Set Default Page Add to Favorites Send This Page to FriendReadyPlanet.com
dot dot
dot
Newsletter

dot
dot
OEM & Custom Production
dot
bulletFDA Register,THAI RDI
bulletOEM. Registed
bulletประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตามพระราชบัญญัติอาหาร
bulletLiquid capsule,soft gel
bulletUS FDA,RDI
bulletOEM Mixed Coffee sachet
bulletOEM Dietary Supplement Food
dot
Our Product
dot
bulletอาหารเสริม
bulletProduction service
bulletPacking service
bulletOEM Herbal medicine
bulletBrochure
bulletResearch & Development
dot
Raw Material
dot
bulletRaw material
bulletAmino acid
bulletVitamin
bulletMineral
bulletHard Capsule
dot
ชุดทดสอบและผลิตภัณฑ์
dot
bulletชุดทดสอบอื่น ๆ
dot
ผลิตภัณฑ์ ควบคุมโรค/สาธารณสุข
dot
bulletหน้ากากปิดจมูก
bulletการสั่งซื้อสินค้า
bulletแนะนำร้านขายยา
dot
พันธมิตรทางธุรกิจ
dot
bulletรับจ้างผลิตสมุนไพรทุกรูปแบบ
bulletจำหน่ายชุดตรวจสารเสพติด
bulletบริการวิเคราะห์ ยา อาหารเสริม
bulletบริการผลิตเครื่องสำอางทุกชนิด
dot
Video Preview
dot
bulletVideo Preview




ประวัติความเป็นมาของสมุนไพรไทย article

ประวัติ

 

สมุนไพรคืออะไร

คำว่า สมุนไพร ตามพระราชบัญญัติหมายความถึง ยาที่ได้จากพืช สัตว์ และแร่ ซึ่งยังมิได้มีการผสมปรุงหรือแปรสภาพ (ยกเว้นการทำให้แห้ง) เช่น พืชก็ยังคงเป็นส่วนของราก ลำต้น ใบ ดอก ผล ฯลฯ ยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนการแปรรูปใดๆ เช่น การหั่น การบด การกลั่น การสกัดแยก รวมทั้งการผสมกับสารอื่นๆ แต่ในทางการค้า สมุนไพรมักจะถูกดัดแปลงในรูปแบบ ต่างๆ เช่น ถูกหั่นเป็นชิ้นเล็กลง บดให้เป็นผง อัดให้เป็นแท่ง หรือปอกเปลือกออก เป็นต้น เมื่อพูดถึงสมุนไพร คนทั่วๆ ไปมักจะนึกถึงเฉพาะพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ในทางยา ทั้งนี้เพราะ สัตว์ และแร่มีการใช้น้อย จะใช้เฉพาะในโรคบางชนิดเท่านั้น

 

ประวัติของการใช้สมุนไพร

 

สมุนไพร คือ ของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้กับมวลมนุษยชาติ มนุษย์เรารู้จักใช้สมุนไพรในด้านการบำบัดรักษาโรค นับแต่ยุคนีแอนเดอร์ทัลในประเทศอิรัก

ปัจจุบันที่หลุมฝังศพพบว่ามีการใช้สมุนไพร

หลายพันปีมาแล้วที่ชาวอินเดียแดงในเม็กซิโก ใช้ต้นตะบองเพชร(Peyate) เป็นยาฆ่าเชื้อและรักษาบาดแผล ปัจจุบันพบว่า ตะบองเพชรมีฤทธิ์กล่อมประสาท

ประมาณ 4,000 ปีมาแล้ว ที่ชาวสุเมเรียนได้เข้ามาตั้ งรกราก ณ บริเวณแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติสปัจจุบัน คือ ประเทศอิรัก ใช้สมุนไพร เช่น ฝิ่น ชะเอม ไทม์ และมัสตาร์ด และต่อมาชาวบาบิโลเนียน ใช้สมุนไพรเพิ่มเติมจากชาวสุเมเรียน ได้แก่ใบมะขามแขก หญ้าฝรั่น ลูกผักชี อบเชย และกระเทียม

ในยุคต่อมาอียิปต์โบราณมี อิมโฮเทป แพทย์ผู้มีชื่อเสียงซึ่งต่อมาได้รับการยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งการรักษาโรค ของอียิปต์ มีตำราสมุนไพรที่เก่าแก่ คือ Papytus Ebers ซึ่งเขียนเมื่อ 1,600 ปี ก่อนคริสตศักราช ซึ่งค้นพบโดยนักอียิปต์วิทยาชาวเยอรมันนี ชื่อ Georg Ebers ในตำรานี้ได้กล่าวถึงตำราสมุนไพรมากกว่า 800 ตำรับ และสมุนไพรมากกว่า 700 ชนิด เช่น ว่านหางจระเข้ เวอร์มวูด(warmwood) เปปเปอร์มินต์ เฮนเบน(henbane) มดยอบ, hemp dagbane ละหุ่ง mandrake เป็นต้น รูปแบบในการเตรียมยาในสมัยนั้น ได้แก่ การต้ม การชง ทำเป็นผง กลั่นเป็นเม็ด ทำเป็นยาพอก เป็นขี้ผึ้ง

