทุกๆสเต็ปการเติบโตก็ต้องมีที่ปรึกษาให้คำปรึกษาซึ่งจะเล่าข้อดีข้อเสียให้ฟังในเคสต่างๆที่ผ่านมาครับ ก่อนอื่นต้องบอกว่าหัวข้อจะตั้งดูแรงไปนิดนึงก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีทั้งหมดแต่มันก็ไม่ใช่ว่าดีทั้งหมดเช่นกันนะครับ

   เริ่มจากช่วงยุคแรกที่หลังจากผมคลำทางกับพี่ชายในการเริ่มต้นธุรกิจอาหารเสริมจนมาทำแบรนด์ขาย ดูไปดูมาก็ไม่ไหว เพราะมีปัญหาเรื่องการคุมเซลขายสินค้า การเก็บเงินในการทำการตลาด ก็เลยมาเอาดีสิ่งที่เราถนัดก็คือด้านการผลิตก็เลยเริ่มตั้งตัวได้จากการรับจ้างผลิตให้ลูกค้ารายใหญ่ พอเริ่มตั้งตัวได้เริ่มเดินได้ก็วิ่ง ยอดขายช่วงที่มีปัญหาก็เป็นช่วงที่เพิ่มมาเป็น 100 กว่าล้านบาท ช่วงนั้นองค์ความรู้ก็เริ่มหมด ก็เลยตัดสินใจไปเรียน MBA เน้นแต่การบริหารธุรกิจการขายการตลาด ส่วนฝ่ายผลิตและหลังบ้านกลายเป็นจุดบอดของบริษัท ก็เลยเชิญที่ปรึกษาจากบริษัทค่อนข้างใหญ่มาช่วยดูแลเรื่องการผลิต คือตอนแรกๆก็ปรึกษาเป็นโปรเจค ตอนเป็นคนนอกตอบได้หมดครับฟังแล้วดูดีมากคิดว่าถ้าชวนมาทำงานเป็นผู้บริหารฝ่ายผลิตได้ต้องดีแน่ๆเลย ก็เลยชวนมาร่วมงานเป็นที่ปรึกษา พอช่วงเริ่มแรกก็ดูดีครับเหมือนที่บรรยายที่สอนให้ฟังหรือแก้ปัญหาให้ได้เรื่อยๆ หลักการเทพมากก็มีเริ่มมีเรื่องการจัดการประชุมการจัดโครงสร้างการจัดแบ่งงานและทฤษฎีต่างๆ ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างนะครับ ตอนนั้นผมก็มีปัญหานิดหน่อยเพราะรู้สึกว่าที่ปรึกษาเอาเวลาของพนักงานฝ่ายต่างๆมาประชุมกันมากเกินไป ผมก็รู้สึกว่าจ้างพนักงานมาทำงาน

