ReadyPlanet.com
dot


วิสันทัศน์ผู้บริหาร JSP Pharma
International Trading Department
Available packaging services
Product quality control
business-development
Frequency asked question
FINTECH
TMC
ติดต่อเรา JSP Pharma
มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา


K SME care

      นิช มาร์เก็ต(Niche Market) : ตลาดเฉพาะกลุ่มที่น่าสนใจ...สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี

     การดำเนินธุรกิจภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่มีข้อจำกัดทางด้านเงินลงทุนและทรัพยากรต่างๆ จะค่อนข้างเสียเปรียบผู้ประกอบการรายใหญ่ซึ่งมีงบประมาณวิจัยและพัฒนาสินค้าให้สามารถตอบสนองกลุ่มลูกค้าทั้งหมด รวมถึงการทุ่มงบโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านสื่อต่างๆ ทำให้สินค้าเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้าง จึงสามารถครองส่วนแบ่งเป็นผู้นำในตลาดไว้ได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จึงควรมุ่งไปหาตลาดเฉพาะกลุ่มหรือ

    นิช มาร์เก็ต (Niche Market) ที่มีการแข่งขันน้อยกว่าตลาดทั่วไป ที่มุ่งมวลชนจำนวนมากหรือ แมส มาร์เก็ต (Mass Market) ซึ่งมีผู้ประกอบการรายใหญ่ครองตลาดอยู่แล้ว ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดเฉพาะกลุ่มหรือนิช มาร์เก็ต จะเป็นตลาดกลุ่มย่อยที่แยกออกมาจากตลาดใหญ่ แต่ลูกค้าในกลุ่มนี้ก็มีกำลังซื้อที่สูง จึงมีมูลค่าตลาดมากเพียงพอที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเข้าไปดำเนินธุรกิจ โดยมีรายได้และผลตอบแทนที่คุ้มค่า

   ในการประกอบธุรกิจนั้น เราสามารถแยกตลาดตามกลุ่มลูกค้าได้คร่าวๆเป็น 2 ตลาด ดังนี้

   ตลาดลูกค้าทั่วไป ที่มุ่งมวลชนจำนวนมากหรือ แมส มาร์เก็ต (Mass Market) เป็นตลาดที่ผู้ประกอบการผลิตสินค้าที่มีรูปแบบและมาตรฐานเดียวกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีในตลาดทั้งหมด(โดยมีสมมติฐานว่า กลุ่มลูกค้าทั้งหมด มีความต้องการคล้ายคลึงกัน) ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ผลิตสินค้าจำนวนมาก มีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำ จึงสามารถใช้กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคา เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดได้ดีกว่าผู้ประกอบการรายเล็ก ตลาดกลุ่มนี้ จึงเหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่มีทุนและทรัพยากร รวมถึงงบประมาณทางด้านการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ที่ต้องทำตลอดเวลา เพื่อที่จะทำให้ลูกค้าจดจำตราหรือสินค้าได้ ซึ่งสื่อที่นิยมใช้ก็มักจะเข้าถึงมวลชนในวงกว้าง อาทิ สื่อโทรทัศน์ วิทยุ โรงภาพยนตร์  สื่อกลางแจ้ง และสื่อเคลื่อนที่ต่างๆ ทั้งนี้ แม้ว่าตลาดทั่วไปที่มุ่งมวลชนจำนวนมากหรือ แมส มาร์เก็ต จะมีมูลค่าตลาดที่สูงมาก โดยสินค้าบางประเภท มีมูลค่าตลาดสูงนับพันนับหมื่นล้านบาท แต่ตลาดนี้ก็มีการแข่งขันที่รุนแรงเช่นเดียวกัน ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าสู่ตลาดได้ยาก หรือหากสามารถอยู่ในตลาดได้ ส่วนใหญ่ก็มีส่วนแบ่งในตลาดที่น้อย เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายใหญ่ จนบางรายแทบจะไม่เป็นที่จดจำของลูกค้า

   ตลาดลูกค้าเฉพาะเจาะจงหรือนิช มาร์เก็ต (Niche Market) เป็นการผลิตและขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เจาะจงแบบกลุ่มย่อยๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของตลาดรวมทั้งหมด ตลาดนี้จะประกอบไปด้วยลูกค้าที่มีความต้องการคล้ายๆกัน ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีรสนิยมเฉพาะ นิช มาร์เก็ต อาจเป็นกลุ่มลูกค้าเดิมที่มีอยู่แล้วในตลาด แต่ผู้ประกอบการยังไม่สามารถผลิตสินค้าหรือบริการสนองความต้องการลูกค้าได้ หรืออาจเป็นตลาดที่เกิดขึ้นใหม่อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงตามสภาพสังคม รสนิยม ตลอดจนถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอาทิ เช่น กลุ่มที่สนใจสินค้าที่นำเอานวัตกรรมใหม่ๆใส่เข้าไปในตัวสินค้า กลุ่มที่นิยมของที่มีการออกแบบแปลกแหวกแนว กลุ่มที่นิยมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับคาร์แรกเตอร์ตัวการ์ตูน หรือดารา นักร้องที่ชื่นชอบ กลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพ หรือกลุ่มลูกค้าที่แยกประเภทตามเพศ วัย การศึกษา หรือลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากลูกค้าทั่วไป อาทิ คนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน และคนตั้งครรภ์ เป็นต้น ทั้งนี้ นิช มาร์เก็ต เป็นตลาดที่เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดทางด้านทุนและทรัพยากร ทำให้ไม่สามารถแข่งขันทางด้านราคากับผู้ประกอบการรายใหญ่ รวมถึงการทำกิจกรรมการตลาด การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ไปถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้างที่ต้องใช้งบประมาณสูงได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจึงจำเป็นต้องทุ่มเทสรรพกำลัง ทั้งทรัพยากร และเงินทุนที่มีอย่างจำกัด ไปยังตลาดกลุ่มย่อย เพื่อให้สามารถเข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งลูกค้าในกลุ่มตลาดนิช มาร์เก็ต จะให้ความสำคัญกับคุณค่าและประโยชน์ใช้สอยของสินค้าและบริการที่ผู้ประกอบการนำเสนอ มากกว่าปัจจัยทางด้านราคา ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางด้านราคากับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีศักยภาพทางด้านเงินทุนที่สูงกว่าได้

   ทั้งนี้ตลาดเฉพาะกลุ่มหรือนิช มาร์เก็ตนั้น แม้ว่าจะเป็นตลาดกลุ่มย่อยแบบเฉพาะเจาะจง แต่ก็มีมูลค่าตลาดสูงเพียงพอที่ผู้ประกอบการจะเข้าไปทำตลาด อีกทั้งยังมีการแข่งขันที่รุนแรงน้อยกว่า เนื่องจากผู้ประกอบการรายใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสนใจ เพราะตลาดมีขนาดเล็กเกินกว่าที่ผู้ประกอบการจะเข้าไปทำตลาด ในขณะเดียวกัน ก็ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใด เป็นผู้นำตลาดอย่างเด่นชัด ดังนั้น หากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใด สามารถค้นพบกลุ่มลูกค้าเฉพะนี้ได้ และตอบสนองได้อย่างรวดเร็วก่อนใคร ก็จะสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้นำได้ ประการสำคัญ ผลกำไรที่ธุรกิจได้รับก็อยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากไม่ต้องแข่งขันทางด้านราคา ทำให้สามารถกำหนดราคาที่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตได้

   ข้อแตกต่างระหว่างตลาด “นิช” กับ ”แมส”

ลักษณะตลาด

ตลาดเฉพาะกลุ่ม(Niche Market)

ตลาดมวลชน(Mass market)

ผู้ประกอบการ

มีน้อยราย

มีจำนวนมาก

เงินทุนและทรัพยากร

ไม่สูงมากนัก  

ต้องใช้เงินทุนสูงเพื่อวิจัยและพัฒนาสินค้า รวมทั้งงบการตลาด

รูปแบบสินค้า

ผลิตเพื่อตอบสนองลูกค้าเฉพาะกลุ่ม

สินค้าเป็นแบบทั่วๆไป ผลิตเพื่อใช้กับกลุ่มลูกค้าเป็นจำนวนมาก

การกำหนดราคาสินค้า

ลูกค้าพึงพอใจในคุณค่าและประโยชน์สินค้า ทำให้สามารถตั้งราคาได้สูงกว่าตลาดทั่วไป

มีการแข่งขันด้านราคาสูง

การแข่งขัน

แข่งขันน้อย เพราะมีผู้ประกอบการไม่กี่ราย และไม่ใช่รายใหญ่

การแข่งขันรุนแรง บางตลาดแม้ว่าจะมีผู้ประกอบการน้อยราย แต่เป็นรายใหญ่ที่มีเงินทุนมาก

กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย

เฉพาะกลุ่มที่มีรสนิยมและความต้องการคล้ายคลึงกัน

ลูกค้าทั่วไป

มูลค่าตลาด

ไม่สูงมากนัก แต่ก็มากพอที่จะสร้างรายได้และผลกำไรแก่องค์กร

สูง มีโอกาสสร้างรายได้แก่องค์กร

กำไร

สูง ใช้งบประมาณการตลาดน้อย และไม่ต้องแข่งขันทางด้านราคากับคู่แข่ง

อาจจะไม่สูงมาก เพราะต้องทุ่มงบการตลาดไปสู่ลูกค้าทุกกลุ่ม รวมทั้งยังต้องแข่งขันด้านราคากับคู่แข่ง

ความต้องการและรสนิยมของลูกค้า

มีแนวคิดและความสนใจและความต้องการสินค้าที่คล้ายคลึงกัน

รสนิยมและความสนใจแตกต่างกันทำให้มีความต้องการสินค้าที่หลากหลาย

การโฆษณาประชาสัมพันธ์

ใช้งบประมาณน้อยเข้าถึงเป้าหมายที่ต้องการได้ตรงกลุ่ม

ใช้งบประมาณมากเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทุกกลุ่ม

ส่วนแบ่งตลาด

ยังไม่ถูกครอบครองจากผู้ประกอบการรายใดอย่างชัดเจน

ถูกครอบครองโดยผู้ประกอบการรายใหญ่

 