นอกจากนี้ยังพบว่าชาติต่างๆ ในแถบยุโรปและแอฟริกา มีหลักฐานการใช้สมุนไพร ตามลำดับก่อนหลังของการเริ่มใช้สมุนไพร คือ หลังจากสมุนไพรได้เจริญรุ่งเรืองในอียิปต์แล้ว ก็ได้มีการสืบทอดกันมา เช่น กรีก โรมัน อาหรับ อิรัก เยอรมัน โปรตุเกส สวีเดน และโปแลนด์

ส่วนในแถบเอเซีย ตามบันทึกประวัติศาสตร์พบว่ามีการใช้สมุนไพรที่อินเดียก่อน แล้วสืบทอดมาที่จีน มะละกา และประเทศไทย

 

ประวัติการใช้สมุนไพรในประเทศไทย

 

ประเทศไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญงอกงามของพืชนานาชนิด โดยเฉพาะพืชสมุนไพรมีอยู่ มากมายเป็นแสนๆ ชนิด ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและจากการเพาะปลูก บางชนิดก็ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาแผนปัจจุบัน สมุนไพรหลายชนิด ถูกนำมาใช้ในรูปของยากลางบ้าน ยาแผนโบราณ รากฐานของวิชาสมุนไพรไทยได้รับอิทธิพลจากประเทศอินเดียเป็นส่วนใหญ่ เพราะตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชาติไทยได้อพยพถิ่นฐานมาจากบริเวณเทือกเขา อัลไตน์ประเทศจีน มาจนถึงประเทศไทยในปัจจุบัน จึงมีส่วนได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา ตลอดจนการบำบัดรักษาโรคจากประเทศอินเดียเป็นจำนวนมาก ซึ่งปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าได้อาศัยคัมภีร์อายุรเวทของอินเดียเป็นบรรทัดฐาน คือ การวินิจฉัยโรค  ชื่อสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคมีเค้าชื่อของภาษาบาลีสันสกฤตอยู่ไม่น้อย เช่นคำว่า มะลิ (ภาษาสันสกฤตว่า มัลลิ) เป็นต้น

 

มีผู้ประมาณว่าในแต่ละปีมีผู้ใช้สมุนไพรในประเทศเป็นมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท (สมุนไพรเหล่านี้ได้มาจากทั้งในประเทศ และนำเข้าจากนอกประเทศโดยเฉพาะ จีน เกาหลี และอินเดีย) ทั้งนี้เนื่องจากป่าไม้ถูกทำลาย ทำให้ต้องมีการรณรงค์ให้มีการปลูกเป็นสวนสมุนไพรขึ้น ในปีพุทธศักราช 1800 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งนับเป็นยุคทองของสมุนไพรไทย สวนป่าสมุนไพรของพระองค์ใหญ่โตมากอยู่บนยอดเขาคีรีมาศ อ.คีรีมาส จ.สุโขทัย มีเนื้อที่หลายร้อยไร่ ซึ่งปัจจุบันยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ เป็นป่าสงวนเพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าของผู้ที่สนใจ

ต่อมาในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นว่าสมุนไพรเป็นทั้งยาและอาหาร

ประจำ ครอบครัว ชาติจะเจริญมั่นคงได้ก็ด้วยครอบครัวเล็กๆ ที่มีความมั่นคงแข็งแรง มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ทั้งทางกายและจิตใจ จึงทรงมีพระกรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ดำเนินโครงการตามพระราชดำริ สวนสมุนไพรขึ้นในประเทศในปีพุทธศักราช 2522 โดยทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการรวบรวมศึกษาค้นคว้า ในเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรทุกด้าน เช่น ด้านวิชาการทางชีววิทยา ทางการแพทย์ การบำบัด การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะพืชที่เป็นประโยชน์ก่อให้เกิดโครงการพระราช ดำริ สวนป่าสมุนไพรขึ้นมากมายหลายแหล่ง อีกทั้งยังมีการศึกษาวิจัยอย่างกว้างขวางโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี เพื่อหาสาระสำคัญของสมุนไพรที่มีพิษ ทางเภสัชมาสกัดเป็นยาแทนยาสังเคราะห์ที่ใช้กันในปัจจุบัน

คนไทยไม่เพียงแต่ใช้พืชสมุนไพรเป็นยารักษาโรคเท่านั้น แต่ได้นำมาดัดแปลงเพื่อบริโภคในรูปของอาหาร

และเครื่องดื่มสมุนไพร ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะ "สมุนไพรที่นำมาใช้เป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ"

 

ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยนั้นมีรากฐานมานานนับร้อยนับพันปี อารยธรรมต่างๆ ที่ถือเป็นเอกลักษณ์ในการแสดงถึงชาติ แสดงถึงเผ่าพันธุ์ และความเป็นผู้ที่เจริญแล้ว สิ่งหนึ่งที่แสดงออกมาได้เป็นอย่างดีก็คือ ศิลปะที่ผสมผสานและผูกพันอยู่ในการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทยนั่นเอง ศิลปะดังกล่าวนี้รวมไปถึงเรื่องการกินอยู่ด้วยอาทิ เช่น การจัดตั้งสำรับ และการประกอบจัดอาหาร ก็ไม่เพียงเพื่อความอร่อยลิ้นอย่างวิเศษเพียงประการเดียว  ยังมีความสวยงามในการจัดแต่งเป็นองค์ประกอบของอาหารให้งามตายิ่งขึ้นไปอีก  จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เครื่องดื่มของไทยนั้นจะแฝงไว้ด้วยเจตนารมณ์ให้ ผู้ดื่มได้ซึมซับทั้งรสชาติและคุณประโยชน์ไปพร้อมๆ  กันอย่างชาญฉลาด