  ไม่ได้จ้างมาประชุม ซึ่งผมก็ยอมรับครับว่าพนักงานของเราในช่วงเติบโตก็ไม่ได้มีศักยภาพเพียงพอที่จะบริหารงานแบบมืออำชีพขนาดนั้น แน่นอนเพราะที่ปรึกษามาจะได้ยินคำนี้บ่อยๆใช่มั้ยครับคือคำว่าล้างเลือด ของผมก็มีเหมือนกันมือซ้ายมือขวากุดไปหลายมือ ได้ความเชื่อมั่นครับเราก็ดำเนินตามไปเต็มที่ก็บริหารแบบบริษัทใหญ่การใช้เงินก็ค่อนข้างออกเป็นแนวบริษัทใหญ่ตอนนั้นพวกเราอยู่ฝ่ายบริหารอำยุ 20 ต้นๆกันเองก็ไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควรก็เชื่อหมดพยายามลุย แต่พอดีที่ปรึกษาเป็นฝ่ายผลิตครับ เป็นสายผลิตไม่ใช่สายควบคุมกระแสเงิน ดีอยู่ในด้านด้านหนึ่งแต่กลับสร้างจุดโหว่ขนาดใหญ่ในอีกด้านหนึ่ง สรุปว่าไม่เวิร์คครับทำไปทำมาก็แยกทางกัน เราก็เลยมาดูกันเอง คิดว่าเจ้าของดูแลเองตัดสินใจเองจะบาลานซ์ดีกว่า หัวข้อนี้สรุปอย่างมีหลักการสำหรับผู้บริหารหน้าใหม่หน้าใสๆเลย ที่ธุรกิจกำลังเติบโตประสบการณ์ไม่มี ให้ตั้งหลักและมองภาพรวมว่าเราต้องการมองทิศทางไหนบ้าง เป้าหมายของเราไปทางไหน อย่าให้ใครมากำหนด เราต้องเป็นคนกำหนดและตัดสินใจเอง ถ้าก้าวกระโดดทีละก้าวเล็กๆเราก็จะเรียนรู้ ทำและเห็นภาพรวม แต่ถ้าอยู่ดีๆก้าวกระโดดไปใหญ่ๆ อันนี้ผมก็ไม่มีประสบการณ์ เรื่องที่ปรึกษาเป็นแค่ผู้ให้คำปรึกษา จะดีจะร้ายก็เป็นหน้าที่ของเจ้าของกิจการที่จะต้องตัดสินใจเองครับ ถ้าดีแปลว่าที่ปรึกษาเก่ง ถ้าเสียก็แปลว่าเจ้าของห่วยเองครับ เพราะฉะนั้นเราจะโทษใครไม่ได้ อย่าไปเชื่อทั้งหมดอันนี้คือ คำเตือนในเคสนี้ละกันครับ

   ประโยชน์ของที่ปรึกษาในชุดแรกก็คือเราเริ่มรู้จักการประชุมที่เป็นการประชุมจริงๆ

   เริ่มเห็นว่าบางรายผลิตใช้เครื่องจักรเดิมแต่สามารถลดการใช้คนจาก 20 คนเหลือแค่ 10 คนได้ พนักงานฝ่ายหัวหน้าก็เริ่มกระจายงานเป็น งานผลิตดีขึ้น ด้านนี้เป็นด้านที่ดีทางฝั่งโรงงานครับ ส่วนฝั่งเพิ่มยอดขายบ้าง โรงงานสามารถปั๊มงานออกมาได้ดีขึ้นครับก็เริ่มอยากทำการตลาดขึ้นมา อันนี้เป็นที่ปรึกษาตัวแพงเลยเห็นเพื่อนๆผมโดนหลอกมา ลูกค้าผมก็โดนมาก็หลายเคส เพราะฉะนั้นอันนี้เจ้าของกิจการต้องตั้งสติให้ดีที่สุดครับ โดยเรื่องงบการตลาดและงบอบรมเหมือนๆทิ้งน้ำเลย ผมอาจจะเจอประสบการณ์ไม่ดีก็ได้นะครับ แต่ที่เจอมาก็คือนักการตลาดมักจะได้เปอร์เซ็นต์เพราะฉะนั้นเป้าหมายคือต้องให้บริษัทลงทุนให้ได้มากที่สุดแต่ไม่มีการประกันยอดขายเพราะฉะนั้นเจ้าของต้องเซตไว้เป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขายต่อเดือนแล้วค่อยๆประเมินผลในทุกๆเดือน ทุกไตรมาส สำหรับแผนระยะยาว แล้วก็ต้องร่วมกันปรับแผนไปเรื่อยๆครับ ยังไม่เคยเจอธุรกิจขนาด SME โยนเงินไปก้อนหนึ่งแล้วทุกอย่างมันจะดีเหมือนที่ถูกนำเสนอ ณ วันนี้สิ่งที่ผมสรุปได้ว่าการทำงานที่ถูกต้องในสไตล์ของบริษัทผมคือ ค่อยๆโยนเงินไปก่อนเล็กๆเพื่อทดสอบว่าช่องทางไหนหรือการจ่ายแบบไหนมันเวิร์ค เราค่อยทุ่มไปในช่องทางนั้น ที่จ่ายค่าภาพสวยงามเป็นล้านๆแล้วบอกว่าเงินมันจะไหลเข้ามาเอง ถ้าทำแบรนด์หรือโลโก้หรือคำพูดที่สวยหรู มียูนิฟอร์มที่เข้ากันกับสีของบริษัทอันนี้สำหรับบริษัทเริ่มต้นผมไม่เห็นด้วยครับ สำหรับธุรกิจเริ่มต้นสิ่งที่ผมเห็นด้วยคือการทำการตลาดเพื่อยอดขาย ยอดขาย ยอดขาย ยอดขาย ถ้ำธุรกิจยังไม่เป็นขนาดกลางแล้วเงินไม่เหลือจริงๆก็ยังไม่แนะนำนะครับ อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวสำหรับธุรกิจผลิตและ B2B

