ReadyPlanet.com
dot


วิสันทัศน์ผู้บริหาร JSP Pharma
International Trading Department
Available packaging services
Product quality control
business-development
Frequency asked question
FINTECH
TMC
ติดต่อเรา JSP Pharma
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา


CRM การจัดการลูกค้าสัมพันธ์และระบบห่วงโซ่อุปทาน

  การจัดการลูกค้าสัมพันธ์และระบบห่วงโซ่อุปทาน

  ที่มา : http://www.payom.netfirms.com/

 

     ลูกค้าในสมัยนี้ได้กลายเป็นลูกค้าที่มีความเปลี่ยนแปลงและทันสมัยยิ่งขึ้น และเทคโนโลยีได้ทำให้พวกเขายิ่งมีโอกาสเลือกสรรสินค้า และบริการมากยิ่งขึ้น เพราะลูกค้า สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ต้องการ ได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าในอดีตมาก และโดยที่แนวโน้มของกลุ่มอำนาจได้เริ่มเคลื่อนย้ายจาก "ตัวสินค้า" ไปยัง "กลุ่มลูกค้า" จุดแข่งขันในขบวนการด้านการตลาดจึงมาเน้น ที่ customer Relationship Management (CRM) นั่นเอง เพราะ CRM เป็นแนวทางการเข้าถึงที่สามารถกำหนด บ่งบอก ดึงดูด และรักษาลูกค้าได้ดีที่สุด และยิ่งกว่านั้น ลูกค้านั้นต้องถูกเสมอ

  องค์กรใดที่นำเอาระบบ CRM มาใช้มักเห็นผลในการเพิ่มรายได้และเพิ่มกำไรอย่างเห็นได้ชัด

   เทคโนโลยีทุกวันนี้สามารถทำให้องค์กรบริษัทต่างๆ ขยายขีดความสามารถในการบริการจัดการห่วง โซ่อุปทาน (supply chain) และสามารถดำเนินกิจการในลักษณะของความร่วมมือกับทุกฝ่าย ตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบไปจนถึงผู้บริโภคและผู้ใช้สินค้า  ในที่สุดบริษัทชั้นนำทั้งหลายต่างเริ่มสร้าง "ระบบ โซ่อุปทาน เดียวกัน" ที่สามารถกำหนด โดยความต้องการของตลาดเป็นสำคัญ ต่างมุ่งพัฒนาระบบ โซ่อุปทาน ที่ใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น ในการสร้างความสำเร็จของรูปแบบ การบริหารจัดการใหม่นี้ นักบริหาร จะต้องทำความเข้าใจและยอมรับในแนวความคิดที่สำคัญที่ใช้ในเรื่องของ CRM ก่อน

   เมื่อองค์กรต่างมุ่งความใกล้ชิดสู่ผู้บริโภค ระบบ ห่วงโซ่อุปทาน จะเผชิญกับความจริงเบื้องต้น คือ "ผู้บริโภคทุกวันนี้ไม่ได้เอาใจง่ายและสามารถรักษาไว้ได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน" พวกเขาต่างมีความรู้ความเข้าใจในสินค้า/บริการมากขึ้น ผู้บริโภคปัจจุบันฉลาดขึ้นและมีความต้องการ (Demanding) มากขึ้น และถ้าบริษัทใดไม่สามารถสนองความคาดหวังหรือความต้องการของเขาได้ เขาก็จะมองหาบริษัทใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ทันที จากผลของผู้บริโภคยุคใหม่นี้ ทำให้หลายบริษัทเสียลูกค้าไป โดยเฉลี่ยระหว่าง 10%-30% ในแต่ละปี นักการตลาดหลายท่านระบุว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีแบบ Real-time ได้ทำให้ผู้บริโภคมีความคาดหวังและ ต้องการความพึงพอใจในลักษณะทันที ทำให้เกิดผู้บริโภคลักษณะ "ลูกค้าที่ไม่เคยพึงพอใจเลย"ขึ้น

   ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ข้อได้เปรียบหรือจุดเด่นของสินค้าที่เหนือกว่าคู่แข่งขันในด้านนวัตกรรมเริ่มมีอายุสั้นลง ในทางตรงกันข้าม กุญแจแห่งความสำเร็จกลับกลายเป็นความสามารถในการฝ่าคลื่นลมของการสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าในระยะยาวมากกว่า ซึ่งนั่นหมายความว่า องค์กรต่างๆ ต้องเริ่ม "รับฟังความคิดเห็นของลูกค้า" หรือเพิ่มน้ำหนักการให้บริการลูกค้าอย่างเดียวไม่เพียงพอเสียแล้ว การสร้างระบบ โซ่อุปทาน ที่รวดเร็วไม่เพียงพอ องค์กรต่างต้องมุ่งสู่การให้ความสำคัญของ "ศูนย์กลางลูกค้า"  

  ในการทำเช่นนั้น พวกเขา จะต้องมั่นใจได้ว่ากิจกรรมทุกอย่างที่เขาทำลงไป จะต้องเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้า องค์กรต้องฟังเสียงลูกค้าและนำเอาข้อคิดเห็นลูกค้ามาปรับปรุงเป็นกลยุทธ์ขององค์กร เพื่อสร้างระบบที่สามารถตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าให้ได้

  แนวทางปฏิบัติของ CRM

  ในการสร้าง "ศูนย์กลางลูกค้า" นั่นคือเป้าหมายของ CRM ซึ่ง CRM นั้นมีความหมายเหนือกว่า การมีประสิทธิภาพของการขาย หรือการตลาดแบบตัวต่อตัว หรือกิจกรรมของบริการลูกค้า ระบบ CRM เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนระบบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ค้าส่งกับบริษัทและลูกค้า เป็นการสร้างขบวนการของกิจกรรมในการกำหนด ดึงดูด และรักษาลูกค้า มุ่งเน้นเจาะจงในการวางแนวองค์กรใหม่ทั้งหมด เพื่อสร้างผลกำไรความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าในทุกส่วน

  ในการสร้างความสัมพันธ์ดังกล่าว CRM ได้เน้นหลักความจริงที่ว่า "ลูกค้าทุกคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน ลูกค้าแต่ละกลุ่มแต่ละคน จะให้ผลกำไรกับบริษัทที่แตก ต่างกัน" นักบริหารเคยกล่าวถึงว่า สูตรของ 80:20 นั้นยังใช้ได้อยู่ กล่าวคือ 80% ของกำไรบริษัท อาจมาจากแค่ 20% ของกลุ่มเป้าหมาย หรือลูกค้าขององค์กร ฉะนั้น CRM ก็จะพยายามค้นหา 20% ของคนกลุ่มนั้น และสร้างความพึงพอใจให้เขามากยิ่งขึ้นเพื่อให้เกิดผลกำไรต่อองค์กรมากยิ่งขึ้น

  ความเข้าใจที่ชัดเจนในลูกค้าที่สร้างผลกำไรนั้น จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันจะทำให้บริษัทสามารถสร้างระดับการบริหารที่แตกต่างกันให้กับลูกค้าที่ต่างระดับด้วย ตัวอย่างเช่น สายการบินทั้งหมดต่างออกบริการ "บัตรพิเศษ" อย่างการบินไทย ก็ออกบัตร Royal Orchid Plus เพื่อให้บริการลูกค้าต่างประเภท เช่น ลูกค้าที่บินบ่อยเป็นพิเศษก็เป็นบัตรทอง บินบ่อยธรรมดาก็เป็น บัตรเงิน และไม่ค่อยบ่อยก็จะไม่ได้อะไร ด้วยวิธีนี้ลูกค้าที่เป็นบัตรเงิน ก็จะพยายามเปลี่ยนเป็นบัตรทอง ด้วยการเลือกบินกับการบินไทยมากกว่าสายการบินอื่นๆ เสียงสะท้อนของลูกค้าที่ต้องการได้ Mileage ในการบินที่ในเส้นทางที่สายการบินไทยไม่มี ก็ทำให้การบินไทยต้องไปจับมือเป็น Alliance กับสายการบินอื่นๆ เพื่อเพิ่มและตอบสนองความต้องการของลูกค้า