 

หากจะสืบสาวถึงความเป็นมาของเครื่องดื่มสมุนไพรก็มีมาตั้งแต่ครั้งสมัย พุทธกาล มีน้ำชนิดหนึ่งเรียกว่า "อัชบาล" หรือ น้ำปานะ ซึ่งพระสงฆ์สามารถฉันน้ำชนิดนี้ได้ตลอดทั้งวันแทนการขบเคี้ ยวอาหาร หลังมื้อ เพลตามบัญญัติของพุทธศาสนา น้ำปานะนี้ใช้สมุนไพร หรือพืชผลชนิดที่มีความเผ็ดร้อน เช่น ขิง ข่า กระทือ ตะไคร้ เป็นต้น ต้มในน้ำร้อนและผสมน้ำตาลทรายแดงให้พอมีรสปะแล่มๆ  ซึ่งต่อมานิยมดื่มกันแพร่หลายมาถึงฆราวาสด้วย

 

ประโยชน์ของสมุนไพร คือ

 

1. ใช้เป็นยาบำบัดรักษาโรค

2. ใช้เป็นอาหาร

3. ใช้เป็นเครื่องสำอางค์

4. ใช้เป็นอาหารเสริมบำรุงร่างกาย

5. ใช้ขับสารพิษ

6. ใช้เป็นเครื่องดื่ม

7. ช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ

 

 

 

ประเภทของสมุนไพร

 

การจำแนกเครื่องดื่มสมุนไพรของไทยตามที่มาและกรรมวิธี นั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

 

1. น้ำดื่มธรรมดา ซึ่งใช้ตามประเพณี หรือพิธี ได้แก่

- น้ำที่นำไปอบด้วย เครื่องหอมได้แก่กระดังงาลนไฟลอยด้วยดอกมะลิหรือกลี บกุหลาบมอญใช้ถวายพระ สงฆ์ในงานพิธีตามประเพณี เช่น งานทำบุญเลี้ยงพระ งานประเพณีสงกรานต์ เป็นต้น หรือเป็นน้ำที่ถวายเจ้านายในวังเพื่อใช้เสวยเป็นประจำ

 

2. น้ำผลไม้ และน้ำดื่มซึ่งเกิดจากการปรุงแต่ง

-จากน้ำอัชบาล หรือน้ำปานะ อันเป็นเครื่องดื่มของพระสงฆ์ในสมัยพุทธกาลนั้น ในเวลาต่อมาเนื่องจากเมืองไทยเป็นเมืองที่มีพืชพันธ์อุดมสมบูรณ์ และมีผลไม้นานาชนิดที่สลับหมุนเวียนกันตลอดทั้งปี จึงเกิดความนิยมนำเอาพืชสมุนไพรและผลไม้มาทำเป็นเครื่องดื่ม โดยอาศัยการปรุงแต่งรสชาติด้วยการ เติมน้ำตาล หรือเกลือบ้าง เพื่อให้เกิดความอร่อยขึ้น อาทิ น้ำมะตูม น้ำกระเจี๊ยบ น้ำมะนาว น้ำใบเตย น้ำตะไคร้ และน้ำใบบัวบก เป็นต้น

แต่เดิมพืชและผลไม้ที่จะ นำมาทำเป็น เครื่องดื่มนั้น มักจะเก็บมาสดๆ และใช้ทันที รสชาติที่ทำจึงมีความสด และทรงคุณค่าตามธรรมชาติ มาถึงปัจจุบันนี้เครื่องดื่มได้ถูกประยุกต์ขึ้นต่างรูปแบบ มีการนำวิทยาการสมัยใหม่มาใช้ในการผลิต มีการบรรจุในภาชนะแบบต่างๆ เพื่อความสะดวกต่อการใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องดื่มของไทยนั้นให้ทั้งรสชาติ และคุณประโยชน์ควบคู่กันไป คุณประโยชน์ที่กล่าวถึงคือ สรรพคุณทางยาที่ได้จากพืชผลที่นำมาเป็นเครื่องดื่มนั่นเอง อีกทั้งยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายตามธรรมชาติรวมอยู่ด้วย

 

Credit By www.thailannafood.com

 

 

 

สมุนไพร   ไทยนี้    มีค่ามาก

พระเจ้าอยู่หัว  ทรงฝาก  ให้รักษา

แต่ปู่ย่า    ตายาย    ใช้กันมา

ควรลูกหลาน   รู้รักษา  ใช้สืบไป

เป็นเอกลักษณ์  ของชาติ  ควรศึกษา

วิจัยยา  ประยุกต์ใช้  ให้เหมาะสมัย

รู้ประโยชน์   รู้คุณโทษ   สมุนไพร

เพื่อคนไทย   อยู่รอด   ตลอดกาล

 

พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

 