 

   วิธีตรวจสอบนักการตลาด การสร้างแบรนด์ที่ผมใช้ตอนนี้คือลูกค้าที่เขานำมาเสนอ ถ้าเราพอรู้จักให้โทรไปถามได้ครับ ได้คำแนะนำที่คุ้มค่าแน่นอน

    สำหรับคนที่มาสายแบรนด์อาจจะไม่เห็นด้วยอันนี้ผมก็ยอมรับครับ ลองหาทางดู ยังมีที่ปรึกษาย่อยๆหลายแนวครับ ทั้งเรื่องวัฒนธรรมองค์กร เรื่องของฝ่ายบุคคล เรื่องของภาพลักษณ์องค์กร ให้ผู้ประกอบการรายย่อยตั้ง KPI เป็นช่วงของการจ่ายเงินให้ที่ปรึกษาเลยครับ ตัววัดต้องชัดเจนจะได้ไม่เสียเงินเปล่า 

3.6 การหาพันธมิตรทางธุรกิจ

   สิ่งนี้สำคัญมากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการหาการตลาดหรือการหาเงินเลย ทุกที่ทุกธุรกิจทุกวงการล้วนต้องอาศัย Connection ทั้งสิ้น ยิ่งมีเพื่อนเยอะยิ่งรู้จักคนกว้างยิ่งเปิดโอกาสและยิ่งช่วยแก้ปัญหา ถ้าเรามีเพื่อนที่ดีในวงการธุรกิจ หลายครั้งเขามักจะมีมุมมองและมองเห็นปัญหาหรือวิธีในการแก้ปัญหาได้อย่างคนนอกวงไม่ใช่คนที่คบอยู่ในวงอยู่ภายใต้ปัญหาเหมือนเราที่ทำธุรกิจอยู่ จึงมักจะมีข้อเสนอแนะดีๆเสมอ ถ้ำท่านเปิดใจรับฟัง และรู้จักขอความช่วยเหลือพันธมิตรทางธุรกิจ เป็นการเปิดโอกาสใหม่แน่นอน ถ้าท่านเป็นคนที่ได้รับความเชื่อถือในวงการ ก็มักจะมีพันธมิตรทางธุรกิจผู้ค้าแนะนำลูกค้าและให้ความไว้วางใจ กล้าบอกต่อ เล่าแนะนำต่อซึ่งตัวนี้เองไม่ต้องไปเสียงบประมาณทางการตลาดที่ไหน อำศัยการแนะนำบอกต่อ ถือเป็นอีกช่องทางที่ดีที่สุดในการขยายตลาด ในแง่ความอยู่รอดธุรกิจก็เช่นกัน Supplier หรือผู้ที่ส่งของให้เราก็เป็นคู่ค้าทางธุรกิจที่จะทำให้เราอยู่หรือตายในธุรกิจได้ คิดดูนะครับ กรณีหมุนเงินไม่ทัน ใครล่ะที่จะช่วยเราได้ดีที่สุด ก็คือซัพพลายเออร์คนที่ให้เครดิตเรานี่หละครับ ถ้ำเขาผ่อนผันในการให้เครดิตเพราะเขาเชื่อถือในความซื่อสัตย์ของเราและเห็นว่าเรายังมุ่งมั่นที่จะทำงานอยู่ แค่เขายืดเครดิตเทอมให้ 1-2 เดือนบางครั้งคุณสามารถพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้เลยนะครับ หรือกระทั่งการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆเครื่องจักรใหม่ๆบริการใหม่ๆจากตลาดต่างประเทศหรือจาก Best Practice ในวงการมาให้คุณได้รู้จักมาให้คุณได้เอาไปใช้ ก็สามารถเสริมศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจคุณได้จากการแนะนำของคู่ค้าในธุรกิจ ดังนั้นจุดสำคัญในหัวข้อนี้คือเปิดใจ รับฟัง และหาเพื่อนไว้เยอะๆ