   สำหรับตัวอย่างตลาดนิช มาร์เก็ต ในกลุ่มสินค้าประเภทต่างๆมี ดังนี้

  • ตลาดเสื้อผ้า เช่น เสื้อผ้าสำหรับคนท้อง เสื้อผ้าสำหรับคนอ้วน เสื้อผ้าสำหรับผู้สูงอายุ เสื้อผ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง เป็นต้น
  • สินค้าอุปโภค-บริโภค เช่นตลาดนมเสริมสร้างกระดูกเพื่อผู้สูงอายุ โฟมล้างหน้าแบบไม่มีฟอง สบู่ฆ่าเชื้อโรค เป็นต้น
  • สินค้าเพื่อสุขภาพ เช่น ตลาดข้าวกล้อง ผักปลอดสารพิษ เครื่องดื่มที่ให้พลังงานหรือแคลอรี่ต่ำ(เช่นเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาล) เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพหรือฟังก์ชั่นนัลดริ๊งก์ (FUNCTIONAL DRINK) ผ้าปูที่นอนกันไรฝุ่น สินค้าที่ผลิตจากสมุนไพร เครื่องสำอางที่ผลิตจากธรรมชาติ  และทัวร์สุขภาพ เป็นต้น
  • ธุรกิจเสริมความงาม เช่น คลินิกเสริมความงามที่คิดค้นนวัตกรรมและตัวยารักษา ตอบสนองความต้องการผู้บริโภค และทัวร์ศัลยกรรม เป็นต้น

    เป็นที่น่าสังเกตว่า ตลาดนิช มาร์เก็ต นั้นเป็นโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในการเข้าสู่ตลาด ที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสนใจ จึงช่วยลดปัญหาการ แข่งขันลงได้เป็นอย่างมาก อีกทั้งหากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใด ค้นพบตลาดนิช มาร์เก็ต และเข้าไปครอบครองส่วนแบ่งตลาดได้ก่อนรายอื่น ก็จะมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นผู้นำในตลาดนิช มาร์เก็ตนั้นได้ แต่อย่างไรก็ตาม การที่จะเข้าสู่ตลาดนิช มาร์เก็ตได้นั้น ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ง่ายนัก เพราะต้องมีขั้นตอนต่างๆหลายประการ ซึ่งมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

ขั้นแรก จำเป็นต้องคัดเลือกและศึกษาวิจัยว่าจะกำหนดกลุ่มลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจงได้อย่างไร เป็นกลุ่มใดและอยู่ที่ใด 

ขั้นที่สอง ต้องศึกษาว่าลูกค้ามีความต้องการสินค้าและบริการในรูปแบบใด ซึ่งจะต้องแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสินค้าที่มีอยู่แล้วในตลาด กับสินค้าใหม่ที่จะนำเสนอ ซึ่งอาจใช้วิธีทำแบบสอบถามหรือวิจัยตลาดให้ละเอียด และเมื่อได้เรียนรู้ถึงความต้องการลูกค้าแล้ว ก็ต้องผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองตลาดอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ การผลิตสินค้าเพื่อจับตลาดกลุ่มนิช มาร์เก็ต จะต้องมีความแตกต่างและโดดเด่นกว่าสินค้าทั่วไป จึงจะเป็นที่ยอมรับจากลูกค้า จนเกิดความภักดีต่อสินค้าและกลับมาใช้บริการซ้ำ

ขั้นที่สาม ต้องประเมินด้วยว่าลูกค้าเฉพาะกลุ่มนั้น จะมีมูลค่าตลาดเพียงพอที่จะสร้างรายได้และผลกำไรให้กับองค์กรธุรกิจได้หรือไม่ รวมถึงโอกาสในการขยายธุรกิจในอนาคต ประการสำคัญ ตลาดนั้นจะต้องมีความต้องการที่มั่นคงในระยะยาว มิใช่ความต้องการตลาดแบบฉาบฉวย เพราะจะทำให้ธุรกิจขาดความต่อเนื่องในการทำกิจการ

ขั้นตอนที่สี่ ประเมินว่า ตลาดที่กำลังจะเข้าไป มีผู้ประกอบการรายใดเป็นผู้นำตลาดอยู่ก่อนแล้วหรือไม่ เพราะการเข้าสู่ตลาดเป็นคนแรก ย่อมมีโอกาสสร้างการรับรู้และจดจำในสินค้าได้ก่อน

   จากภาพรวมตลาดสินค้าและบริการในปัจจุบัน ซึ่งการแข่งขันมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศ ประกอบกับข้อตกลงเปิดการค้าเสรี ที่ไทยได้ทำไว้กับประเทศต่างๆอาทิ เขตการค้าเสรี อาเซียน เขตการค้าเสรีไทย-จีน , ไทย-ออสเตรเลีย , ไทย-เกาหลี , และไทย-อินเดีย เป็นต้น ทำให้ธุรกิจจำเป็นต้องแข่งขันกับสินค้าและบริการที่ผลิตจากต่างประเทศ และนำเข้ามาทำตลาดแข่ง ส่งผลทำให้ผู้ประกอบการของไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งมีข้อจำกัดทางด้านเงินทุนและงบประมาณการตลาด ยากที่จะทำธุรกิจแข่งขัน ดังนั้น การปรับตัวเพื่อสนองตอบความต้องการลูกค้าด้วยการเลือกเข้าสู่ตลาดนิช มาร์เก็ต จึงช่วยหลีกเลี่ยงการเผชิญกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่า และหันไปสร้างตลาดใหม่ที่ยังไม่มีใครให้ความสนใจ แต่เป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า จุดอ่อนที่สำคัญของตลาด นิช มาร์เก็ต ก็คือ การเข้ามาแข่งขันของผู้ประกอบการรายใหม่ทำได้ง่าย เพราะใช้เงินทุนน้อย ซึ่งเมื่อตลาดประสบความสำเร็จ ก็จะจูงใจให้มีรายใหม่สนใจเข้ามาทำธุรกิจ ดังนั้น หัวใจของการเข้าสู่ตลาดนิช มาร์เก็ตก็คือ การรักษาตลาดนิช มาร์เก็ตเดิมไว้ ควบคู่ไปกับการค้นหาตลาดนิช มาร์เก็ต ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จึงจะทำให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จ

   กล่าวโดยสรุปแล้ว การดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเป็นจำนวนมากที่ประสบความสำเร็จและอยู่รอดในตลาดได้อย่างมั่นคง แต่ก็มีธุรกิจอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ประสบความสำเร็จและต้องเลิกกิจการไป ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ผู้ประกอบธุรกิจเหล่านั้น ไม่สามารถค้นหาตลาด และผลิตสินค้าที่แตกต่างจากคู่แข่งอื่นๆที่อยู่ในตลาดเดียวกัน เนื่องจากมีมุมมองว่าผู้บริโภคทุกกลุ่มเป็นลูกค้าของธุรกิจ จึงทำให้ต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่มีความพร้อมทางด้านเงินทุนและทรัพยกรที่มากกว่า ดังนั้น ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งมีเงินทุนและทรัพยากรที่จำกัด  จำเป็นต้องหาช่องว่างทางการตลาด โดยการผลิตสินค้าเพื่อสนองต่อกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจง ( Niche market) ที่ยังมีผู้ประกอบการให้ความสนใจน้อย ซึ่งแม้ว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าย่อยที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มลูกค้าทั่วไปหรือ แมส มาร์เก็ต แต่ในความเป็นตลาดกลุ่มย่อยนั้น ก็มีมูลค่าตลาดมากเพียงพอ ที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะเข้ามาทำตลาด เพราะลูกค้าในกลุ่มนี้ มีกำลังซื้อที่ค่อนข้างสูง จึงยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อแลกกับสินค้าที่แตกต่างจากสินค้าทั่วไป แต่สามารถตอบสนองความต้องการได้ตรงจุดกว่า ฉะนั้น การเป็นผู้นำในตลาดนิช มาร์เก็ต น่าจะดีกว่าการเป็นผู้ตามหรือพ่ายแพ้ในตลาด แมส มาร์เก็ต ที่มีผู้ประกอบการรายใหญ่ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่แล้ว และเมื่อเกิดความเชี่ยวชาญในตลาดนิช มาร์เก็ตแล้ว ต่อไป ก็อาจสามารถก้าวไปสู่ตลาดแมส มาร์เก็ต ที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ 

   เทคนิคการบริหารคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ

   การบริหารคลังสินค้า (Warehouse Management) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยให้กิจการประสบความสำเร็จ สามารถต่อสู้กับคู่แข่งในสมรภูมิธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การบริหารคลังสินค้าอย่างเป็นระบบ ย่อมนำมาซึ่งการลดต้นทุนการดำเนินงานของกิจการ และเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายสินค้าให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพและทันเวลา การบริหารคลังสินค้าที่ไม่เป็นระบบ ย่อมจะส่งผลให้การกระจายสินค้าไปยังลูกค้าเกิดความล่าช้า ขาดความต่อเนื่อง และไม่ตรงต่อเวลาตามที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเหล่านี้ยังสร้างความสิ้นปลืองค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเป็นอย่างมาก การมีคลังสินค้าเพื่อสำรองสินค้าคงคลัง (Inventory) ในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงจากความแปรผันของอุปสงค์และอุปทานของการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานต่างๆภายในองค์กรให้เชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์

   การบริหารคลังสินค้า จะจัดการตั้งแต่การรับเข้าจนถึงการจ่ายออกซึ่งสินค้าประเภทต่างๆ จึงต้องอาศัยเครื่องมือสำคัญคือการมีระบบSoftware และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) หรือระบบ IT ที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความทันสมัยตลอดเวลา ซึ่งจะเป็นตัวช่วยเสริมศักยภาพการดำเนินงาน ช่วยให้ระบบปฏิบัติการมีความผิดพลาดน้อยที่สุด และยังจะเป็นตัวกำหนดว่าเมื่อมีสินค้าเข้ามาสู่คลังสินค้าแล้ว ควรจะนำสินค้านั้นไปจัดเก็บไว้ที่ใดจึงจะเหมาะสมที่สุด เนื่องจากมีการเก็บสินค้าหลากหลายประเภท จึงต้องมีการแบ่งโซนจัดวางสินค้าให้เป็นระเบียบ ถูกสุขลักษณะ ระหว่างสินค้าที่มีกลิ่น สินค้าเครื่องอุปโภค-บริโภค และสินค้าที่เป็นเคมีภัณฑ์ประเภทต่างๆ เป็นต้น โดยอาศัยหลักการจัดเรียงสินค้าที่ถูกต้อง นอกจากนี้  Software ยังช่วยตัดสต็อกเมื่อมีการนำสินค้าออกไปจากคลังสินค้า และเมื่อตัดสต็อกออกแล้ว พนักงานก็จะนำสินค้ามาจัดเก็บแทนตำแหน่งที่ว่างลงได้โดยทันที