การ ศึกษา การแพทย์สมัยก่อน เป็นการเรียนรู้ และการถ่ายทอด ภายในตระกูล  โดยการถ่ายทอดขึ้นอยู่กับลักษณะ ความสัมพันธ์ ระหว่างผู้ถ่ายทอด กับผู้ที่ได้รับ   เช่น  ป้า  น้า อา  หรือ  ผู้ใกล้ชิดที่สุด  ในสมัยรัตนโกสินทร์ ตอนต้น จะพบว่า  การถ่ายทอด วิชาในลักษณะดังกล่าว ชัดเจนมาก  เป็นการ สืบทอดวิชา   กรมหลวงวงษาธิราชสนิท  เป็นแพทย์หลวง และทรงกำกับ กรมหมอ  ผู้สืบทอด กรมหลวงวงษาธิราชสนิท คือ  พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์  ต่อมาได้รับตำแหน่ง เป็นผู้บัญชาการ กรมหมอ  และเป็นแพทย์ ประจำพระองค์ ของรัชกาลที่ 5 ด้วย  ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดโดยการบอกเล่า ถึง สรรพคุณ และตำนาน ของพืช สมุนไพร บางชนิด ในเวลาต่อมา คือ ท่านเจ้าคุณ สีหศักดิ์สนทวงศ์  ผู้เป็นหลานตา  นอกจากนี้ กรมขุนวรจักร ธรานุภาพ เป็นพระราชโอรส ในรัชกาลที่ 2 ทรงเป็นแพทย์หลวงในราชสำนัก  และทรง  เป็นต้นตระกูลปราโมช  ผู้ที่ได้รับการสืบทอดวิชาแพทย์แผนไทยต่อมา คือ  หม่อมเจ้ากำมสิทธิ์  แต่หม่อมเจ้า กำมสิทธิ์ ไม่ได้รับราชการเป็นหมอหลวง  จึงทรงเป็นแพทย์เชลยศักดิ์เท่านั้น  ส่วนพระยา อมรศาสตร์ประสิทธิ์  แพทย์หลวงใน สมัย รัชกาลที่ 5 ได้สืบทอดวิชา ให้แก่    หลวง กุมารประเสริฐ  ต่อมาได้เป็นแพทย์หลวง ในสมัยรัชกาล ที่ 6

 

การถ่ายทอดวิชาความรู้ ระหว่างครูกับลูกศิษย์  โดยครูจะช่วยแนะนำสั่งสอน และฝึกฝน จนชำนาญ  ซึ่งศิษย์ จะต้อง หมั่นสังเกต และจดจำ ตัวยา วิธีการรักษาไว้ ให้แม่นยำ   กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์  พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5  ทรงศึกษา แพทย์แผนไทย  กับพระยา พิศนุประสาทเวช  ต่อมาเป็นหัวหน้าหมอหลวง รัชกาลที่ 6 พระองค์  และ ยังได้ศึกษาแพทย์แผนไทย กับพระสงฆ์ ที่มีชื่อเสียงสมัยนั้น นั่นคือ หลวงปู่ศุข วัดมะขาม และ พระสงฆ์ อื่นๆอีกมากมาย เป็นหมอที่ มีความ เชี่ยวชาญมาก   ชาวบ้านรู้จักในนามของ หมอพร  พระองค์มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักดี ในวงการแพทย์แผนไทย  เพราะไม่เพียง แต่  พระองค์ จะ รักษาโรคให้หายได้อย่างชะงัดแล้     พระองค์ ยังเป็นแพทย์แผนไทย ที่มีความคิริเริ่ม และทันสมัย  เช่น รู้จัก วิเคราะห์ ตัวยา ที่ปรากฏในตำรา  จนมีความเชี่ยวชาญ  และสามารถ  ใช้รักษาผู้ป่วย ได้ผล เป็นที่น่าพอใจ  ยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ ยังมีความ ชำนาญ มาก จน ทรงชำระคัมภีร์อติสาระวรรค  ( ว่าด้วยโรคลำไส้) ได้  

 

การศึกษาวิชาแพทย์ จะถ่ายทอดภายในตระกูล  จะสอนแต่เฉพาะ ลูกหลาน เป็นส่วนใหญ่  มีส่วนน้อยที่เป็นคนอื่น  เนื่องจาก การรับใคร เป็นศิษย์ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  เพราะครูต้องใช้ความสังเกตุพิจารณา ในเรื่องของนิสัยใจคอ  และ ความ  อดทน  หากพบว่า ลูกหลาน หรือศิษย์คนใด สมควรจะรับ สืบทอดวิชาความรู้ ได้มากน้อย แต่ไหน  จึงเป็นที่รู้กันว่า  ในสมัยก่อนศิษย์ จะมี ความปรีชาสามารถ สืบเนื่องมาจากครู

 

        วิธีการถ่ายทอดความรู้ทางการแพทย์แผนไทย   

 