3.7 การเริ่มต้นทาธุรกิจขายชุดตรวจยาเสพติด

   เริ่มต้นจากการที่ผมมีโอกาสได้ไปดูงานวิชาการต่างประเทศปรากฏว่าในคณะดูงานมีนักวิทยาศาสตร์ ที่เคยวิจัยพัฒนาชุดตรวจยำเสพติดให้กับภาครัฐ จึงได้แนะนำให้ผมไปติดต่อขอนำชุดตรวจยำเสพติดมาทดลองขาย ซึ่งปรากฏว่าเป็นการเปิดตลาดเปิดไอเดียใหม่ หลังจากนั้นเมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจ ชุดตรวจยาเสพติดในปัสสาวะ ทำให้เราเริ่มมองเห็นคู่แข่งมากมาย เราเองขายของจากงานวิจัยของรัฐบาล คู่แข่งเป็นเอกชนที่มีศักยภาพสูง มีโรงงานขนาดใหญ่และมีทีมวิจัยพัฒนำพร้อม จากวิกฤตนี้จึงตัดสินใจเปลี่ยนคู่แข่งเป็นคู่ค้าซะเลย ผลิตได้ดี ราคาถูก ก็เป็นตัวแทนจำหน่ายให้เขาซะเลยดีกว่า อุปสรรคที่สองคือการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับผู้ผลิตภาคเอกชนก็มักจะมีการแข่งขันราคาและตัดราคาเพราะเราไม่ใช่เจ้าของแบรนด์ ดังนั้นกลยุทธ์ที่ 2 ก็แก้ไปตามเกณฑ์ครับเมื่อเรามีปริมาณการผลิตสินค้ามากถึงระดับหนึ่งก็เจรจากับผู้ผลิตขอสร้างแบรนด์เป็นการสินค้าของเราด้วย Volume หรือปริมาณการขายที่เรามีมากระดับหนึ่งและ การตัดสินใจสร้างแบรนด์ทำให้เราได้สินค้าในราคาที่ถูกกว่าและสามารถขายสู่ตลาดได้โดยไม่ต้องไปตัดราคากับเอเย่นต์รายอื่นมุ่ง เน้นพัฒนาความทั่วถึงในการให้บริการลูกค้าการตอบสนองอันว่องไวและการแก้ปัญหาต่างๆให้ลูกค้าโดยอาศัยแรงสนับสนุนจากโรงงานผู้ผลิตนี่เองเป็นมันสมองและเป็นแรงงานให้