   หัวใจหลักของการบริหารจัดการคลังสินค้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนั้น จะต้องพิจารณาถึงการลดต้นทุนในการบริหารคลังสินค้า และสินค้าคงคลังใน 2 ส่วนสำคัญหลักๆ ดังจะกล่าวถึงต่อไปนี้

1) ต้นทุนการบริหารคลังสินค้า (Warehouse Cost) เกิดจากกิจกรรมการให้บริการภายในคลังสินค้า การจัดเก็บสินค้า การเลือกสถานที่ตั้งโรงงานและคลังสินค้า ซึ่งมีลักษณะเดียวกันกับต้นทุนการขนส่ง ที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถดำเนินงานเองที่เรียกว่า In-house และการจ้างให้ผู้อื่นดำเนินการให้ หรือเช่าคลังสินค้าของผู้อื่นที่เรียกว่า Outsource ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องตัดสินใจว่า จะเลือกดำเนินการเอง หรือจ้างผู้อื่นที่เชี่ยวชาญให้เข้ามาช่วยบริหารจัดการคลังสินค้า หรืออาจใช้วิธีเช่า ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่ที่การตัดสินใจของผู้บริหารกิจการว่าจะเลือกแบบใด เพื่อให้ได้ผลในเชิงลดต้นทุนของกิจการให้ได้มากที่สุด 


2) ต้นทุนในการถือครองสินค้า (Inventory Carrying Cost) เป็นต้นทุนสินค้าคงคลังที่เกิดจากการถือครองสินค้าเอาไว้ในระดับที่ไม่เหมาะสม เช่น ถ้าสั่งสินค้าเข้ามาน้อยไม่เพียงพอก็จะเกิดปัญหาสินค้าขาดมือ ซึ่งก็จะมีผลต่อต้นทุนสินค้าขาดแคลน แต่ถ้าสั่งเข้ามามากเกินไปก็จะเกิดการสูญเสียในรูปของดอกเบี้ย หรือค่าเสียโอกาสที่เงินทุนไปจมอยู่ในตัวสินค้า รวมถึงการมีค่าใช้จ่ายต่างๆเกิดขึ้นตามมาอีก ได้แก่ ค่าใช้จ่ายสินค้าที่เสียหายระหว่างเก็บไว้ในสต็อก ค่าดูแลรักษาสินค้า ค่าเช่าคลังสินค้า (ในกรณีไม่ได้สร้างคลังสินค้าของตนเอง) นอกจากนี้ ยังอาจมีค่าใช้จ่ายประเภทประกันภัยสินค้า ในระหว่างที่มีสินค้าคงคลังในปริมาณที่แตกต่างกันของแต่ละช่วงเวลา ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการบริหารต้นทุนการดำเนินงานในระดับต่างๆ ตามปริมาณและระยะเวลาที่มีการถือครองสินค้าไว้ในคลังสินค้า ดังนั้น การควบคุมสินค้าคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมว่าควรจะมีไว้ในจำนวนเท่าใด จึงจะเพียงพอไม่มากไม่น้อยเกินไปในแต่ละรายการสินค้า จึงต้องมีการศึกษาวิธีการควบคุมสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพ เพื่อผลในการลดต้นทุนของกิจการนั่นเอง

   ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะต้องคำนึงถึงให้มากที่สุดก็คือ เทคนิคในการลดต้นทุนการบริหารคลังสินค้า และสินค้าคงคลัง นั่นก็คือ ทำอย่างไรที่จะจัดการให้ต้นทุนการสต็อกสินค้าใช้ราคาต่ำที่สุด ซึ่งก็มีการประยุกต์ใช้ ”ระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี” ที่เรียกว่า Just in time (JIT) เข้ามาใช้กันอย่างแพร่หลายเมื่อไม่นานมานี้ ตราบกระทั่งปัจจุบันระบบนี้ก็ยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่ ซึ่งหลายบริษัทที่นำระบบนี้มาใช้ในการบริหารจัดการคลังสินค้าและสินค้าคงคลัง ก็ประสบผลสำเร็จมาแล้ว อย่างเช่นกรณีของบริษัท โตโยต้า ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่น และของโลก เป็นต้น การผลิตแบบทันเวลาพอดี เป็นระบบผลิตที่มุ่งเน้นกำจัดความสูญเสีย หรือกิจกรรมที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มด้านต่างๆออกไปจากกระบวนการ ซึ่งพัฒนาขึ้นมาโดยบริษัท โตโยต้า แห่งประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้การบริหารจัดการด้านการผลิตรถยนต์ที่มีการป้อนชิ้นส่วนเข้าสู่กระบวนการผลิต ในปริมาณและเวลาที่ต้องการด้วยความพอดีไม่ขาดไม่เกิน โดยมุ่งเน้นให้ผลิตเป็นสินค้าได้พอดีกับความต้องการทั้งปริมาณและเวลา โดยมีวัตถุประสงค์หลักก็คือลดความสูญเสีย และลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากสินค้าคงคลัง และลดงานระหว่างกระบวนการต่างๆที่เป็นข้อเสียของกระบวนการผลิตแบบคราวละมากๆ จนต้องสต็อกสินค้าส่วนเกินเอาไว้จนเกิดต้นทุนเพิ่มโดยไม่จำเป็น

   ระบบการผลิตแบบพอเหมาะพอดี มีแนวคิดที่มุ่งสร้างสายการไหลของผลิตภัณฑ์ ผ่านกระบวนการเพิ่มคุณค่า โดยปราศจากการขัดจังหวะการไหลแบบทีละชิ้น (One-Piece Flow) มีกลไกที่ส่งทอดมาจากความต้องการของลูกค้า ซึ่งจะมีการดำเนินการก็ต่อเมื่อมีการดึงผลิตภัณฑ์ออกไปจากสายการผลิต การปฏิบัติงานในส่วนของการผลิตจะต้องพิจารณาช่วงเวลาตั้งแต่ที่ลูกค้าได้สั่งซื้อ จนถึงเมื่อกิจการได้รับการชำระเงินจากลูกค้าเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีเป้าหมายคือการลดช่วงเวลาดำเนินการให้สั้นลงมากที่สุด ด้วยการกำจัดความสูญเปล่าที่ไม่มีผลต่อการเพิ่มคุณค่า

   การบริหารจัดการคลังสินค้า และสินค้าคงคลังนั้นไม่มีสูตรตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจว่ามีลักษณะอย่างไร ต้องใช้พื้นที่ ระยะเวลา และต้นทุนในการสต็อกสินค้าที่มีความแตกต่างกัน แต่โดยหลักการแล้ว ก็จะต้องมีการประเมินความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงเวลา เพื่อจะได้วางแผนการผลิตให้เพียงพอกับความต้องการในช่วงเวลานั้นๆ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนั้น ความต้องการของลูกค้าในตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่มีการหยุดนิ่ง เพราะในแต่ละวันผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าที่หลากหลาย และแตกต่างกัน ดังนั้น แม้ว่าการเก็บสต็อกสินค้าจะมีขั้นตอนการดำเนินงานมากมาย ซึ่งก็ส่งผลต่อต้นทุนด้านโลจิสติกส์ แต่หากมองในแง่ธุรกิจแล้วก็ต้องยอมรับว่าไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับสินค้าแต่ละประเภท เนื่องจากข้อจำกัดของลูกค้าแต่ละรายไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ สินค้าที่มีลักษณะเป็นฤดูกาลอย่างเช่น การผลิตอาหารบรรจุกระป๋อง เมื่อถึงฤดูกาลผลผลิตที่ใช้เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานออกสู่ตลาด เช่น สับปะรด เงาะ ลิ้นจี่ มังคุด ฯลฯ ก็จำเป็นต้องเก็บสต็อกเอาไว้เพื่อการผลิตในระยะต่อๆไป เพราะเมื่อหมดฤดูกาลแล้วก็จะไม่มีวัตถุดิบป้อนโรงงาน ทำให้สายการผลิตด้านโรงงานต้องหยุดชะงัก ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นโดยปริยายจากการหยุดผลิตในแต่ละช่วงเวลา

   การวางแผนการผลิตสินค้าให้เหมาะสมกับสภาวะของตลาดในแต่ละห้วงเวลา นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว รวมไปถึงการประสานความร่วมมือ และการวางแผนการทำงานร่วมกันระหว่างซัพพลายเออร์ เพราะหากมีการประสานความร่วมมือกันเป็นอย่างดีแล้ว ก็จะส่งผลให้เกิดระบบการวางแผนงานที่ผนึกรวมกันเป็นหนึ่งเดียวที่เรียกว่า Co-Planning อันจะส่งผลให้การผลิตสินค้าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทำให้ไม่เกิดการเก็บสต็อกสินค้าเพื่อรอผลิตที่ไม่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพตลาดในขณะนั้น ซึ่งก็สามารถลดต้นทุนของกิจการได้ทางหนึ่ง

 