วิธีการถ่ายทอดความรู้ ทางการแพทย์แผนไทย  เป็นลักษณะ ปากต่อปาก  แล้วท่องจำ  และ ต้องอาศัย ประสบการณ์  ที่ใช้ การสังเกต จดจำให้ขึ้นใจ  การศึกษา วิชาแพทย์จึงไม่ใช่ของง่าย  ต้องอาศัยความมะนะ บากบั่น พากเพียร และอดทน เป็น  เวลาแรมปี  เพื่อจะได้ จดจำ คำสั่งสอน ได้แม่นยำ  โดยครูจะสอนวิธีการตรวจรั กษาคนไข้          สอนวิธีปรุงยา  โดยเริ่มจาก สอน  ให้รู้จักสิ่งต่างๆ ที่ใช้เป็นส่วนประกอบของยา ทั้งที่เป็นพืชวัตถุ และธาตุวัตถุ  ศิษย์จะต้องทำตัว ใกล้ชิด คอยสนใจ ปรนนิบัติ และ  ติดตาม ถามไถ่ เวลาที่ครู ออกไปรักษาคนไข้ นอกสถานที่  ต้องคอยติดตาม เพื่อจะได้เรียนรู้  และหาความชำนาญ  จากการ สังเกต อาการของคนไข้  โดยครูจะอธิบาย ให้รู้ถึง ที่ตั้งแรกเกิดของโรค  ชื่อของโรค  และยาสำหรับ บำบัดโรค  ต้องให้ แม่นยำ

 

จวบจนสมัยที่มีตัวอักษรใช้  จึงมีการจดจารึก ความรู้ไว้ในที่ต่างๆ  เช่น แกะไว้ในแผ่นหิน  ไม้ หรือโลหะ  โดยหวัง  ให้วิชาแพทย์ คงอยู่ไม่เสื่อมสูญ  สืบทอดมาจนมีการจารึก หรือเขียน ลงในใบลาน และสมุดข่อย  เรียกว่า " พระคัมภีร์ หรือพระ  ตำรา " ซึ่งมีการคัดลอกต่อๆ กันมา  ข้อความในพระคัมภีร์ หรือ ตำราแพทย์ นั้น จะกล่าว และจำแนก ไว้ตามความรู้  ความเชียว ชาญ ของครู  ได้แก่   อาการของโรค  วิธีรักษา  อีกทั้งสรรพคุณยา สมุนไพร  ไว้อย่างพร้อมมูล

 

                การแพทย์แผนไทย  ผู้เป็นแพทย์สมัยก่อน จะต้อง มีความรู้  ความสามารถ  ในการปรุง ยาเอง  เพราะฉะนั้น จึง ต้อง  เรียนรู้ เกี่ยวกับ พันธุ์ สมุนไพร ตามแต่ครู จะเห็นสมควร  โดยในชั้นแรก  จะต้อง เรียนรู้  ชนิดของสมุนไพร  และคุณสมบัติ ตลอด  จนถึงการเก็บรักษา  ส่วนพิกัดยา แต่ละชนิด นั้นศิษย์ จะต้องอาศัยการสังเกตุ และจดจำเอาเอง  ชั้นที่สอง คือ  การศึกษา จากตำรา  แพทย์ จะต้องศึกษา จากคัมภีร์  ที่ บอก ลักษณะ อาการของโรค  และตำรา คัมภีร์สรรพคุณ ที่ บอกรสยาทั้งปวง  คัมภีร์ ที่ต้อง  ศึกษา ในเบื้องต้น  คือ  สมุฎฐานวินิจฉัย  ธาตุวินิจฉัย  โรคนิทาน  ปฐมจินดา  มหาโชตรัต  ตักกศิลา  สาโรช  รัตนมาลา  ชวตาร  ติจรณสังคหะ  มุจฉาปักขันธิกา  เป็นลำดับ  ขั้นสุดท้าย  คือ การทำนายโรค  ศึกษา โดยตามครู ไปเยี่ยมผู้ป่วย  เรียกว่า ถือล่วมยา  ต่อมาจะมีความชำนาญ ขึ้นเป็นลำดับ  จนรักษาเองได้ จึงถือว่า เรียนจบหลักสูตร  และเป็นหมอที่มีครูแล้ว

 

                หลักสูตร  ของครูบางคน  จะสอนวิชาไสยศาสตร์ ให้ด้วย  เรียกว่า  ไสยรักษ์ คือการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยคาถา อาคม  และนับว่า เป็นวิชาแพทย์แผนไทยแขนงหนึ่ง  ดังความตอนหนึ่งใน คัมภีร์ ฉันทศาสตร์ ว่า

 

               ผู้ใดจะเรียนรู้      พิเคราะห์ดูผู้อาจารย์

              เที่ยงแท้ว่าพิสดาร     ทั้งคุณไสยจึงควรเรียน 

         สักแต่เป็นแพทย์ได้      คัมภีร์ไสยไม่จำเนียร

           ครูนั้นไม่ควรเรียน      จำนำตนให้หลงทาง

 

        ยุคก่อนกรุงสุโขทัย

 