  ด้วยกลยุทธ์นี้ ทำให้ลูกค้าการบินไทยมีเพิ่มขึ้นอย่างมาก และที่นั่งในแต่ละเที่ยวบินก็สามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด ลักษณะเช่นนี้ไม่ใช่เป็นการเลือกปฏิบัติระหว่างลูกค้าดี และลูกค้าที่ไม่ดี เพียงแต่ว่านักการตลาดจะต้องเข้าใจว่า ลูกค้าต่างประเภท ต่างกลุ่ม ควรจะได้รับการบริการที่แตกต่างกันไปเท่านั้นเอง

  เมื่อบริษัทได้กำหนดวิธีการบริการลูกค้าต่างประเภท ในลักษณะที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มเป้าหมายนั้น บริษัทก็สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ 2 อย่าง กล่าวคือ นอกจากจะสามารถเพิ่ม "ส่วนแบ่ง ในตัวลูกค้า" (Share of customer) แล้วบริษัทยังสามารถปรับปรุงวิธีการรักษาลูกค้าเดิมได้อย่างดีอีกด้วย

  ผมเคยพูดอยู่เสมอว่า "Share of customer" หมายถึง จำนวนสินค้าในแต่ละ category ที่ลูกค้าคนหนึ่งๆ จะสามารถซื้อกับบริษัทได้ เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่ลูกค้า ซื้อทั้งหมดหรือมีศักยภาพในการซื้อ ใน category นั้นๆเช่น หากลูกค้า คนหนึ่งใช้ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว ซึ่งมีทั้ง สบู่ก้อน สบู่เหลว แชมพู ครีมนวดผม ครีมล้างหน้า ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ตลอดจนเครื่องสำอาง ประเทืองผิว

  การที่บริษัทสามารถเพิ่มส่วนแบ่งลูกค้า (Share of customer) ให้กับลูกค้าคนหนึ่งจากการที่เขาใช้สินค้าเหล่านี้เพียง 20% มาเป็น 80% ก็จะทำให้ยอดขาย และผลกำไรของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น Uni-lever, P&G คอลเกต หรือ สห-พัฒน ฯ เพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเพิ่มฐานลูกค้าเลย ฉะนั้น การใช้ระบบ CRM จึงสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ในลักษณะนี้ นอกจากนั้น รายงานการวิจัยในต่างประเทศยังแสดงให้เห็นว่า ลูกค้าที่ Loyal และซื้อสินค้าเราประจำนั้นจะมีโอกาสเป็นลูกค้า Life time value ได้มากกว่าเพราะว่า

             1)พวกเขาสามารถซื้อสินค้า/บริการเราถี่ขึ้นบ่อยขึ้น

             2)พวกเขาสามารถซื้อสินค้า/บริการเราได้มากกว่าลูกค้าอื่นๆ

             3)พวกเขาสามารถซื้อสินค้า/บริการเราได้ในราคาที่ทำให้เรามี Margin ดีกว่าลูกค้าอื่นๆ

             4)พวกเขาสามารถช่วยเราโฆษณา ประชาสัมพันธ์ สินค้า/บริการเราได้ดีกว่าโฆษณาใดๆ 

  อีกทั้งนี้เพราะพวกเขามีความพึงพอใจในสินค้า/บริการของเรานั่นเอง

    กล่าวโดยสรุป ประสิทธิภาพในการใช้เทคนิคของ CRM นั้น ทำให้เราสามารถพุ่งเป้าไปที่กลุ่มลูกค้าที่มีกำไร เปิดโอกาสให้ระบบ Supply Chain สามารถสรรหาบริการต่างๆที่จะสนองความต้องการของลูกค้าในหลากหลาย Segments ได้ ในขณะเดียวกันก็ลดต้นทุนการบริหารจัดการด้วย นอกจากนั้นแล้ว ยังทำให้องค์กรมีความมั่นคงมากขึ้น มีความต่อเนื่องและสามารถคาดคะเนฐานลูกค้าได้ ซึ่งในทางกลับกันก็ช่วยทำให้การวางแผน การปฏิบัติการง่ายขึ้นอีกด้วย