   กล่าวโดยสรุป การสร้างคลังสินค้าขึ้นมาเพื่อรองรับการเก็บสต็อกสินค้าภายในบริษัทนั้น หากเป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก ก็คงจะต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้ และความคุ้มค่าในการลงทุนก่อน เพราะการสร้างคลังสินค้าต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก มีค่าใช้จ่ายด้านที่ดิน รวมถึงการเลือกทำเลที่ตั้งคลังสินค้าที่จะมีราคาค่าที่ดินที่แตกต่างกันไปในแต่ละทำเล ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรระดับต่างๆ ค่าใช้จ่ายอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบเทคโนโลยี รวมถึงค่าโสหุ้ยที่แฝงอยู่อีกจำนวนหนึ่ง แต่ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามไปนั่นก็คือ ทำอย่างไรที่จะไม่ต้องมีคลังสินค้าเพื่อการสต็อกสินค้า เพราะนั่นย่อมหมายถึง การไม่มีต้นทุนส่วนเพิ่มจำนวนมากจากการเก็บรักษาสินค้า แต่ถ้าหากมีความจำเป็นจริงๆที่จะต้องมีคลังสินค้า ลำดับแรกก็จะต้องศึกษาถึงประโยชน์ที่จะได้รับ ซึ่งก็จะต้องสอดรับกับธุรกิจที่ทำอยู่ เพราะคลังสินค้ามีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับการใช้งาน และนโยบายของแต่ละบริษัท ทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้กำหนดรูปแบบและทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมว่า ควรตั้งอยู่ในแหล่งของลูกค้า ตั้งอยู่ในแหล่งผลิต หรือควรตั้งอยู่ในแหล่งวัตถุดิบ เมื่อกำหนดรูปแบบคลังสินค้าได้แล้ว ภายหลังจากนั้นจึงพิจารณาว่าคลังสินค้าจะใช้กับลูกค้ากลุ่มใด ใช้กับกลุ่มสินค้าอะไร นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงอัตราความต้องการในด้านกิจกรรมต่างๆที่จะเป็นตัวกำหนดกลยุทธ์ในการบริหารจัดการคลังสินค้าว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไร ต้องจัดพื้นที่สำหรับพนักงานมากน้อยเพียงใด รวมถึงการจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัยมาใช้ในการดำเนินงาน นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงการขยายการลงทุนในอนาคตด้วย เพราะการสร้างคลังสินค้าต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก จึงควรต้องมีการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ที่สำคัญคือเรื่องระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระบบคอมพิวเตอร์ ซอฟท์แวร์ ระบบบาร์โค๊ด ฯลฯ ซึ่งก็เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องให้ความสำคัญก่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

   บรรจุภัณฑ์ (Package)...กลยุทธ์สำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการแข่งขันในยุคปัจจุบัน

 “บรรจุภัณฑ์” เริ่มได้รับความสนใจทั้งจากผู้ผลิตและผู้บริโภคมากขึ้น เพราะนอกเหนือจากการทำหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองสินค้าไม่ให้เกิดความเสียหายจากการขนส่ง และป้องกันการเน่าเสียของสินค้าแล้วนั้น ปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์ยังมีหน้าที่และบทบาทที่สำคัญทางการตลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การบ่งชี้หรือแจ้งข้อมูลรายละเอียดต่างๆของสินค้า การอำนวยความสะดวก การดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค หรือแม้แต่การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า

  ดังนั้น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดที่ผู้ประกอบการ SMEs ควรหันมาให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะถือเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับคู่แข่งรายอื่นๆ ได้ ดังนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงได้ทำการสรุปความสำคัญของบรรจุภัณฑ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจในเบื้องต้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

  องค์ประกอบของบรรจุภัณฑ์ที่ดี

  การพัฒนาบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าของผู้ประกอบการ SMEs เป็นอีกนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล เนื่องจาก รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของบรรจุภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพและมาตรฐาน เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาสินค้าชุมชน (สินค้าโอท็อป) ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น อาหารแปรรูป อาหารกลุ่มขนมอบกรอบ เครื่องดื่มน้ำผัก/ผลไม้/สมุนไพร เป็นต้น ดังนั้น ปัจจุบันผู้ประกอบการ SMEs เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาบรรจุภัณฑ์กันมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้จากสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะสินค้าโอท็อปเริ่มมีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความหลากหลายและเป็นที่น่าสนใจ อย่างไรก็ตาม ในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ดี มีคุณภาพและมาตรฐานนั้น ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องรู้ว่าองค์ประกอบที่ดีของบรรจุภัณฑ์มีอะไรบ้าง ซึ่งองค์ประกอบที่ดีของบรรจุภัณฑ์ พอจะสรุปได้ดังนี้ 

 

ความปลอดภัย
(Safety)
  • บรรจุภัณฑ์ที่ดีจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคมาเป็นอันดับแรก ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องมั่นใจได้ว่า บรรจุภัณฑ์ที่นำมาใช้กับสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะสินค้าอาหาร/เครื่องดื่มนั้น จะต้องสะอาด มีมาตรฐานและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
การบรรจุและป้อง
(Contain and Protect)
  • บรรจุภัณฑ์ที่ดีจะต้องปกป้องสินค้าที่มีอยู่ภายในให้ถึงมือผู้บริโภคได้อย่างปลอดภัย บรรจุภัณฑ์ที่ดีต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น รักษาคุณภาพของสินค้า รวมถึงกระบวนการในการจัดส่งหรือโลจิสติกส์ เช่น ขนาด น้ำหนัก ความสะดวกในการจัดเก็บ เป็นต้น
การสื่อสาร
(Communuication)
  • บรรจุภัณฑ์ที่ดีจะต้องสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ภายในอย่างชัดเจน ทั้งข้อมูลที่บังคับให้แสดงตามกฎหมาย เช่น ส่วนผสม ส่วนประกอบต่างๆ ไปจนถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้านการตลาด เช่น จุดเด่น หรือข้อดีต่างๆ ของสินค้า เป็นต้น
ความสะดวกสบาย
(Convenience)
  • บรรจุภัณฑ์ที่ดีจะต้องทำให้เกิดความพึงพอใจแก่ลูกค้า และนำมาซึ่งการซื้อซ้ำ (Repeat Buy) เช่น ลักษณะขวดที่หยิบถือสะดวก เทได้ง่าย หรือกล่องที่สามารถหิ้วพกพาได้สะดวก ปัจจัยด้านความสะดวกสบายถือเป็นองค์ประกอบหนึ่ง ซึ่งอาจมองเห็นไม่ชัดเจน ณ จุดขาย แต่จะช่วยให้เกิดความพึงพอใจในระยะยาว ซึ่งช่วยเพิ่มความแตกต่างให้กับตัวผลิตภัณฑ์ได้
การรักษาสภาพแวดล้อม
(Conserve Environment)
  • เป็นเรื่องที่อาจจะยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่เป็นกระแสที่กำลังมาแรง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว บรรจุภัณฑ์ที่ดีควรใช้วัสดุที่เหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาวะแวดล้อม นำไปหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ และที่สำคัญไม่ควรใช้วัสดุสิ้นเปลืองเกินไป

 

   หน้าที่และความสำคัญของ “บรรจุภัณฑ์”

  ปัจจุบัน บรรจุภัณฑ์มีหน้าที่และมีความสำคัญทางการค้าอย่างมาก ซึ่งผู้ประกอบการ SMEs ควรจะให้ความสำคัญในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มากขึ้น เพราะนอกเหนือจากการทำหน้าที่ป้องกัน และรักษาคุณภาพของสินค้าให้คงเดิม ตั้งแต่ผู้ผลิตไปจนถึงผู้บริโภคแล้ว หน้าที่และความสำคัญของ “บรรจุภัณฑ์” ในปัจจุบันมีดังนี้ 

 

บ่งชี้ (Identify) หรือแจ้งข้อมูล (Inform) รายละเอียดต่างๆ ของสินค้า
  • ไม่ว่าจะเป็นชนิด คุณภาพและแหล่งที่มา หรือจุดหมายปลายทาง โดยบรรจุภัณฑ์ต้องแสดงข้อมูลอย่างชัดเจนให้ผู้บริโภครู้ว่า สินค้าที่อยู่ภายในคืออะไร ผลิตจากที่ไหน มีปริมาณเท่าใด ส่วนประกอบ วันเวลาที่ผลิต วันเวลาที่หมดอายุ การระบุข้อความสำคัญๆ ตามกฎหมาย โดยเฉพาะสินค้าประเภทอาหารและยา ชื่อการค้า (Trade Name) เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) เป็นต้น
ดึงดูดความสนใจ (Consumer Appeal) และช่วยชักจูงในการซื้อสินค้า
  • เนื่องจากสินค้าชนิดใหม่มีเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา การแข่งขันทางด้านการตลาดก็เพิ่มมากขึ้นทุกวัน ผู้ซื้อสินค้าย่อมไม่อาจติดตามการเคลื่อนไหวทางด้านการตลาดได้ทัน บรรจุภัณฑ์จึงต้องทำหน้าที่แนะนำผลิตภัณฑ์ที่ถูกบรรจุอยู่ภายในให้กับผู้ซื้อ ต้องดึงความสนใจของผู้ซื้อที่ไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ให้เกิดความสนใจ และหลังจากใช้แล้วเกิดความพอใจที่จะซื้อใช้อีก ดังนั้น การที่บรรจุภัณฑ์จะสามารถดึงดูดความสนใจ และชักจูงใจให้เกิดการซื้อได้ จึงเป็นผลจากปัจจัยหลายๆ อย่าง เช่น ขนาด รูปร่าง สี รูปทรง วัสดุ ข้อความรายละเอียด ตัวอักษร เป็นต้น
ช่วยเพิ่มผลกำไร
  • บรรจุภัณฑ์จะทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ไม่ได้ ถ้าหากบรรจุภัณฑ์ไม่สามารถช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ บรรจุภัณฑ์สามารถช่วยส่งเสริมกลยุทธ์การตลาด โดยการเปิดตลาดใหม่หรือการเพิ่มยอดขายให้กับสินค้าแต่ละชนิด เนื่องจาก ในตลาดมีสินค้าและคู่แข่งเพิ่มขึ้นตลอดเวลา หากบรรจุภัณฑ์ของสินค้าใดได้รับการออกแบบเป็นอย่างดี จะสามารถดึงดูดตา ดึงดูดใจผู้บริโภคและก่อให้เกิดการซื้อในที่สุดสามารถช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับผู้ประกอบการได้
สร้างมูลค่าเพิ่ม
  • การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้กับสินค้า ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า สามารถสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคได้มากขึ้น
การแสดงตัว (Presentation)
  • คือ การสื่อความหมาย บุคลิก ภาพพจน์ การออกแบบและสีสันแห่งคุณภาพ ความคุ้มค่าต่อผู้บริโภค การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค จนทำให้ผู้บริโภคเห็นแล้วอดซื้อไม่ได้

แนวทางการเลือกบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสินค้า

เนื่องจากปัจจุบัน ผู้ประกอบการ SMEs ต้องเผชิญกับการแข่งขันทางการค้ากันอย่างรุนแรง ทั้งจากคู่แข่งรายเดิม และคู่แข่งรายใหม่ๆ ส่งผลให้ผู้ประกอบการแต่ละรายพยายามคิดค้นกลยุทธ์ที่หลากหลายมาใช้เพื่อช่วงชิงลูกค้า และการพัฒนาในส่วนของ “บรรจุภัณฑ์” นับเป็นกลยุทธ์ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในด้านการตลาดมากขึ้น แต่เนื่องด้วยปัจจุบันรูปแบบของบรรจุภัณฑ์มีมากมายหลายประเภท ดังนั้น แนวทางการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสินค้า เพื่อให้สินค้ามีความสามารถในการแข่งขันได้นั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องพิจารณา มีดังนี้ 

 

ลักษณะของสินค้า
  • ผู้ประกอบการต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะและคุณสมบัติของสินค้าอย่างชัดเจน เช่น ลักษณะทางกายภาพ เป็นของแข็ง ของเหลว แห้งเป็นผง เปียกกึ่งแข็งกึ่งเหลว น้ำหนักของผลิตภัณฑ์ ขนาด มีกลิ่นหรือไม่ (มีความต้องการในการเก็บกลิ่นหรือไม่) เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจเลือกใช้รูปแบบของบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสินค้าได้
ต้นทุนของบรรจุภัณฑ์
  • เป็นปัจจัยที่จะต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เนื่องจากมีทุนไม่สูงนัก และจะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อยอดขายหรือความสูญเสียค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย บรรจุภัณฑ์ดีอาจต้องจ่ายสูงแต่ดึงดูดความสนใจของผู้ซื้อ ย่อมเป็นสิ่งชดเชยที่ควรเลือกปฏิบัติ รวมถึงผลการชดเชยในกระบวนการผลิต การบรรจุที่สะดวก รวดเร็ว เสียหายน้อย ทำให้ประหยัดและลดต้นทุนการผลิตได้
กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
  • ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องศึกษาความต้องการของลูกค้าเป้าหมาย เพื่อจะได้เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของตลาดหรือกลุ่มลูกค้าเหล่านั้น การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ให้สนองกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย จำเป็นต้องวิเคราะห์จุดยืนของสินค้าและบรรจุภัณฑ์เทียบกับคู่แข่งขันที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน
วิธีการจัดจำหน่าย
  • ไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง ย่อมต้องการบรรจุภัณฑ์ลักษณะหนึ่ง แต่หากจำหน่ายผ่านคนกลาง จะต้องรู้ว่ามีวิธีการซื้อสินค้าเข้าร้านอย่างไร วางขายสินค้าอย่างไร เพราะพฤติกรรมของร้านค้าย่อมมีอิทธิพลต่อโอกาสขายของผลิตภัณฑ์นั้นๆ รวมทั้งพิจารณาถึงวิธีการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งขันที่จำหน่ายในแหล่งเดียวกันด้วย
การขนส่ง
  • การเลือกขนส่งสินค้ามีหลายวิธีและใช้พาหนะต่างกัน รวมทั้งระยะทางในการขนส่ง ความทนทานและความแข็งแรงของบรรจุภัณฑ์ การคำนึงถึงวิธีที่จะใช้ในการขนส่งก็เพื่อพิจารณาเปรียบเทียบให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด รวมถึงความประหยัดและปัจจัยเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศด้วย
การเก็บรักษา
  • การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสินค้านั้น จะต้องพิจารณาถึงวิธีการเก็บรักษา สภาพของสถานที่เก็บรักษา รวมทั้งวิธีการเคลื่อนย้ายในสถานที่เก็บรักษาด้วย

เทคนิคการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้โดนใจผู้บริโภค

สินค้าและบริการส่วนใหญ่ที่กำลังแข่งขันในตลาดขณะนี้ กำลังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเรื่องของบรรจุภัณฑ์กันอย่างมาก เห็นได้จากผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เสนอขายอยู่ในห้างร้านต่างๆ นั้น ล้วนแต่ให้ความสำคัญเรื่องการออกแบบให้รูปลักษณ์ภายนอกนั้นสวยงามและโดดเด่น เนื่องจาก ต้องการเป็นเป้าสายตาของลูกค้าให้เข้ามาเลือกหยิบหรือตัดสินใจซื้อนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับสินค้าใหม่ หรือต้องการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์เพื่อให้สินค้าขายดียิ่งขึ้น

แต่ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสินค้าใหม่หรือเก่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ความสำคัญและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งจากการวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภคคนไทย พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกหรือบรรจุภัณฑ์ไม่น้อยไปกว่าคุณภาพภายในเลย ดังนั้น เทคนิคในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้โดนใจผู้บริโภคที่ผู้ประกอบการ SMEs ต้องให้ความสำคัญมีดังนี้ 

มีความโดดเด่น& สวยงาม
  • หากต้องการให้เกิดการตัดสินใจซื้อ ผู้ประกอบการจะต้องวิจัยบรรจุภัณฑ์ก่อนว่า มีคุณสมบัติที่สวยงาม โดดเด่น สะดุดตาหรือยัง ซึ่งอาจทำได้โดยการนำเอาผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งในตลาดมาวางเปรียบเทียบดู แล้วให้กลุ่มเป้าหมายเลือกว่าจะตัดสินใจซื้อสินค้าแบรนด์ใด ซึ่งหากกลุ่มเป้าหมายไม่ทราบถึงคุณสมบัติภายในของสินค้า เชื่อได้ว่าทุกคนจะต้องให้ความสนใจบรรจุภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่สวยงามกว่าแน่นอน
แสดงข้อมูลชัดเจน
  • นอกเหนือจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ข้อมูลบนสินค้าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดการตัดสินใจซื้อ ดังนั้น บนบรรจุภัณฑ์จะต้องมีการบอกรายละเอียดข้อมูลของสินค้านั้นๆ อย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตามข้อความที่จะออกแบบไปบนบรรจุภัณฑ์ ควรเป็นข้อความที่กระทัดรัด อ่านเข้าใจง่าย และเป็นข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ เป็นต้น
บรรจุภัณฑ์เหมาะสมกับขนาดของสินค้า
  • บรรจุภัณฑ์ที่คิดและออกแบบเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้นั้น จะต้องมีความเหมาะสมที่จะบรรจุสินค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะต้องสอดคล้องกันระหว่างสิ่งที่อยู่ภายในและสิ่งที่ห่อหุ้มภายนอก อย่าทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่แต่ภายในไม่มีอะไรมากนัก เป็นต้น
มีความสะดวกในการใช้งาน
  • สิ่งที่นักการตลาดและผู้ประกอบการจำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การนำเสนอจุดเด่นเรื่องความสะดวกสบายต่อการอุปโภคบริโภค ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความสวยงามและโดดเด่นเท่านั้น ที่จะดึงดูดใจลูกค้าได้ แต่ขั้นตอนระหว่างการนำมาบริโภค การเก็บรักษา หรือแม้แต่วิธีการและขั้นตอนต่างๆ จะต้องเอื้อต่อความสะดวกสบายในชีวิตประจำวันของลูกค้าด้วย
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • เนื่องจาก กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังมาแรงในกลุ่มผู้บริโภค ดังนั้น เทคนิคในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ควรเน้น การใช้วัสดุจากธรรมชาติ หรือควรออกแบบรูปแบบของบรรจุภัณฑ์ให้ไปในโทนที่เน้นธรรมชาติ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้บริโภครู้สึกว่า สินค้าที่ซื้อมาถือเป็นการช่วยปกป้อง และรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย

   กล่าวโดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่า ปัจจุบัน “บรรจุภัณฑ์” ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีความสำคัญในการแข่งขันมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่จะต้องเผชิญกับการแข่งขัน ทั้งในกลุ่มของผู้ประกอบการ SMEs ด้วยกันเอง รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ ดังนั้น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่อาจจะเป็นตัวช่วยให้สินค้ามีความโดดเด่นและเป็นที่น่าสนใจของผู้บริโภค อีกทั้งยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าเมื่อเกิดการทดลองใช้แล้ว ก็จะมีการซื้อซ้ำ (Repurchase) จนกลายเป็นเกิดความภักดีในตัวสินค้า (Loyalty) ดังนั้น ผู้ประกอบการ SMEs ไม่ควรละเลยที่จะให้ความสนใจและให้ความสำคัญต่อการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ เพราะถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำหน้าที่สื่อสารกับลูกค้าและส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าหรือไม่ซื้อสินค้าได้

   อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ของผู้ประกอบการ SMEs ไม่เพียงแต่คำนึงถึงความโดดเด่นและสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ประกอบการยังจะต้องคำนึงถึงคุณภาพของสินค้าที่บรรจุอยู่ในบรรจุภัณฑ์ รวมถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญอีกด้วย นอกจากนี้ ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนับเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญอย่างมาก ดังนั้น การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันจะต้องพุ่งเป้าไปสู่กระแสของสุขภาพและการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย

แหล่งที่มา :
http://www.mew6.com/composer/package/package_4.php
http://www.smethailandclub.com
www.sme.go.th
www.designbisnet.com
 

 

   การตลาดแบบงบน้อย : กลยุทธ์ปรับตัวเพื่ออยู่รอด…ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

   โลกธุรกิจปัจจุบันมีการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ และเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างมากมาย ในแวดวงการตลาดที่เปิดกว้างแบบไร้พรมแดน-ไร้ขีดจำกัด ขณะเดียวกันพฤติกรรมของผู้บริโภคก็มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และไม่หยุดยั้งเฉกเช่นกัน ดังนั้น นักการตลาดสมัยใหม่จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคิดค้นกลยุทธ์ทางการตลาดแบบใหม่ๆ เพื่อบริหารองค์กรธุรกิจของตน ให้สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในสมรภูมิธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น และมีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ซึ่งในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ กลยุทธ์การตลาดที่มีการปรับใช้กันมาอย่างต่อเนื่อง คงจะหนีไม่พ้นกลยุทธ์การตลาดแบบ”Red Ocean” กลยุทธ์การตลาดแบบ”Blue Ocean” กลยุทธ์การตลาดหางยาว”Long Tail Marketing” รวมถึงกลยุทธ์การตลาดที่สอดคล้องกับกระแสโลกที่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน หรือที่เรียกว่า”Green Marketing” เป็นต้น นอกจากนี้ เทรนด์ใหม่ทางการตลาดยังมีการปรับรูปโฉมใหม่แบบที่เรียกว่า “การตลาดข้ามสายพันธ์” หรือที่เรียกว่า Hybrid Marketing ก็กำลังมาแรงอีกเช่นกัน เพราะการทำธุรกิจแต่เพียงลำพังในโลกปัจจุบัน ไม่สามารถที่จะแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้อีกต่อไป จึงเกิดแนวโน้มใหม่ของการผสมผสานกันของสินค้าต่างๆ(Convergence Marketing) ในส่วนของการใช้งานเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด ในรูปแบบของการผสมผสานเป็นสิ่งใหม่ที่เรียกว่า Hybrid Method เช่น ยนตรกรรมยุคใหม่ที่เรียกว่า Hybrid Carซึ่งสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วยการใช้พลังงานจากน้ำมันและไฟฟ้า หรือไม่ก็เป็นไปในรูปแบบของการสร้างระบบการติดต่อกันให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ในเครือข่ายเดียวกัน เช่น การโทรศัพท์สั่งให้เครื่องเล่นวีซีดีที่บ้านบันทึกรายการโปรดให้ตามต้องการได้ตลอดเวลา หรือ การตลาดผ่านระบบมือถือ และการตลาดออนไลน์ เป็นต้น 

   การตลาดต้นทุนต่ำ…กลยุทธ์ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจ 

  ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจนั้น องค์กรธุรกิจจะต้องมีการวางแผนลดต้นทุนในทุกระดับ โดยจะต้องควบคุมรายรับ-รายจ่ายด้วยความละเอียดรอบคอบ ในการใช้จ่ายทุกทางนั้นจะต้องเป็นไปอย่างจำกัด เกิดการประหยัด แต่ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าอย่างมากที่สุดจากการใช้จ่าย ทั้งนี้ การตลาดต้นทุนต่ำนั้น มิได้มีความหมายแคบๆแค่เพียงการจำกัดงบประมาณ และการจัดการในลักษณะที่ว่า จะทำอย่างไรจึงจะลดต้นทุนการผลิตและการตลาดได้เพียงเท่านั้น หากทว่ายังมีความหมายกว้าง ครอบคลุมไปถึงการทำการตลาดที่มุ่งสร้างความแตกต่างให้กับตัวธุรกิจ เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งแล้วจะต้องมีความเหนือชั้นกว่าอย่างเด่นชัด นอกจากนี้ ยังจะต้องคำนึงถึงการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า(Customer Relation Management : CRM) ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาว เพื่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น ผูกพันที่มีความแนบแน่นตลอดไปอีกด้วย 

  แนวคิดนี้ เป็นการประยุกต์ทฤษฎีการตลาดแบบ”Red Ocean” และ”Blue Ocean” โดยหยิบเอาส่วนดีที่เป็นประโยชน์ มาปรับใช้กับสถานการณ์และภาวะตลาดธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา ทั้งนี้ แนวคิดของนักการตลาดแบบ”Red Ocean” มุ่งเน้นการแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดจากคู่แข่งมาอยู่ที่เราให้ได้โดยใช้ต้นทุนต่ำ และรักษาลูกค้าเก่ามากกว่าการแสวงหาลูกค้ารายใหม่ๆ สิ่งที่สำคัญของแนวคิดการตลาดแบบนี้ก็คือ การใช้กลยุทธ์ราคา รวมทั้งกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างเพื่อแย่งลูกค้าจากคู่แข่งขันนั้น จะยึดอยู่บนพื้นฐานของตัวเลขเป็นหลัก ซึ่งแนวคิดการทำตลาดแบบนี้ย่อมส่งผลให้เกิดการต่อสู้กันอย่างรุนแรงในที่สุด 

   สำหรับแนวคิดการตลาดแบบ”Blue Ocean”นั้น ไม่ได้เน้นมากนักในเรื่องของการแข่งขัน ไม่เน้นการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง แต่เน้นการมองหาตลาดใหม่ๆ มุ่งเน้นในเรื่องของคุณค่า(Value) และการมองหาสิ่งแปลกใหม่ หรือที่เรียกว่านวัตกรรม(Innovation)เป็นหลัก เป็นการคิดนอกกรอบโดยไม่เอากรอบความคิดมาเป็นอุปสรรคในการสร้างความแตกต่าง เน้นการมองไปที่ภาพใหญ่ ซึ่งก็เป็นการมองในองค์รวมมากกว่าการมองในเชิงตัวเลข ที่สำคัญคือการนำเสนอสินค้าและบริการที่เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง ไม่เน้นที่ความเคยชินในการทำธุรกิจของตนเองแล้วนำเสนอต่อลูกค้า โดยที่ลูกค้าอาจจะไม่ได้ต้องการสินค้าและบริการตามที่ตนนำเสนอเลย 

   ทฤษฎีการตลาดหางยาว…กลยุทธ์ธุรกิจแบบกินรวบ 100%

  อีกทฤษฎีหนึ่งที่นักการตลาดให้ความสนใจนำมาประยุกต์ใช้กับการวางแผนธุรกิจอย่างแพร่หลายในยุคการตลาดศตวรรษที่ 21 ก็คือ”กลยุทธ์การตลาดหางยาว”(Long Tail Marketing) ซึ่งก็เป็นทฤษฎีที่ต่อต้านแนวคิดของ”พาเรโต้” เจ้าของ”ทฤษฎี 80/20” ที่มีพื้นฐานมาจากแนวคิดที่ว่า”ยอดขาย 80%ได้มาจากกลุ่มลูกค้าชั้นดีเพียง 20%” ดังนั้น ทฤษฎี 80/20 ของพาเรโต้จึงเน้นการให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าชั้นดี 20%นี้ เพื่อที่จะสร้างกลไกนำไปสู่การกระตุ้นให้กลุ่มลูกค้าชั้นดีดังกล่าว ซื้อสินค้าและบริการซ้ำแล้วซ้ำอีกนั่นเอง ส่วนลูกค้าอีก 80% เป็นกลุ่มที่พร้อมจะแปรพักตร์ไปหาแบรนด์ใหม่ๆที่คิดว่าดีกว่า เช่น มีข้อเสนอที่ดีกว่า มีของสมนาคุณที่ดีกว่า และราคาถูกกว่า เป็นต้น แนวคิดพาเรโต้สรุปได้ว่า กลุ่มลูกค้า 20%ที่เป็นส่วนน้อยนี้ สามารถสร้างผลตอบแทนให้กับองค์กรได้ดีกว่ากลุ่ม 80%เพราะกลุ่ม 20%ดังกล่าวมีการซื้อซ้ำ จึงทำให้องค์กรมีกำไรมากถึง 80% ขณะที่กลุ่ม 80%กลับสร้างผลกำไรให้องค์กรเพียงแค่ 20%เท่านั้น 

   อย่างไรก็ตาม การให้ความสำคัญกับลูกค้าชั้นดี 20%ตามแนวคิดนี้มิใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ทำไมลูกค้าธรรมดากลุ่ม 80%จึงถูกละเลย ซึ่งข้อสรุปตามแนวคิด 80/20 นี้ก็คือ ในการสื่อสารทางการตลาดนั้นมี"ต้นทุนแฝง”เกิดขึ้นอยู่เสมอนั่นเอง ซึ่งในยุคของการก่อเกิดทฤษฎีนี้ อยู่ในช่วงเวลาสิ้นสุดศตวรรษที่ 20 อันเป็นยุคการสื่อสารการตลาดที่มีต้นทุนที่แปรผันตามปริมาณการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านการเดินทางออกไปพบลูกค้าโดยตรง การใช้โทรศัพท์ไปหาลูกค้า การขายตรงทางไปรษณีย์ หรือแม้แต่การออกโฆษณาทางโทรทัศน์ อันเปรียบเสมือนตัวแทนของสื่อกระแสหลัก(Mass Media) ซึ่งการสื่อสารเหล่านี้ต่างล้วนเป็นวิธีการสื่อสารการตลาดในรูปแบบที่ยิ่งลูกค้าที่เป็นเป้าหมายของการสื่อสารเพิ่มจำนวนมากขึ้น ต้นทุนด้านการสื่อสารการตลาดก็จะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่แปรผันตามจำนวนของลูกค้าเหล่านั้น 

  ด้วยเหตุผลที่ว่า ทรัพยากรทั้งหลายทางธุรกิจนั้นมีข้อจำกัดด้านงบประมาณทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าโสหุ้ยพนักงานขาย ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าโฆษณา ดังนั้น แนวคิดพื้นฐานในการบริหารธุรกิจตามทฤษฎี 80/20นี้ จึงมุ่งเน้นไปที่การจัดสรรทรัพยากรทางธุรกิจที่มีอยู่อย่างจำกัด นำมาใช้โดยมีต้นทุนต่ำที่สุด แต่สามารถสร้างผลกำไรได้สูงสุด ดังนั้น กลยุทธ์การตลาดที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าชั้นดีจำนวน 20% และตัดลูกค้าธรรมดาจำนวน 80%ออกไป จึงถือกำเนิดขึ้นมาตามแนวคิดดังกล่าวของ”พาเรโต้” 