               สมัย เชียงแสนตอนต้น หรือสมัยโยนกนาคพันธ์  ประมาณ พ.ศ. 1300  ในรัชสมัย  พระเจ้าสิงหนวัติ ซึ่งเป็น พระราช  บุตรของพระเจ้ากลาหงส์  แห่งอาณาจักรน่านเจ้า  ( มณฑลยูนานประเทศจีน)  การแพทย์ของไทย นอกจากจะมีตำรา เดิมแบบ ไทย  แท้  ซึ่งประกอบด้วยความเชื่อถือ ดั้งเดิม ของชนท้องถิ่น รวมทั้งสมุนไพร และไสยศาสตร์ แล้ว  ยังได้ ความรู้ ผสมผสาน มา  จากการแพทย์ อายุรเวท ของอินเดีย  ซึ่งขยาย เข้ามา สมัยอาณาจักรลาว  ประมาณ  พ.ศ.600  โดยเข้ามาพร้อม กับ พระพุทธศาสนา  หลักฐานที่ทำให้ เชื่อว่า การแพทย์แผนไทย  มีรากฐานมาจาก การแพทย์ของอินเดีย  ได้แก่  คัมภีร์แพทย์  ของไทย มักจะมีคำกล่าว สรรเสริญ ท่าน ชีวกโกมารภัจจ์  ในฐานะ ครูแพทย์ และในตำราแพทย์ ส่วนใหญ่  จะอ้างชื่อ  ท่าน  ชีวกโมารภัจจ์ เป็นผู้เรียบเรียง  นอกจากนี้  คำศัพท์  ในคัมภีร์แพทย์ ยังปรากฏภาษาบาลี  ซึ่งเป็นภาษาหลักใน พระไตรปิฎก  และมี บทสวด ทางศาสนา  เป็นจำนวนมากด้วย  และยังได้รับอิทธิพลทางการแพทย์จากจีนด้วย   เช่นตำรับยา บำรุงหัวใจ  และยา อายุวัฒนะ  ที่แพทย์ไทย นำมาผสม ด้วยโกฐต่างๆ  ได้แก่ กฤษณา  กะลำพัก  อบเชย  ชะเอมเทศ  เกสรทั้งเจ็ด  อำพันทอง  เหล่า นี้  เป็นต้น  นอกจากนี้ ยังได้มีการใช้แร่ธาตุรักษาโรค  เช่น ปรอท   สารหนู  และเหล็ก  ส่วนที่ได้มาจากสัตว์วัตถุ  เช่นเขากวาง  เลือดแรด  กระดูก  ถุงน้ำดี  พร้อมทั้งพฤกษชาติ ที่มีคุณค่าทางยา   การแพทย์แผนไทยได้รับ  การผสมผสาน กับแพทย์แผนจีน  น้อยมาก  โดยพิจารณา  จากวิธีการ วินิจฉัยโรคที่แตกต่างกัน คือ ในการตรวจคนไข้แพทย์ จีน สมัยก่อน ให้ความสำคัญ กับ การ จับ  ชีพจร  ในขณะที่ไทยให้ความสำคัญกับอาการป่วยที่ปรากฏมากที่สุด   การเต้นของชีพจร เป็นเพียงส่วนประกอบ ที่จะนำมา วินิจฉัยเท่านั้น  การตรวจโรคของแพทย์แผนไทย  ยังมีการซักประวัติโรคที่เคยเป็นมาก่อน  อายุของคนไข้  เวลาที่เริ่มป่วย  ตรวจ  ความร้อน โดยแตะตัวคนไข้  หรืออังวัดความร้อน ที่หน้า ผาก  ตรวจลิ้น  ตรวจเปลือกตา ด้านใน  และดูผิวพรรณ แล้ว  จึงทำนายโรค

 

        สมัยพระนางจามเทวี ( พ.ศ.1204 - 1211 ) จากตำนานพระธาตุลำปางหลวง  กล่าวว่า  ฤาษีวาสุเทพ กับสุกกทันฤาษี  ได้  สร้าง นครหริภุญชัยขึ้น  แล้ว เห็นพร้องต้องกันว่า  ผู้ชาย จะครองนคร หริภุญชัยได้ไม่นาน  ควรให้ผู้หญิงมาครอง  จึงได้พร้อม ใจกันอาญเชิญ พระนางจามเทวี  ( พระธิดาของเจ้าผู้ครองนคร ละโว้ปุระ หรือเมืองลพบุรี ในปัจจุบัน)  จากเมือง ละโว้ ให้มา   ครองนครหริภุญชัย ในราว  พ.ศ. 1204  พระนางจามเทวี  ได้ขอพระราชทาน สิ่งที่  เป็นมงคล จากพระราชบิดาไปด้วย  เพื่อ นำ   ไป ประกอบ กิจให้เป็นประโยชน์  ทั้งภายในและภายนอก ดังนี้

 

        1.    พระมหาเถร ที่ทรงปิฎก ประมาณ 500 องค์           

        2.    หมู่ปะขาวทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในเบญจศีล 500 คน

        3.    บัณฑิต  500 คน                                                

        4.   หมู่ช่างสลัก  500 คน

        5.    ช่างแก้วแหวน     500    คน                                  

        6    พ่อเลียง    500    คน

        7.    แม่เลี้ยง    500    คน                                           

        8.   หมู่หมอโหรา    500    คน

        9.    หมอยา    500    คน                                         

        10.   ช่างเงิน    500    คน

        11.  ช่างทอง    500    คน                                            

        12.  ช่างเหล็ก    500    คน

        13.  ช่างเขียน    500    คน                                         

        14.   หมู่ช่างทั้งหลายต่างๆ    500    คน

        15.  หมู่พ่อเวียงทั้งหลาย 500    คน ( คนงานฝ่ายก่อสร้าง)

 

    แสดงว่า หมอยา เป็นกลุ่ม บุคคล ที่มีความสำคัญ มากกลุ่มหนึ่ง ในสังคม  

 

        สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ( พ.ศ. 1724-1762) เป็นกษัตริย์ของขอม  ที่ได้ปราบดาภิเศก เป็น พระเจ้าแผ่นดิน เมื่อ พ.ศ. 1724  ภายหลังจากปราบขบถ ใน นครธม  และกอบกู้บ้านเมืองได้สำเร็จ  พระองค์ ต้องใช้เวลาถึง 10 ปี  ในการปฎิสังขรณ์ ซ่อม  แซมบ้านเมือง  และสร้างถาวรวัตถุ ขึ้นใหม่  ตามจารึก หลักพระขรรค์ไชยศรี บทที่ 123 ระบุไว้ว่า  ได้โปรดให้สร้างถนน 17 สาย  บ้านซึ่งมีไฟ  ( ซึ่งน่าจะหมายถึงที่พักสำหรับคนเดินทาง ) จำนวน 121 แห่ง และโรงพยาบาล  หรือที่ปรากฏในจารรึก ว่า อโรคยศาล  จำนวน 102 แห่ง  กระจายอยู่ ทั่วราชอาณาจัร ในราว พุทธศตวรรษ ที่ 18 หรือประมาณ 800 กว่าปี มาแล้ว  อโรคยาศาลนี้ สันนิษฐานว่า สร้างด้วยไม้ ส่วนใหญ่  จึงหักพังสูญหายไป  คงเหลือแต่วิหาร หรือ ศาสนสถาน ของโรงพยาบาล  และศิลาจารึก ที่สร้างด้วยอิฐหิน  หรือศิลาแลง ไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น ศิลาจารึก ที่พบบริเวณโรงพยาบาล  เรียกว่า  ศิลาจารึก  โรงพยาบาล  ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย  มีทั้งหมด 5 แห่งคือ

 

            1.    จารึกจากประสาทตาเมียนโตจ

            2.    จารึกปราสาท  อำเภอปราสาท  จังหวัดสุรินทร์

            3.    จารึกจากด่านประคำ  อำเภอนางรอง  จังหวัดบุรีรัมย์

            4.    จารึกพิมาย  จังหวัดนครราชสีมา

            5.    จารึกวัดกู่  บ้านหนองบัว  อำเภอเมือง  จังหวัดสุรินทร์

            6.    จารึกจากกู่แก้ว  อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น  ซึ่งเป็นจารึก เกี่ยวกับพระเจ้า ชัยวรมันที่ 7

                    พบล่าสุด เมื่อปี  พ.ศ.  2529    

ศิลา จารึกดังกล่าวมีข้อความเหมือนกันเกือบทั้งหมด คือ  กล่าวสรรเสริญ พระพุทธเจ้า  กษัตริย์ และการจัดระเบียบ แบบ  แผน ของสถานพยาบาล  นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงการเบิก จ่ายอาหาร และยา จากท้องพระคลังหลวง  รวมทั้งได้ระบุชื่อยา  ชื่อ  สมุนไพร  ตลอดจนจำนวน ของแต่ละสิ่ง ไว้ในจารึก  ซึ่งอาจสรุป สาระสำคัญ  ของข้อมูลเกี่ยวกับ คติความเชื่อและ การจัด แบบ  แผนของอโรคยศาล ได้ 4 ประการคือ

 

            1.    การบูชาพระโพธิสัตว์ ในพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน  รวมทั้ง พระไภษัยชยคุรุไวฑูรย ประภา

            2.    ความสนพระทัย ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในความทุกข์ อันเกิดจาก โรคภัยของ ประชาชน  จึงทรงให้สร้าง     

                    อโรคย ศาล  เพื่อใช้เป็นที่รักษาพยาบาลตามท้องถิ่น

            3.    จำนวนเจ้าหน้าที่ และวัสดุ สิ่งของที่ต้องใช้ในแต่ละวัน ในอโรคยศาล

            4.    กำหนดให้ อโรคยศาล เป็นที่ประกอบกิจ พิธีทางศาสนา

 

            จากแนวความคิดและการศึกษาของศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส ทำให้ทราบว่า คนไข้ที่เข้ารับการรักษาตัว ที่อโรคยาศาล   จะเข้าพักในสถานพยาบาล ซึ่งเป็นอาคาร ที่สร้างด้วย ไม้ แต่ปัจจุบัน ได้ผุพังไปหมดแล้ว  ผู้ป่วยจะไม่พักอาศัยอยู่ในอาคาร  ที่สร้าง  ด้วยหิน หรือศิลาแลง  เนื่องจากอาคารที่สร้างด้วยหิน หรือศิลาแลงนั้น จะสงวนไว้สำหรับพระผู้เป็นเจ้า  ( เป็นที่ประดิษฐาน รูปเคารพ ) เท่านั้น  แม้แต่พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญสูงสุด ก็ยังทรงประทับอยู่ในพระราชมณเฑียร ที่ทำด้วยไม้  หลักศิ  ลาจารึก สร้างโรงพยาบาล ที่พบ ณ ประสาทตาเมียนโตจ จังหวัดสุรินทร์  ซึ่งพบที่เมืองชัยภูมิ ที่เมืองคนบุรี  นมหวาน  และที่ ด่านประคำ จังหวัดนครราชสีมา ( ดังปรากฏอยู่ในหอวชิรญาณ)  ข้อความในจารึก  ได้กล่าวสรรเสริญ พระ เกียรติยศ ของพระบาท  ชัยวรมัน ที่ได้ จัดสร้าง โรงพยาลาลรักษาคนไข้  รวมถึงสมุนไพร ที่ใช้ในการรักษาโรค  นอกจากนี้  ยังได้กล่าวถึงการบริหารงาน ในโรงพยาบาล จำนวน 102 โรง  และในพระแท่นของโรงพยาบาลต่างๆ  มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ 798 องค์  จำนวนข้าวสาร  ที่เอามาเลี้ยงคนไข้ ในโรงพยาบาล มีจำนวน ปีละ 117,200 ชาริกา ( ชาริกา เป็นมาตรา ส่วนที่ใช้กันในพุทธศักราช 1724 ณ บริเวณแหลมทอง ซึ่งมีอัตราดังนี้