   นี่แหละครับตัวอย่างการเริ่มต้นธุรกิจจากการมีคู่ค้าที่ดีจะมีการจากการมีเพื่อนฝูงในวงการที่ดี อยากจะบอกการเริ่มต้นธุรกิจตั้งแต่วันแรกในการทำชุดตรวจยาเสพติดใช้เงินหลักหมื่น ในการเริ่มตั้งแต่การเอาของเขามาขาย ในการเป็นเอเยนต์ให้กับผู้ผลิตภาคเอกชนและจนกระทั่งการเป็นเจ้าของแบรนด์ของตัวเองเริ่มต้นจากเงินแค่หลักหมื่นขณะที่เราก็ทำธุรกิจตัวอื่นๆอยู่ด้วย ทีมงานของเราไม่ได้เริ่มจากงานยิ่งใหญ่แต่อย่างใด เริ่มต้นเพียงแค่พนักงาน 1 คนที่ดูแลรับผิดชอบธุรกิจตัวนี้ เราลองมาหลายแบบในการทำการตลาดเริ่มตั้งแต่ติดแสตมป์ในซองจดหมายและส่งไปยังลูกค้ารายต่างๆ ตั้งแต่การลองทำ Call Center คือโทรเข้าไปขายของ ลองวิ่งเข้าไปหาลูกค้าโดยการนัดหมายผู้บริหารและฝ่ายบุคคล ลองทำเว็บไซต์ตั้งแต่ยุคที่ Facebook ยังไม่มี ตั้งแต่ Google ยังไม่ต้องจ่ายตังค์ จนถึงกระทั่งการใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งบอกเลยในการทำธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงวันนี้มกกว่ 5 ปีแล้ว กลยุทธ์ต้องปรับเปลี่ยน ทุกปีแผนการตลาดในปีแรกไม่สามารถใช้ได้กับปีที่ 3 และแผนการตลาดรวมถึงวิธีในปีที่ 3 ไม่ไม่สามารถใช้ได้เป็นอย่างดีในปีที่ 5 ดังนั้นเขียนแผนธุรกิจมาอย่างไรก็ตามต้องปรับตัวอยู่ตลอด

 

 




Business development

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เข้าตรวจสถานที่ผลิต ผลิตภัณฑ์
CSR วันที่27และ29 มกราคม 2558
CSR วันที่ 26-28 ธันวาคม พ.ศ.2557
กิจกรรม CSR ของบริษัท
CSR
Brand Identity อัตลักษณ์ของแบรนด์
Crowdsourcing Campaign เทรนด์ฮิต Digital Campaign
13 ตัวตนของแบรนด์ Part 2 ข้อ 7-13
13 ตัวตนของแบรนด์ Part 1 ข้อ 1-6
Brand DNA สร้างคุณค่าให้แบรนด์
Marketing concept
CDIP บริษัท ร่วมวิจัยผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
การเริ่มผลิตสินค้าใหม่กับ JSP
MLM Consulting
SWOT analysis
Unlimited Technology Service.,Ltd article
CRM การจัดการลูกค้าสัมพันธ์และระบบห่วงโซ่อุปทาน
สมุนไพร รู้ก่อนใช้ ปลอดภัยกว่า
เลือกผู้จำหน่ายส่วนผสมในการผลิตยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างไรให้ได้คุณภาพ
ประโยชน์ของการว่าจ้างบริษัทภายนอกในการผลิตภายใต้แบรนด์ของคุณ
การเลือกผู้ผลิตอาหารเสริมที่เหมาะสม
การเลือกผู้ผลิตที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ของคุณ
Innovation Coupon for SMEs
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
Six Sigma business management
TQM Total Quality Management
K SME care
โอกาศของเครื่องสำอางจากธรรมชาติ และสมุนไพร
ขึ้นทะเบียนอาหารและยา (FDA)
ที่ปรึกษาการวิจัย
ที่ปรึกษาการเงิน
4P's ส่วนผสมทางการตลาด
Porter's 5 forces analysis
Business Development article



สงวนลิขสิทธิ์ 2012 บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เลขที่ 255,257 ซอยสาธุประดิษฐ์ 58 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทรศัพท์ : 092-2234056-59 แฟกซ์ : 02-294-0705 อีเมล์ : business.evp@jsppharma.com