  กล่าวสำหรับโลกการตลาดในศตวรรษที่ 21 อันเป็นยุคของระบบสื่อสารอินเทอร์เน็ต และการแพร่หลายของเทคโนโลยีบรอดแบนด์(Broadband) ทำให้ต้นทุนของการสื่อสารการตลาดทางอินเทอร์เน็ตในยุคบรอดแบนด์ หรือ E-Communication ไม่ได้แปรผันตามปริมาณอีกต่อไปแล้ว หากแต่เป็นยุคของต้นทุนทางการสื่อสารการตลาดที่เข้าใกล้”ศูนย์” เพราะความก้าวหน้ารวดเร็วของเทคโนโลยีสื่อสารแบบ E-Communication ซึ่งนำไปสู่การตลาดแบบ E-Marketing ที่เป็นการพลิกโฉมใหม่ของการตลาดที่ผู้ซื้อและผู้ขายสินค้า/บริการไม่จำเป็นต้องพบปะเห็นหน้ากันอีกต่อไป ทำให้สามารถลดต้นทุนด้านการสื่อสารการตลาดลงได้เป็นอันมาก และด้วยอัตราค่าบริการอินเทอร์เน็ตที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนการสื่อสารในรูปแบบที่ดำเนินการมาในอดีตแล้ว ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเราสามารถส่งข้อมูลข่าวสารในปริมาณที่มากกว่าเดิมอย่างมากมาย ภายใต้ระบบเทคโนโลยีบรอดแบนด์ที่พัฒนามาถึงขั้นที่ทำให้ต้นทุนด้านการสื่อสารการตลาดลดลงมาเรื่อยๆจนเข้าใกล้”ศูนย์”เข้าไปทุกที 

   ด้วยแนวคิด”การตลาดหางยาว”ที่ค้านแนวคิดพาเรโต้อย่างสุดโต่งนี้เอง ทำให้นักการตลาดยุคใหม่ต่างก็ให้การสนับสนุนแนวคิดการตลาดหางยาวกันถ้วนหน้า เพราะเป็นกลยุทธ์ที่เรียกได้ว่าเป็นการตลาดแบบ”กินรวบทั้งตลาด”ครบ100%เต็ม ไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงแค่ลูกค้าสำคัญจำนวน 20% แล้วละเลยลูกค้าธรรมดาจำนวน 80%ตามแนวคิดพาเรโต้อีกต่อไป เพราะแนวคิด”การตลาดหางยาว”สามารถเก็บรายละเอียดของลูกค้าได้ทั้งหมด ด้วยการใช้เทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย ระบบออนไลน์ ระบบอินเทอร์เน็ต ระบบไอที ฯลฯ ที่มีต้นทุนที่ต่ำลงเรื่อยๆตราบเท่าที่การพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่มีการพัฒนารุดหน้าเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่นำทฤษฎีนี้ไปประยุกต์ใช้กับองค์กรธุรกิจของตน ก็จะต้องมีความชำนาญด้านการบริหารการตลาดที่ไม่เพียงแต่การบริหารรายรับ-รายจ่าย การจัดการงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังจะต้องบริหารจัดการโดยใช้หลักการตลาดแบบเครือข่าย หรือ Network Marketing รวมถึงการดึงมืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารจัดการองค์กรให้เป็นระบบ และให้ความสำคัญกับลูกค้าทุกกลุ่ม-ทุกระดับทั้ง 100%เต็ม ไม่แบ่งว่าเป็นสัดส่วน 80/20 อีกต่อไป แต่เป็นการบริหารการตลาดแบบ “กินรวบทั่วทั้งตลาด” นั่นเอง 

    ทำตลาดอย่างไร…ได้ใจลูกค้ามาครอง 

   ในสมรภูมิการตลาดที่เต็มไปด้วยการแข่งขันที่รุนแรง ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีการฟื้นตัวอย่างเปราะบางเช่นปัจจุบัน การวางแผนการตลาดในทุกระดับ ก็จะต้องคำนึงถึงงบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินการ ให้มีความสอดคล้องกับสภาพตลาดธุรกิจ และสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นว่ามีทิศทางอย่างไร ซึ่งในภาวะที่เศรษฐกิจที่ยังคงมีความผันผวนปรวนแปรสูง ตลาดธุรกิจโดยรวมก็เดินรุดหน้าไปไม่ราบรื่นเท่าที่ควร การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดก็จะต้องคำนึงถึงการจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและภาวะตลาดโดยรวมในขณะนั้น 

   ภายใต้สภาพตลาดธุรกิจที่มีข้อจำกัดดังกล่าว และองค์กรธุรกิจก็มีงบประมาณที่จำกัด การทำตลาดก็จะต้องเน้นการประหยัด แต่สามารถครองใจลูกค้าเอาไว้ได้ไม่ให้แปรพักตร์ไปจากเรา เพราะกว่าที่เราจะสามารถสร้างฐานลูกค้าให้มีความแข็งแกร่ง มีลูกค้าที่ภักดีต่อธุรกิจของเรานั้นต้องใช้เวลานาน ดังนั้น การทำตลาดแบบงบน้อย แต่ได้ผลสำเร็จสามารถรักษาลูกค้าเก่าเอาไว้ได้ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ได้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งยังสามารถครอบครองใจลูกค้าให้ใช้สินค้าและบริการของเราต่อไปอย่างต่อเนื่อง จึงควรที่จะมีแนวทางดำเนินการ ดังต่อไปนี้

  1. สร้างฐานข้อมูลประวัติลูกค้าอย่างละเอียด เพื่อการวางแผนการตลาดในอนาคต และเมื่อถึงวาระสำคัญของลูกค้า เช่น ครบรอบวันคล้ายวันเกิด วันขึ้นปีใหม่ หรือวันเทศกาลสำคัญอื่นๆ ก็จัดทำบัตรอวยพรส่งไปให้ เพื่อเป็นการแสดงว่าเราให้ความใส่ใจต่อลูกค้าอย่างเสมอต้นเสมอปลาย 
  2. จัดส่งสินค้าให้ลูกค้าด้วยความรวดเร็ว ตรงเวลา และอย่าลืมสอดแทรกแค็ตตาล็อกรายการสินค้าใหม่ๆพร้อมใบสั่งซื้อไปกับการจัดส่งสินค้าทุกครั้ง และควรให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการสั่งซื้อสินค้าใหม่เอาไว้ด้วย ถ้าเป็นไปได้ก็แนบคูปองให้ลูกค้านำมาแลกสินค้าตัวอย่างไปทดลองใช้ฟรี
  3. ติดสติ๊กเกอร์ที่ข้างรถส่งสินค้า/บริการ ใส่ชื่อบริษัท สินค้า/บริการ เว็บไซต์ อีเมล์หมายเลขโทรศัพท์/แฟกซ์ เป็นการสื่อสารให้คนทั่วไปได้รู้จักบริษัท รู้ว่ามีสินค้า/บริการอะไรบ้าง เป็นการโฆษณาเคลื่อนที่ที่ไม่ต้องเสียค่าจ้างโฆษณา
  4. เพิ่มข้อมูลสำคัญต่อท้ายอีเมล์ ทุกครั้งที่มีการส่งอีเมล์ถึงลูกค้า ให้ใส่ข้อความที่เป็นการดึงดูดลูกค้าให้ใช้สินค้า/บริการ เพิ่มเติมจากสินค้า/บริการที่มีการติดต่อซื้อ-ขายกันเป็นประจำอยู่เดิม นับเป็นการเพิ่มปริมาณธุรกิจโดยไม่ต้องจ้างบริษัทโฆษณา
  5. สมนาคุณลูกค้าประจำตามโอกาสอันควร อาจทำแคมเปญสะสมแต้มเพื่อแลกของที่ระลึก หรือให้ส่วนลดในการสั่งซื้สินค้าหรือใช้บริการครั้งต่อๆไป หรือมีรายการลด-แลก-แจก-แถม เป็นครั้งคราวเพื่อมัดใจลูกค้าเอาไว้
  6. ใช้พื้นที่ว่างในใบเสร็จรับเงินให้เป็นประโยชน์ บนพื้นที่ว่างในใบเสร็จรับเงิน ควรสอดแทรกข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า/บริการใหม่ๆ รวมถึงโปรโมชั่นพิเศษต่างๆที่เป็นประโยชน์กับลูกค้า
  7. ใส่ข้อมูลเสียงเกี่ยวกับสินค้า/บริการระหว่างการรอสายโทรศัพท์ การติดต่อกับลูกค้าทางโทรศัพท์ทุกครั้ง ระหว่างรอสายโทรศัพท์ในช่วงเวลาสั้นๆก็ควรให้ข้อมูลสินค้า/บริการต่างๆ แทนการเปิดเพลงให้ฟัง
  8. แนบแผ่นพับไปพร้อมกับใบส่งของ(อินวอยซ์) ในการส่งของทุกครั้งควรแนบแผ่นพับโฆษณาสินค้า/บริการใหม่ๆไปด้วยทุกครั้ง เพื่อแสดงให้ลูกค้าเห็นว่าบริษัทมีการพัฒนาสินค้า/บริการใหม่ๆออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง
  9. หมั่นฝึกฝน-อบรมพนักงานให้มีความรักที่จะบริการลูกค้าอย่างเต็มที่ บริษัทต้องหมั่นจัดการอบรมพนักงานทุกคนให้เป็นผู้มีใจรักที่จะให้บริการแก่ลูกค้า พนักงานทุกคนต้องมีความแม่นยำในการแนะนำสินค้า/บริการ สามารถแก้ไขปัญหาข้อข้องใจของลูกค้าได้อย่างฉับไว เพื่อสร้างความประทับใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำอีก
  10. ให้การสนับสนุนกิจกรรมทางสังคมตามโอกาสอันควร หาโอกาสให้บริษัทเข้าไปร่วมงานทางสังคมที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมตามวาระอันควร เพราะนอกจากจะทำให้บริษัทเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่องค์กรอีกทางหนึ่งด้วย


  แหล่งข้อมูลอ้างอิง

กลยุทธ์การตลาดลองเทล. ประวัติ เพียรเจริญ. แปลจาก Long Tail Marketing 

โดย Yoshihiro Sugaya(2005)

กลยุทธ์ลองเทล.ประวัติ เพียรเจริญ. แปลจาก The Long Tail 

โดย Chris Anderson(2006).

W.Chan Kim & Renee Mauborgme.(2007) Blue Ocean Strategy. 

Havard Business Review Journal.