  ที่มา : http://www.bkkonline.com/

    ซีอาร์เอ็ม เกิดมาด้วยแนวคิดที่ว่าลูกค้าเก่าที่มีอยู่ในมือมีคุณค่ามหาศาล การสูญเสียลูกค้าในมือวันนี้ ไม่ใช่แค่สูญเสียรายได้ที่ลูกค้าจ่ายซื้อในปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นการสูญเสียโอกาสของรายได้ในอนาคตจากลูกค้ารายนั้นอย่างยาวนาน ซึ่งอาจจะเป็น 10 ปีหรือ 20 ปี

   เรื่องการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (Customer Relationship Management) หรือ ซีอาร์เอ็ม เป็นเรื่องฮิตในบ้านเราเป็นอย่างยิ่ง พูดกันไปในทุกวงการต่อเนื่องมาประมาณ 4-5 ปีแล้ว จนเดี๋ยวนี้ ใครไม่เคลมว่าบริษัทตัวเองกำลังทำ ซีอาร์เอ็ม  ก็ดูจะเชยๆ กระแสซีอาร์เอ็มเลยระบาดไปทั่ว บางบริษัทเปลี่ยนชื่อแผนกโอเปอร์เรเตอร์รับโทรศัพท์เป็นคอลล์เซ็นเตอร์เสร็จ ก็บอกว่ามีซีอาร์เอ็มแล้ว บางบริษัทจัดหน่วยรถเคลื่อนที่ออกไปเยี่ยมตัวแทนจำหน่ายต่างจังหวัดก็เรียกว่า มี ซีอาร์เอ็ม หนักกว่านั้นคือจัดกิจกรรมเอาแม่บ้านลูกบ้านมาสังสรรค์เล่นเกมส์แจกข้าวของติดไม้ติดมือกลับบ้านเสร็จ ก็ประกาศเลยว่าทำซีอาร์เอ็มเรียบร้อย

  ซีอาร์เอ็ม เลยดูออกจะไปทางเลอะเทอะกันใหญ่ เพราะไม่เข้าใจกันว่าซีอาร์เอ็มโดยเนื้อแท้แล้วเป็นเรื่องที่มากไปกว่า มีศูนย์โทรศัพท์แบบตอบรับอัตโนมัติ (Interactive Voice Response) มากไปกว่าการมีพนักงานออกไปเจ๊าะแจ๊ะกับลูกค้า และมากไปกว่าการออกไปเยี่ยมลูกค้าบ่อยครั้งกว่าที่เคยเท่านั้น

  ซีอาร์เอ็ม เกิดมาด้วยแนวคิดที่ว่าลูกค้าเก่าที่มีอยู่ในมือมีคุณค่ามหาศาล การสูญเสียลูกค้าในมือวันนี้ไม่ใช่แค่สูญเสียรายได้ที่ลูกค้าจ่ายซื้อในปัจจุบันเท่านั้น แต่เป็นการสูญเสียโอกาสของรายได้ในอนาคตจากลูกค้ารายนั้นอย่างยาวนาน ซึ่งอาจจะเป็น 10 ปี 20 ปี ลองเอาเวลาคูณค่าเฉลี่ยการซื้อของลูกค้า ย่อมเป็นจำนวนมหาศาล เป็นมูลค่าระยะยาวของลูกค้า (Customer Lifetime Value) ที่เมื่อรู้แล้วก็ต้องพยายามรักษาและเพิ่มพูนตลอดเวลา ลองนึกดูว่าถ้าต้องสูญเสียลูกค้าในมืออย่างต่อเนื่อง จะเป็นเรื่องเสียโอกาสขนาดไหน มีตัวเลขที่ศึกษากันในต่างประเทศพบว่าถ้าหากลดอัตราการสูญเสียลูกค้าลงได้เพียง 5% จะสามารถสร้างมูลค่าระยะยาวของลูกค้าได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่ 25-85% ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ

  ยิ่งลูกค้าอยู่กับกิจการนานเท่าไร ก็จะยิ่งสร้างกำไรให้กับกิจการมากเท่านั้น จากการที่ลูกค้าซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น ซื้อของที่มีมูลค่าสูงขึ้น ซื้อบ่อยขึ้น และพร้อมจะทดลองสินค้าหรือบริการใหม่ๆของกิจการด้วย อย่างบัตรเครดิตของทุกธนาคาร เดี๋ยวนี้ที่แย่งชิงลูกค้ากันอย่างถึงพริกถึงขิง ค่าธรรมเนียมแรกเข้าไม่เสีย ค่าสมาชิกรายปียกเว้นตลอดชีพ สมัครเสร็จมีของแถมอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นลูกค้าบัตรเครดิต ทำธนาคารขาดทุนทันทีทุกราย สมัครแล้วถ้าลูกค้าไม่ใช้บัตรหรือยกเลิกบัตรในเดือนถัดไปก็แปลว่า ธนาคารแห้วเป็นซ้ำสอง ทุกวันนี้ธนาคารจึงต้องพยายามรักษาลูกค้าและกระตุ้นการใช้บัตรกันอย่างสุดฤทธิ์ เพราะยิ่งทำให้ลูกค้าอยู่นานเท่าไรยิ่งสร้างกำไรมาชดเชยการขาดทุนได้มากขึ้นเท่านั้น

  หากรักษาลูกค้าให้อยู่ได้นานๆจะเป็นการลดต้นทุนด้วย การศึกษาพบว่า การเก็บรักษาลูกค้าเดิมหนึ่งราย เสียต้นทุนเพียงแค่ 1 ใน 5 เมื่อเทียบกับต้นทุนการหาลูกค้าใหม่หนึ่งราย เพราะฉะนั้น ถ้าปล่อยให้เสียลูกค้าเก่าไปเรื่อยๆ แล้วต้องวิ่งหาลูกค้าใหม่ตลอดเวลา ต้นทุนก็จะสูงขึ้นในระยะยาว

  จะรักษาลูกค้าเก่าเหล่านี้เอาไว้ได้อย่างดีนั้น ต้องมีการสร้างความสัมพันธ์บนการเรียนรู้ลูกค้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งการเรียนรู้จะทำได้ก็ต้องอาศัยข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า ซึ่งถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดของ ซีอาร์เอ็ม ข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่ต้องบอกได้ว่า ลูกค้ารายนั้นมียอดการใช้จ่ายกับกิจการอย่างไร สม่ำเสมอต่อเนื่องขนาดไหน สามารถสร้างกำไรให้กิจการได้แค่ไหน ลูกค้าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มีพฤติกรรมในการซื้ออย่างไร ต้องการอะไรในปัจจุบันและอนาคต ศึกษาแล้วจึงแยกแยะลูกค้า เป็นกลุ่มตามมูลค่าระยะยาวของลูกค้า จากนั้นจึงจัดกิจกรรมต่างๆทางการตลาด สนองตอบลูกค้าให้ตรงใจ เป็นรายกลุ่มหรือรายคน นั่นล่ะคืองานของ ซีอาร์เอ็ม

  ทุกวันนี้ การตลาดส่วนใหญ่ทำกันแบบเหวี่ยงแห ลูกค้าทุกรายได้รับการดูแลหรือปฏิบัติเหมือนกันหมด หลายกิจการมีลักษณะโครงสร้างแบบที่เรียกว่า 80/20 คือลูกค้าส่วนใหญ่ 80 % สร้างผลกำไรให้แค่ 20% หรือกำไรส่วนใหญ่ มาจากลูกค้าส่วนน้อยนั่นเอง กิจการมักจะทุ่มเททรัพยากรและเงินทองไป กับการดูแลลูกค้าส่วนใหญ่ โดยไม่ได้ตระหนักว่าลูกค้าส่วนนั้นทำกำไรให้กิจการน้อยมากแค่ไหน ขณะเดียวกันก็ละเลยลูกค้าส่วนน้อยหรือปฏิบัติต่อลูกค้าส่วนน้อยเหมือนกับลูกค้าส่วนใหญ่ทั้งที่เป็นลูกค้า ที่สร้างผลกำไรให้มาก งานของ ซีอาร์เอ็ม จะต้องสามารถแยกแยะลูกค้าเหล่านี้ออกจากกันได้และหาวิธีการตอบสนองที่แตกต่างกัน เพื่อในที่สุดจะสามารถรักษาลูกค้าที่ดีเอาไว้ได้อย่างยืดยาว