 

            2     ปะณะ     เป็น     มาษ

            4     ปะณะ     เป็น     กุฑุวะ

            4     กุฑุวะ     เป็น     ปรสถะ

            16   ปรสถะ   เป็น     โทรณะ

            4    โทรณะ    เป็น    ชาริกา

            11  ปะสะ      เป็น    ตุลา ( คือตุลกัฎฎี เห็นจะเป็นชั่ง )

 

            จำนวนชาวนาที่ทำนา  เพื่อส่งข้าวให้โรงพยาบาล ทั้งหญิงและชาย มีอยู่ 81,640  คน  และจำนวน หมู่บ้านของชาวนา  838 หมู่บ้าน

 

            การบริหารงานในโรงพยาบาล ประกอบด้วย ฝ่ายต่างๆ ดังนี้

 

            ผู้ดูแล    4    คน ( เป็นแพทย์ 2 คน โดยมีบุรุษ  1 คน และสตรี 1 คน เป็นผู้ให้สถิติ )

            ผู้ดูแลทรัพย์  จ่ายยา  รับข้าวเปลือก  และฟืน ใช้บุรุษ 2 คน

            ผู้หุงต้ม  ทำความสะอาด  จ่ายน้ำ  หาดอกไม้ และหญ้า บูชายัญ ใช้บุรุษ 2 คน

            ผู้จัดพลีทาน  ทำบัตร  จ่ายบัตร สลาก และ หาฟืน เพื่อต้มยา ใช้บุรุษ 2 คน

            ผู้ดูแลโรงพยาบาล และส่งยา ให้แก่บุรุษแพทย์ เป็นบุรุษ 14 คน

            ผู้โม่ หรือ บดยาที่สันดาบ ด้วยน้ำ เป็นสตรี 6 คน

            ผู้ทำหน้าที่ตำข้าวเปลือก 2 คน

            ผู้ปฎิบัติงานในโรงพยาบาล ในจารึกสุรินทร์ 2 ระบุ จำนวนรวม 98 คน

 

            ส่วนการจัดระบบด้านการรักษา พยาบาล ในโรงพยาบาล และการจัดหายา มาบริการยังไม่เพียงพอ  อำนาจเหนือธรรม  ชาติ เวทมนตร์ และความเชื่อ ความศรัทธาทางศาสนา จึงเข้ามา มีบทบาทสำคัญ ในการรักษาพยาบาลด้วย  ซึ่งจะเห็นได้จาก  การสร้าง พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา ( พระโพธิสัตว์ ไภษัชคุรุไวฑูรยประภา)  ซึ่งแปลว่า เป็นครูแห่งโอสถทั้งหลาย    มีรัศมี  ประดุจดังไพฑูรย์  เป็นที่เคารพแห่งมนุษย์ ทั้งหลายในสมัยนั้น  มีอานุภาพ  ในการรักษาโรคภัย  ไข้เจ็บ มักทำเป็นรูปพระพุทธ รูป ทรงเครื่องปางนาคปรก  แม้ว่าบางรูปจะไม่ปรากฏพังพานนาค แต่ยังคงมีขนดหางนาค  แตกต่างจากพระพุทธรูปทรงเครื่อง   นาคปรก   ก็คือ  ภายในพระหัตถ์ ที่ประสานกันเหนือเพลา มีวัตถุ รูปกรวย อยู่ภายใน วัตถุนี้ สันนิษฐาน ไว้ต่างๆ กันเช่น

 

            *    อาจเป็นยา หรือดอกไม้ หรือวัชระ

            *    น่าจะเป็นผลไม้ประเภทสมุนไพร  เช่นผลสมอ

            *    น่าจะเป็นผลสมอ  ซึ่งเป็นสมุนไพร ที่ใช้ทำยารักษาโรคภัยต่างๆ  และหากคิดว่า เป็นหม้อน้ำมนตร์  ก็น่าจะหมายถึง  ภาช

 




Herbal Medicine

Herbal Medicine article
สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน article
ยาสมุนไพรประจำบ้าน ตามประกาศของกระทรางสาธารณะสุข article
รสของสมุนไพร article



JSP Pharmaceutical Manufactory(Thailand) co.,Ltd.
JSP Pharmaceutical Manufactory(Thailand) co.,Ltd. 1014/3-4 soi watchannai,satupradit rd,yanawa bangpongpang,BKK,Thailand,10120 Tel:02-284-1218,02-284-1317,02-284-1134,02-284-0587 Fax:02-294-0705,02-294-9820 OEM:Pissanu25@gmail.com,coxlab@hotmail.com import-export:coxlab.gigg@gmail.com,sale:(ตัวแทนจำหน่าย):chananya.cox@gmail.com monday-saturday 8.00-17.00