กลยุทธ์ทะเลสีแดง. พสุ เดชะรินทร์.(2550) คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี 

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

http://WWW.smethailandclub.com

 

ชี้ช่องใช้ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจเอสเอ็มอี

 เมื่อกล่าวถึงภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผู้ที่คุ้นเคยกับภาษีนี้ น่าจะได้แก่ พนักงานประจำที่ได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน หรือผู้มีเงินออมเป็นเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์โดยได้รับผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากตามที่กำหนด เป็นต้น แต่หากพิจารณาลึกลงไปแล้ว จะพบว่า ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย มีความเกี่ยวข้องกับคนเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล รวมทั้งมีรายละเอียดในประเด็นทางกฎหมายที่มากพอสมควร ดังนั้น ในเบื้องต้น จึงจะขอหยิบยกประเด็นสรุปพอสังเขปมากล่าวถึงเท่านั้น

   องค์ประกอบการหักภาษี ณ ที่จ่าย ประกอบด้วย ผู้จ่ายเงินได้ (บุคคลธรรมดา นิติบุคคล หน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจ) ผู้รับเงินได้ที่ถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย (ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล) ประเภทเงินได้พึงประเมิน (ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร) และบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรที่กำหนดให้หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

   ประเภทของเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร (1) เงินเดือน ค่าจ้าง ฯลฯ (2) การรับทำงานให้ ค่านายหน้า ฯลฯ (3) ค่ากู๊ดวิลล์, ลิขสิทธิ์ สิทธิอย่างอื่น ฯลฯ (4) ดอกเบี้ย เงินปันผล ฯลฯ (5) การให้เช่าทรัพย์สินทุกชนิด (6) วิชาชีพอิสระ (7) การรับเหมาที่รับเหมาลงทุนจัดหาสัมภาระ และ (8) นอกเหนือจาก (1) ถึง (7) เช่น ค่าขายสินค้า ค่าให้บริการ ค่าจ้างทำของ ค่าโฆษณา นักแสดงสาธารณะ ค่าขนส่ง รางวัล/ชิงโชค ค่าเบี้ยประกัน ฯลฯ

  โดยการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จะมีอัตราที่แตกต่างกันตามประเภทของเงินได้พึงประเมิน และผู้รับเงินได้ที่ถูกหักภาษี เป็นสำคัญ ขณะที่การนำส่งภาษี ส่วนใหญ่จะต้องดำเนินการภายในวันที่ 1-7 ของเดือนถัดไปจากเดือนที่จ่ายเงินได้ ยกเว้นสำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะมีการเสียภาษีขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่กรมที่ดิน


   จากประเด็นเบื้องต้นเกี่ยวกับการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายดังกล่าว การบริหารจัดการภาษีนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์โดยมีต้นทุนต่ำที่สุดและอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย (ไม่ใช่การหลบเลี่ยงหรือกระทำผิดกฎหมาย) จึงน่าที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ยิ่งในภาวะที่ต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้านจากทั้งผลของวิกฤตเศรษฐกิจโลกและปัญหาความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศเช่นในขณะนี้ ซึ่งประเด็นช่องทางการบริหารภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย อาจพอรวบรวมได้เป็นข้อเสนอแนะบางส่วนโดยสรุปดังนี้ 

ควรมีโปรแกรมการคำนวณภาษีเป็นของตนเองโดยเฉพาะดังได้กล่าวแล้วว่า ประมวลรัษฎากรของไทยได้จำแนกประเภทเงินได้พึงประเมินออกเป็น 8 ชนิด ซึ่งกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายได้ไม่เท่ากัน ดังนี้

 

ประเภทเงินได้พึงประเมิน ค่าใช้จ่ายที่หักได
1. เงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า [มาตรา 40 (1) (2)] หักค่าใช้จ่ายเหมาได้เพียง 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาทต่อปี
2. ค่าลิขสิทธิ์ ดอกเบี้ย เงินปันผล [มาตรา 40 (3) (4)] เฉพาะค่าแห่งลิขสิทธิ์หักได้ 40% แต่ไม่เกิน 60,000 บาท ส่วนเงินได้ประเภทอื่นหักค่าใช้จ่ายไม่ได้เลย เพราะเป็นเงินได้ที่มิได้เกิดจากน้ำพักน้ำแรง (Unearned Income)
3. เงินได้จากการให้เช่าทรัพย์สิน [มาตรา 40 (5)] เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ 
- หักเหมา 10%-30% ตามแต่ประเภททรัพย์สิน 
-หักค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง
4. เงินได้จากวิชาชีพอิสระ ได้แก่ แพทย์ วิศวกร กฎหมาย สถาปนิก บัญชี ประณีตศิลปกรรม [มาตรา 40 (6)] เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ 
- แพทย์หักเหมาได้ 60% ส่วนประเภทอื่นหักได้ 30% 
-หักค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง
5. เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับจ้างต้องลงทุนจัดหาสัมภาระในส่วนสำคัญ นอกจากเครื่องมือ [มาตรา 40 (7)] เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ 
- หักเหมาได้ 70% 
-หักค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง
6. เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตร การอุตสาหกรรม การขนส่ง การขายอสังหาริมทรัพย์ และการอื่น [มาตรา 40 (8)] เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ 
- หักเหมา 60%-85% ตามแต่ประเภทเงินได้ 
-หักค่าใช้จ่ายตามที่เกิดขึ้นจริง

ทั้งนี้ เงินได้พึงประเมินในแต่ละประเภทดังกล่าว อาจถูกวินิจฉัยเข้าเป็นเงินได้ประเภทใดๆ ได้มากกว่า 1 ชนิด ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ อาทิ ลักษณะของสัญญาจ้าง หรือข้อตกลงทางธุรกิจ จำนวนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ ดังนั้น ผู้ที่เข้าใจถึงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของการจำแนกประเภทเงินได้แต่ละมาตราจึงอาจจะสามารถวางแผนการชำระภาษีของตนให้ต่ำลงได้ นอกจากนี้ กิจการในประเภทต่างๆ อาจเข้าข่ายการจำแนกประเภทของเงินได้พึงประเมินได้หลายแนวทางเช่นกัน

 

ประเภทกิจการ แนวทางการจำแนกประเภทเงินได้/font>
1. นายหน้าค้าที่ดิน

* เป็นเงินได้ประเภทนายหน้าตัวแทน ตามมาตรา 40 (2)
* กรณีซื้อมาขายไปอสังหาริมทรัพย์ จะถูกจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ซึ่งแม้จะหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่า แต่ก็มีภาระภาษีหลายประเภท เช่น ค่าธรรมเนียมโอน ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ หรือค่าอากรแสตมป์ เป็นต้น

2. เงินได้จากการให้เช่าอพาท์เมนต์

* เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (5) กรณีให้เช่าทรัพย์
* กรณีเป็นกิจการทำนองเดียวกับโรงแรม เช่น บังกะโล เกสท์เฮ้าส์ จะถูกจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8)

3. การประกอบโรคศิลป์

* เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) หากมีนิติสัมพันธ์ฉันท์นายจ้างกับลูกจ้างของโรงพยาบาล
* เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) เงินได้จากการรับทำงานให้ โดยรับค่าตอบแทนตามผลสำเร็จของงาน
* เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (6) กรณีแพทย์เป็นผู้กำหนดค่ารักษาพยาบาลตามความยากง่ายของงานอย่างอิสระ และคนไข้เป็นลูกค้าของแพทย์ (มิใช่ของโรงพยาบาล)
* เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) กรณีเปิดเป็นสถานพยาบาลโดยมีเตียงรับผู้ป่วยค้างคืน

4. การรับเหมาก่อสร้าง

* กรณีรับจ้างเฉพาะค่าแรง โดยผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดหาวัสดุ จะถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (2) 
* กรณีผู้รับจ้างรับเหมาทั้งค่าแรง วัสดุ และเครื่องมือก่อสร้าง จะจำแนกเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (7)

   ดังนั้น ผู้เสียภาษี หรือธุรกิจต่างๆ รวมถึงเอสเอ็มอี จึงควรที่จะมีโปรแกรมการคำนวณภาษีเป็นของตนเอง เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบภาษีที่จะต้องจ่ายในแต่ละกรณี และเลือกแนวทางการเสียภาษีที่ไม่ผิดกฎหมาย แต่เป็นระดับที่ต่ำสุด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง 
กรมสรรพากร (www.rd.go.th)
กลวิธีประหยัดภาษี โดยอมรศักดิ์ พงศ์พศุตม์ (www.kiatchai.com)
ภาษีเงินได้นิติบุคคลหัก ณ ที่จ่าย (http://www.easypowerhost.com)

 




Business development

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เข้าตรวจสถานที่ผลิต ผลิตภัณฑ์
CSR วันที่27และ29 มกราคม 2558
CSR วันที่ 26-28 ธันวาคม พ.ศ.2557
กิจกรรม CSR ของบริษัท
CSR
Brand Identity อัตลักษณ์ของแบรนด์
Crowdsourcing Campaign เทรนด์ฮิต Digital Campaign
13 ตัวตนของแบรนด์ Part 2 ข้อ 7-13
13 ตัวตนของแบรนด์ Part 1 ข้อ 1-6
Brand DNA สร้างคุณค่าให้แบรนด์
Marketing concept
CDIP บริษัท ร่วมวิจัยผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
การเริ่มผลิตสินค้าใหม่กับ JSP
MLM Consulting
SWOT analysis
Unlimited Technology Service.,Ltd article
CRM การจัดการลูกค้าสัมพันธ์และระบบห่วงโซ่อุปทาน
สมุนไพร รู้ก่อนใช้ ปลอดภัยกว่า
เลือกผู้จำหน่ายส่วนผสมในการผลิตยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างไรให้ได้คุณภาพ
ประโยชน์ของการว่าจ้างบริษัทภายนอกในการผลิตภายใต้แบรนด์ของคุณ
การเลือกผู้ผลิตอาหารเสริมที่เหมาะสม
การเริ่มต้นธุรกิจ(0-ล้าน) ล้านแรก
การเลือกผู้ผลิตที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์ของคุณ
Innovation Coupon for SMEs
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
Six Sigma business management
TQM Total Quality Management
โอกาศของเครื่องสำอางจากธรรมชาติ และสมุนไพร
ขึ้นทะเบียนอาหารและยา (FDA)
ที่ปรึกษาการวิจัย
ที่ปรึกษาการเงิน
4P's ส่วนผสมทางการตลาด
Porter's 5 forces analysis
Business Development article



สงวนลิขสิทธิ์ 2012 บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เลขที่ 255,257 ซอยสาธุประดิษฐ์ 58 แขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพฯ 10120
โทรศัพท์ : 092-2234056-59 แฟกซ์ : 02-294-0705 อีเมล์ : business.evp@jsppharma.com