  ข้อมูลลูกค้าและการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าจึงเป็นหัวใจของ ซีอาร์เอ็ม ข้อมูลเหล่านี้ได้มาจากการสะสมผ่านการติดต่อกับลูกค้าในทุกๆช่องทางและทุกๆจุดของกิจการ งานของซีอาร์เอ็ม จึงประกอบไปด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆคือ ส่วนการปฏิบัติการ (Operational CRM) และส่วนการวิเคราะห์ข้อมูล (Analytical CRM) ส่วนแรกจะสร้างจุดการติดต่อกับลูกค้าในทุกช่องทาง ไม่ว่าลูกค้าจะมาทางไหน ทั้งโดยการติดต่อทางพนักงานขายโดยตรง ทางคอลล์เซ็นเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ท จุดบริการอัตโนมัติ ฯลฯ

  จากนั้นส่วนวิเคราะห์ จะเอาข้อมูลของลูกค้าไปประมวลและแยกแยะ ทำให้อยู่ในรูปที่เรียกใช้ได้ เป็นประโยชน์ที่จะวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อตอบสนองความต้องการให้สอดคล้องเป็นรายบุคคลต่อไป

  ซีอาร์เอ็ม โดยเนื้อแท้ จึงเป็นความพยายามเรียนรู้และแยกแยะลูกค้าจากข้อมูลของลูกค้า เพื่อนำไปสู่การตอบสนองที่ตรงจุดตรงใจอย่างแตกต่างกัน เป็นรายกลุ่มหรือรายคน เพื่อเป้าหมายสุดท้าย คือการเพิ่มมูลค่าระยะยาวของลูกค้าและการรักษาลูกค้าไว้ได้ยาวนานที่สุด มีแค่คอลล์เซ็นเตอร์ หรือแค่ปล่อยหน่วยรถออกไปเยี่ยมลูกค้าในต่างจังหวัดจึงยังห่างไกลจาก ซีอาร์เอ็ม เป็นยิ่งนัก โปรดเข้าใจ




Business development

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เข้าตรวจสถานที่ผลิต ผลิตภัณฑ์
CSR วันที่27และ29 มกราคม 2558
CSR วันที่ 26-28 ธันวาคม พ.ศ.2557
กิจกรรม CSR ของบริษัท
CSR
Brand Identity อัตลักษณ์ของแบรนด์
Crowdsourcing Campaign เทรนด์ฮิต Digital Campaign
13 ตัวตนของแบรนด์ Part 2 ข้อ 7-13
13 ตัวตนของแบรนด์ Part 1 ข้อ 1-6
Brand DNA สร้างคุณค่าให้แบรนด์
Marketing concept
CDIP บริษัท ร่วมวิจัยผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
การเริ่มผลิตสินค้าใหม่กับ JSP
MLM Consulting
SWOT analysis
Unlimited Technology Service.,Ltd article
สมุนไพร รู้ก่อนใช้ ปลอดภัยกว่า
เลือกผู้จำหน่ายส่วนผสมในการผลิตยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างไรให้ได้คุณภาพ
ประโยชน์ของการว่าจ้างบริษัทภายนอกในการผลิตภายใต้แบรนด์ของคุณ
การเลือกผู้ผลิตอาหารเสริมที่เหมาะสม
การเริ่มต้นธุรกิจ(0-ล้าน) ล้านแรก
การเลือกผู้ผลิตที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ของคุณ
Innovation Coupon for SMEs
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
Six Sigma business management
TQM Total Quality Management
K SME care
โอกาศของเครื่องสำอางจากธรรมชาติ และสมุนไพร
ขึ้นทะเบียนอาหารและยา (FDA)
ที่ปรึกษาการวิจัย
ที่ปรึกษาการเงิน
4P's ส่วนผสมทางการตลาด
Porter's 5 forces analysis
Business Development article



สงวนลิขสิทธิ์ 2012 บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เลขที่ 255,257 ซอยสาธุประดิษฐ์ 58 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทรศัพท์ : 092-2234056-59 แฟกซ์ : 02-294-0705 อีเมล์ : business.evp@jsppharma.com